วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



all Magazine > มีความสุขกับชีวิต

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
เมษายน 2556

          การดำเนินชีวิตของมนุษย์ไม่ต่างอะไรไปจากการเดินทางด้วยเรือไปตามกระแสน้ำ ถ้าไม่มีจุดหมายปลายทางแน่ชัดและการบังคับทิศทางมันก็จะลอยล่องไปอย่างไร้ความหมาย และถ้าไม่รู้เทคนิคของการพายเรือก็อาจประสบปัญหาเรือล่มระหว่างเดินทางได้

          เมื่อเป็นเช่นนี้ ในการดำเนินชีวิตจึงจำเป็นต้องมีหลักที่พึงยึดถือบางประการเพื่อการมีชีวิตที่ราบรื่นและมีความสุข ขอเสนอหลักในการดำเนินชีวิต 3 ประการดังต่อไปนี้

          ข้อ 1 จงเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ไม่ว่าอยู่ในวัยใดก็ตาม ผู้ที่มีสุขภาพดีไม่ควรอยู่นิ่งเฉย นั่งนอนดูดายโดยไม่ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน

          มนุษย์เรานั้นมีชีวิตเดียว อายุ 20 หรือ 30 หรือ 40 หรือ 50 ปี มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิต มันจะไม่มีวันหวนกลับมาเป็นอันขาด ดังนั้นการปล่อยให้เวลาในช่วงชีวิตใดก็ตามผ่านเลยไปโดยไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อย่างเต็มที่ จึงเท่ากับเป็นการเสียโอกาสอย่างน่าเสียดายยิ่ง

          เราไม่รู้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้นานกี่ปี กี่วัน จำนวนวันที่มีชีวิตของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไปแต่ก็เป็นสิ่งที่มีจำนวนจำกัด เราทำฉันใดกับสิ่งที่เรามีอยู่อย่างจำกัด ไม่ว่าจะเป็น เงินทอง ของเก่าหรือพระเก่าหายาก หรือสิ่งมีค่าอื่น ๆ เราก็พึงทำเช่นนั้นกับเวลาของเรา

          การไม่อยู่นิ่งเฉย ทำงานทำการสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่า เช่น ปลูกต้นไม้กระถาง ปลูกผักผลไม้ ทำจักสาน เขียนภาพ ตกปลา รับจ้างทำงาน ฯลฯ ล้วนเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจส่วนตัวและเศรษฐกิจส่วนรวมทั้งสิ้น

          บางกิจกรรมอาจไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่เป็นตัวเงินโดยตรง แต่เป็นการเพิ่มพูนรายได้ที่ไม่ใช่ตัวเงินทางอ้อม เช่น การปลูกผักผลไม้ หากเราไม่ขายเพราะต้องการเอาไว้บริโภคเองก็คือการไม่ต้องซื้อผักและผลไม้ เปรียบเสมือนกับมีคนเอามาให้เราโดยเราไม่ต้องควักเงินจากกระเป๋าซื้อ และถ้าเราเอาไปขายก็ได้เงินมา ดังนั้นการปลูกผักผลไม้เพื่อบริโภคเองเช่นนี้จึงเปรียบเสมือนกับการสร้างรายได้ที่ไม่ใช่ตัวเงินให้ตัวเราเอง

          การไม่อยู่นิ่งนอกจากจะเป็นการทำให้เวลาของเราที่มีอยู่จำกัดมีค่าแล้ว ยังทำให้เรามีทักษะและความรู้เพิ่มเติมเพื่อเป็นพลังในการทำมาหารายได้ในอนาคตอีกด้วย เช่น การเขียนรูป งานจักสาน งานฝีมือ ฯลฯ ในตอนแรกอาจขายไม่ได้แต่เมื่อมีฝีมือแล้วสถานการณ์ก็จะเปลี่ยนแปลงไป

          ข้อ 2 พอใจในสิ่งที่ตนเองมี ความสุขของมนุษย์มิได้เกิดจากการ “มี” เสมอไป บางคนถึง “มี” ก็หาความสุขไม่ได้เพราะยังมีความทุกข์กับสิ่งที่ตนเองยังไม่มี เช่น ถึงมีรถมอเตอร์ไซค์ขี่แต่ก็ไม่มีความสุขเพราะยังไม่มีรถปิกอัพ หรือมีรถปิกอัพแล้วก็ยังไม่มีความสุขเพราะมีเพียงคันเดียว

