วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



สิ่งละอันพันละน้อย 2558 > สุหนัดหญิงแสนโหด

จากหนังสือสิ่งละอันพันละน้อย 2558
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

          ครั้งนี้ผู้เขียนขออนุญาตเขียนเรื่องโหดสยองสำหรับสุภาพสตรี และอาจมีบางคำที่ฟังแล้วอาจสะดุ้ง เรื่องที่จะเขียนนี้เป็นเรื่องจริงที่ยังไม่เป็นที่ทราบกันกว้างขวางนัก และเชื่อว่าจะเป็นประเด็นขึ้นมาในโลกเพื่อแก้ไขสถานการณ์ของกลุ่มผู้หญิงที่แสนน่าสงสารเหล่านี้ในอนาคตอันใกล้

          หลังจาก Arab Spring หรือคลื่นการปฏิวัติโดยประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้นำเผด็จการซึ่งเริ่มที่ตูนิเซียในปี 2010 และลามไปอียิปต์ ลิเบีย เยเมน และการชุมนุมประท้วงของประชาชนอย่างกว้างขวางในบาเร็น ซีเรีย อัลจีเรีย อิรัก จอร์แดนคูเวต มอร๊อคโค ซูดาน ฯลฯ ผู้หญิงในโลกอาหรับจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอียิปต์เริ่มออกมาต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเอง

          ผู้หญิงอียิปต์กลุ่มนี้ออกมาเล่าให้โลกรู้ถึงการถูกข่มขืนเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า500 คน โดยแก๊งชายฉกรรจ์กลาง Tahrir Square เมื่อออกมาชุมนุมประท้วงร่วมกันระหว่างปี 2011-2014 และยังถูกละเมิดทางเพศในลักษณะต่างๆ โดยชายร่วมชาติ

          ครั้นเมื่อผู้หญิงออกมาประท้วงเรื่องดังกล่าวในเวลาต่อมาก็ถูกจับไปหลายคนและถูกบังคับให้ทดสอบ “virginity test” (ตรวจสอบความเป็นสาวบริสุทธิ์) ในครอบครัวก็มีความรุนแรงถูกตบตีโดยสามี ถูกข่มขืนโดยสามีเมื่อไม่เต็มใจหลับนอนด้วยและที่น่าตกใจก็คือเด็กผู้หญิงถูกครอบครัวบังคับให้ทำ “สุหนัดหญิง”

          “สุหนัดหญิง” หรือ Female Genital Mutilation (FGM) คือการตัดอวัยวะเพศหญิงบางส่วนหรือทั้งหมด กล่าวคือตัดหนังหุ้ม clitoris ตัวclitoris แคมหรือ labiaทั้งใหญ่และเล็ก และในกรณีรุนแรงสุดนั้นตัดหมดจดจนเหลือแต่ช่องคลอดและช่องปัสสาวะเท่านั้น

          FGM นี้มิใช่เรื่องทางศาสนาอิสลามแต่อย่างใด หากเป็นวาทกรรมทางวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยในแถบตะวันออกกลาง อาฟริกาตอนเหนือ และบางส่วนของเอเชีย โดยสืบทอดประเพณีกันมายาวนานตามความเชื่อ

          FGM ของแต่ละกลุ่มก็รุนแรงแตกต่างกันออกไป บ้างก็ตัดออกไปทั้งหมดบ้างก็ตัดบางส่วน ที่รุนแรงสุดคือตัดทั้งหมดดังกล่าวแล้วซึ่งตรงกับคำว่า infibulationในภาษาอังกฤษ บางกลุ่มก็ทำกับเด็กหญิงที่มีอายุไม่กี่อาทิตย์ บ้างก็ทำตอน 5 ขวบและบ้างก็ทำก่อนเป็นสาว

          วิธีการตัดก็กระทำกันหลายลักษณะ มีทั้งตัดสด ใช้ยาชา และใช้ยาสลบส่วนใหญ่ใช้ใบมีดโกนที่ไม่มีการฆ่าเชื้อโดยหมอพื้นบ้านผู้ตัดอย่างชำนาญท่ามกลางเสียงร้องโหยหวน

          สาเหตุของ FGM ก็คือการมองว่าอวัยวะเพศหญิงเป็นสิ่งสกปรกและน่าเกลียด ตัดเพื่อไม่ต้องการให้มีความรู้สึกทางเพศใดๆ โดยเชื่อว่า จะทำให้เป็นภรรยาที่จงรักภักดี อยู่ในโอวาทของสามี เป็นลูกสาวที่เลี้ยงง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเป็นเครื่องช่วยประกันว่าเป็นสาวบริสุทธิ์จนถึงวันแต่งงาน อีกทั้งเชื่อว่าจะทำให้เกิดสุขอนามัยที่ดีอีกด้วย

          นักสังคมวิทยาที่ศึกษาพบว่าในกลุ่มชนเหล่านี้พ่อและแม่ตลอดจนญาติก็สนับสนุน FGM เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้หญิง (หญิงผู้ใหญ่ทุกคนก็ถูกทำมาแล้วจึงไม่อยากให้มีกระต่ายหางไม่ด้วน?)

