วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



สิ่งละอันพันละน้อย 2558 > Digital Economy

จากหนังสือสิ่งละอันพันละน้อย 2558
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

           คำว่า Digital Economy เป็นที่กล่าวถึงกันมากในสังคมไทยปัจจุบันบางท่านอาจสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ ลองมาดูความหมายและตัวอย่างกัน

           Digital Economy หมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศ (information Technology หรือไอที) เป็นปัจจัยประกอบ ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในบ้านเราคือการซื้อขายสินค้ากันทางอินเตอร์เน็ต สติ๊กเกอร์ของ line ที่ซื้อมาเล่นกัน การจองตั๋วเครื่องบินหรือโรงแรม หรือตั๋วดูคอนเสิร์ต หรือภาพยนตร์ หรือละครเวที การสั่งซื้อหนังสือทางอินเตอร์เน็ต การซื้อ e-book ที่ซื้อโดยการดาวน์โหลดได้ทันที ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่า E-commerce ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของ Digital Economy

           บางครั้งเราอาจรู้สึกสับสนเรื่องเทคโนโลยีโทรคมนาคม เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และไอทีว่ามันเป็นสิ่งเดียวกันหรือแตกต่างกันอย่างไร คำตอบง่ายๆ ก็คือเทคโนโลยีโทรคมนาคมและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์แต่งงานกันและออกลูกมาเป็นไอที กล่าวคือไอทีเป็นการผสมปนเประหว่างสองเทคโนโลยี ตัวอย่างเช่นเวลาเราถอนเงินจาก ATM นั้นเป็นการใช้ไอที คำอธิบายก็คือข้อมูลขอเบิกเงินที่เราป้อนเข้าไปจะมีคอมพิวเตอร์ประมวล และส่งเป็นข้อมูลไปทางสายโทรศัพท์ (เครือข่ายโทรคมนาคม) เพื่อวิ่งไปยังศูนย์ของธนาคาร เมื่อคอมพิวเตอร์ที่โน่นตรวจสอบแล้วว่าโค้ดถูกต้องและมีเงินฝากอยู่จริงก็จะให้คำตอบผ่านมาทางเครือข่ายโทรคมนาคมคอมพิวเตอร์ที่ปลายทางก็จะสั่งให้เงินไหลออกมา

           การมีระบบไอทีเช่นนี้เป็นผลดีต่อคุณภาพชีวิตของเราในหลายด้านถ้าพิจารณาด้านเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวก็จะก่อให้เกิดผลดีดังต่อไปนี้

           (1) ความสะดวกต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการลดต่ำลง เช่น สามารถขายของได้โดยไม่ต้องมีร้านขายของ ไม่ต้องเสียเงินลงทุนซื้อสินค้ามาเก็บไว้ในสต๊อกเมื่อใช้ E-Commerce ผู้ซื้อก็ไม่ต้องเสียเวลาและค่าโสหุ้ยในการเดินทางไปซื้อ ไปจองตั๋ว

           (2) ช่วยให้เกิดการต่อยอดในการผลิตสินค้าหรือบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น บริการฝากถอนเงินทางอินเตอร์เน็ต การใช้โทรศัพท์ชนิดมือถือสั่งอาหารในร้านเพื่อบริการที่รวดเร็วแม่นยำและสามารถเช็ครายรับตลอดจนรู้ปริมาณสต๊อกวัตถุดิบ สร้าง application ให้ประชาชนเข้าไปเช็คได้ว่าตรงGPS ที่ตนเองอยู่นั้นในปีนี้ควรปลูกพืชใดเมื่อคำนึงถึงปริมาณน้ำฝนที่จะมีประกอบกับภูมิอากาศทั่วไป ฯลฯ

           (3) สนับสนุนการเรียนรู้ของประชาชนในทุกวัยจากข้อมูล บทเรียนที่เข้าถึงอย่างกว้างขวางขึ้นกว่าเก่า เช่น บริการด้านข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต การเรียนภาษาต่างประเทศ การพัฒนาตนเองในทุกเรื่อง ฯลฯ