          คนที่บังเอิญ “มี” แต่มีความทุกข์ในลักษณะนี้เป็นคนน่าสงสาร เพราะจะไม่มีวันที่มีความสุขจากการ “มี” เลย ตลอดชีวิตของคนเขลาเช่นนี้จะมีแต่ความทุกข์กับสิ่งที่ตนเองยังไม่มี สาเหตุของการขาดความสุขกับสิ่งที่ตนเองมีก็คือการขาดความพอใจในสิ่งที่ตนเองมีนั่นเอง

          คนที่มีความสุขกับชีวิตนั้นจะพอใจกับสิ่งที่ตนเอง “มี” เป็นขั้นเป็นตอนอยู่เสมอ ในตอนแรกที่เช่าห้องพักก็มีความสุขตามอัตภาพ ต่อมาเมื่อมีฐานะดีขึ้นก็ซื้อหาห้องในคอนโดเล็ก ๆ ก็มีความสุข และเมื่อมีเงินมากขึ้นก็ผ่อนซื้อที่อยู่อาศัยที่ใหญ่ขึ้น ทุกขั้นตอนมีความพอใจอยู่เสมอ

          กฎข้อนี้มิได้ห้ามความทะเยอทะยานในชีวิต หากแนะนำให้มีความสุขในสิ่งที่ตนเองมีในแต่ละชั่วขณะของชีวิต

          กฎข้อ 3 จงยินดีต่อการมีชีวิต การได้เกิดมาเป็นมนุษย์และสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในปัจจุบันได้นั้นถือได้ว่าเป็นโชคที่ยิ่งใหญ่ เพราะมนุษย์จำนวนมากเสียชีวิตตั้งแต่ก่อนเกิด หรือเสียชีวิตตอนเป็นทารก การได้อยู่ในโลกจนสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้จึงเป็นสิ่งน่ายินดี

          ทุกเช้าเมื่อตื่นขึ้นและยังมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องน่าดีใจเพราะไม่มีใครประกันยืนยันได้ว่าเมื่อเรานอนทุกคืนแล้วจะตื่นนอนเช้าโดยมีลมหายใจ

          โลกเป็นสิ่งน่าอภิรมย์ มนุษย์อาจหาความสุขได้จากรูปรสกลิ่นเสียงและความสุขทางด้านจิตใจซึ่งสูงกว่านั้น การได้อยู่ในโลกอีกหนึ่งวันจึงเป็นเรื่องน่ายินดี

          ความคิดเห็นเช่นนี้คือการมองโลกในแง่บวกซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการทำงาน เพราะพลังด้านบวกจะผลักดันให้เกิดกำลังใจอีกทั้งสร้างบุคลิกภาพอันพึงปรารถนาในการทำงานร่วมกับผู้อื่นซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ

          การตระหนักในความโชคดีของตนเองที่เกิดมาและมีชีวิตที่ดี การเชื่อว่าทุกปัญหามีทางออก ทุกอุปสรรคสามารถก้าวข้ามได้ ทุกคนสามารถผิดพลาดและเริ่มต้นใหม่ได้ด้วยกันทั้งนั้น เราทำได้ถ้าเราคิดว่าเราทำได้ เราต้องไม่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า การช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์เป็นหน้าที่ของมนุษย์ การให้โอกาสคนคือการช่วยสร้างสรรค์โลก ฯลฯ ล้วนสะท้อนการมองโลกที่เป็นบวกทั้งสิ้น

          เราเห็นจากประวัติศาสตร์ของมนุษย์ว่าโลกเราก้าวหน้าเพราะความคิดที่เป็นบวกเหล่านี้ ถ้ามนุษย์เรามองโลกเป็นลบป่านนี้เรายังคงอยู่ในบ้านทำด้วยไม้ หลังคามุงจาก ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีรถยนต์ ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีสังคมที่มั่นคงพร้อมสู้ปัญหา ฯลฯ เป็นแน่

          หลักการดำเนินชีวิต 3 ข้อข้างต้น คือ (1) จงเคลื่อนไหวอยู่เสมอ (2) จงพอใจในสิ่งที่ตนเองมี และ (3) จงยินดีต่อการมีชีวิต จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ราบรื่นและมีความสุขไม่ว่าเราจะ “มี” มากน้อยเพียงใดในปัจจุบันก็ตาม
 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 551426 ครั้ง