          FGM เป็นที่ทราบกันในโลกมากขึ้นในทศวรรษ 1980 ทั้งๆที่กระทำสืบทอดกันมายาวนานแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมามีความพยายามในระดับโลกที่จะทำให้ FGM เป็นสิ่งต้องห้ามทั่วโลก และสามารถทำได้สำเร็จในระดับหนึ่ง โดยในปี 2012 ที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติลงมติเป็น เอกฉันท์ให้ทุกประเทศทำทุกอย่างเพื่อหยุด FGM อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ดีในกลุ่มชนเหล่านี้ก็ยังคงมีการทำกันอยู่เพราะการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ

          ปัจจุบันมีเด็กและผู้หญิง ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันกว่า 125 ล้านคนในอาฟริกาและตะวันออกกลางที่ผ่าน FGM ในจำนวนนี้มี 8 ล้านคนในเอธิโอเปีย โซมาเลีย และซูดานที่ประสบ FGM ขั้นรุนแรงสุด

          สถิติที่น่าตกใจของ UNICEF ก็คือมีเด็กและผู้หญิงที่ผ่าน FGM ในแต่ละประเทศเป็น ร้อยละดังนี้ โซมาเลียร้อยละ 98 อียิปต์ร้อยละ 91 เอริเทรียร้อยละ 89 มาลีร้อยละ 89 เซียร์ราลีโอนร้อยละ 88 ซูดานร้อยละ 88 ฯลฯ

          ในกรณีของ FGM ทั้งหมดนั้นหนึ่งในห้าเป็นของอียิปต์ และในประเทศนี้หญิงอายุเกิน 15 ปี ที่ผ่าน FGM มีถึง 48 ล้านคนในประชากรทั้งหมด 86 ล้านคนตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า FGM ในกลุ่มประเทศอาหรับที่ยังคงมีอยู่อย่างเหนียวแน่นก็คืออียิปต์ และนี่คือคำอธิบายว่าเหตุใดหญิงในประเทศนี้จึงออกมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิมนุษยชน

          ไม่มีใครรู้ว่า FGM เริ่มแต่เมื่อใด มีหลักฐานการอ้างถึง FGM ของผู้เดินทางไปอียิปต์ 45 ปีก่อนคริสตกาลว่าเป็นประเทศที่กระทำกันอย่างคึกคักกับทั้งเด็กชายและเด็กหญิง อย่างไรก็ดีจากการศึกษามัมมี่โดยนักวิชาการครั้งหนึ่งก็ไม่พบว่ามี FGM ชนิดตัดทิ้งทั้งหมดในอียิปต์โบราณ หลักฐานเช่นนี้จึงขัดแย้งกันจนหาข้อสรุปไม่ได้

          ในศตวรรษที่ 19 สูตินารีแพทย์ในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีการตัด clitoris (clitoridectomy) เพื่อรักษาหญิงที่ชอบสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองโดยเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้ทำให้เกิดความเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจ

          Isaac Baker Brown ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1812-1873 เป็นสูตินารีแพทย์ และเป็น President ของ Medical Society of London บันทึกไว้ว่าการทำให้ clitoris เกิดความระคายเคืองอย่างผิดธรรมชาติเป็นสาเหตุให้เกิดโรคลมชักบ้าหมูและเป็นบ้าได้ ดังนั้นการตัด clitoris จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำและเขายืนยันว่าสมควรจะกระทำในทุกกรณีเช่นว่านี้

          ความมืดมนแห่งปัญญาของมนุษย์และความอ่อนแอทางร่างกายของหญิงทำให้ผู้หญิงไม่สามารถต่อสู้กับความอยุติธรรมทางสังคมได้อย่างแข็งขันจนต้องตกอยู่ในภาวะทนทุกข์ทรมานมาแสนนานและอาจอยู่ในสภาวะเช่นนี้ไปอีกนานหากชายประเภทที่มีแสงสว่างแห่งปัญญาและหญิงผู้หาญกล้าไม่ร่วมมือกันต่อสู้เพื่อแสวงหาความถูกต้องและยุติธรรมให้แก่เพศแม่ของเรา

.......................................................................

It does not matter how slowly you go as long as you do not stop.
ขงจื่อ (นักปรัชญาจีนผู้ยิ่งใหญ่; 551-479 B.C.)

มันไม่สำคัญว่าคุณไปช้าแค่ไหนตราบที่คุณไม่หยุด

We make a living by what we get,
but we make a life by what we give.

Winston Churchill (อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ; ค.ศ.1874-1965)

เรามีชีวิตอยู่ด้วยสิ่งที่เราได้รับ
แต่เราสร้างชีวิตด้วยสิ่งที่เราให้

The stupid neither forgive nor forget;
the naive forgive and forget; the wise forgive but do not forget.

Thomas Szasz (ศาสตราจารย์ด้านจิตแพทย์ชาวอเมริกัน; ค.ศ. 1920-2012)

คนโง่เง่าไม่ให้อภัยและไม่ลืม
คนไร้เดียงสาให้อภัยและลืม
คนฉลาดมีปัญญาให้อภัยแต่ไม่ลืม

Forgive your enemies, but never forget their names.
John F. Kennedy (ค.ศ. 1917-1963)

จงให้อภัยศัตรูของคุณ แต่อย่าได้ลืมชื่อเป็นอันขาด

The weak can never forgive.
Forgiveness is the attribute of the strong.

มหาตมะ คานธี (ค.ศ. 1896-1948)

คนอ่อนแอจะไม่สามารถให้อภัยได้
การให้อภัยเป็นคุณลักษณะของคนเข้มแข็ง

 ...........................................................................

ข้อเขียนในสิ่งละอันพันละน้อย 2558

  

จำนวนการเยี่ยมชม 591108 ครั้ง