           (4) สร้างการจ้างงานในลักษณะใหม่ๆ เช่น นักการตลาดและนักวางแผนกลยุทธ์ การตลาดทาง social media (โฆษณาสินค้าทาง line / Facebook ฯลฯ)

           การเป็น Digital Economy ทำให้เกิดงานใหม่ๆ ที่ข้ามพรมแดน เช่น ศูนย์บริการรับโทรศัพท์เพื่อให้ข้อมูลและรับใช้ผู้บริโภคที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาโดยจ้างคนอินเดียและคนฟิลิปปินส์นับแสนคนที่อยู่บ้านตนเอง

           คนเหล่านี้ให้บริการ 24 ชั่วโมงด้วยต้นทุนที่ถูก เมื่อผู้บริโภคต้องการความช่วยเหลือและบริการข้อมูลผ่านโทรศัพท์ สัญญาณก็จะถูกส่งไปต่างประเทศ และพนักงานต่างประเทศก็ให้บริการราวกับอยู่ในประเทศเดียวกัน

           การเป็น Digital Economy หรือการมีการผลิตที่ใช้ไอทีเป็นปัจจัยประกอบสำคัญจะทำให้ผลิตภาพ (productivity) ในการผลิตและให้บริการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

           ผู้บัญญัติศัพท์ Digital Economy คือนาย Don Tapscott ผู้เขียนหนังสือยอดฮิตชื่อ “The Digital Economy: Promise and Peril In The Age ofNetworked Intelligence” ในปี 1995 Digital Economy มีชื่ออื่นอีกเช่น The
Internet Economy / The New Economy หรือ Web Economy

           ในปัจจุบันบ้านเราก็มีความเป็น Digital Economy อยู่แล้วในระดับหนึ่งเพียงแต่ยังขาดนโยบายภาครัฐและการบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่จะกำกับให้เสริมไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีแผนเป็นขั้นเป็นตอน Tapscott กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนว่าอินเตอร์เน็ตจะเปลี่ยนวิถีชีวิตด้านเศรษฐกิจของผู้คนในโลกอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งการจะเป็น Digital Economy นั้นมีปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและไอที กฎกติกากฎหมาย การบริการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนความสามารถในการปรับทัศนคติของประชาชนและของภาครัฐ

           Digital TV ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งของการเป็น Digital Economy นอกจากความสะดวกสำหรับผู้ชมในการย้อนกลับไปดูละครตอนหัวค่ำ ที่ไม่ได้ดูเมื่อวันก่อนแล้วยังทำให้เกิดการจ้างงานในด้านนิเทศศาสตร์ขึ้นอีกมากมาย พร้อมกับกระแสการกระจายตัวของข่าวสารและความรู้สู่สาธารณชน ไม่ว่าในด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์หรือความรู้ในการประกอบอาชีพก็ตาม

           เมื่อผู้เขียนค้นประวัติของ Don Tapscott ซึ่งปัจจุบันเป็นกูรูให้คำปรึกษาด้านธุรกิจแก่บริษัทใหญ่ และเขียนหนังสือแนวธุรกิจยุคใหม่ถึง 15 เล่มแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นเพราะเขาเกิดวันเดียว เดือนเดียว และปีเดียวกับผู้เขียน (คนอื่นที่เกิดวันเดียวกันแต่ต่างปี คือ มาริลีน มอนโร และแพ็ต บูน)

           Digital Economy ไม่มีอะไรน่ากลัวเพราะโลกก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ อีกหน่อยผู้คนก็จะไม่รู้สึกกลัวคอมพิวเตอร์อีกต่อไป คงคล้ายกับความรู้สึกที่มีต่อตู้เย็น

 ...........................................................................

ข้อเขียนในสิ่งละอันพันละน้อย 2558

จำนวนการเยี่ยมชม 569985 ครั้ง