วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



สิ่งละอันพันละน้อย 2558 > เทคโนโลยี 3D

จากหนังสือสิ่งละอันพันละน้อย 2558
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

          เรากำลังจะมีแว่นตา รองเท้า เก้าอี้ หมวก ฯลฯ ที่สร้างขึ้นมาอย่างเหมาะเจาะกับอวัยวะของเราเป็นการเฉพาะเนื่องจากพรินเตอร์ของคอมพิวเตอร์สมัยใหม่จะสามารถพิมพ์ออกมาเป็นสิ่งของจริงๆ หลังจากวัดสัดส่วนอวัยวะของเราแล้วปัจจุบันพรินเตอร์สามารถพิมพ์เป็นสิ่งของจริงในสามมิติ ไม่ใช่สองมิติซึ่งคือรูปภาพบนกระดาษดังเดิม นี่คือเทคโนโลยีที่เรียกกันว่า 3D

          ในภาคอุตสาหกรรมมีการพิมพ์ออกมาเป็นสิ่งของต้นแบบเพื่อเอาไปผลิตจริงต่อไป บางครั้งก็ออกมาเป็นสินค้าจริงๆ ที่เอาไปขายได้เลย ที่เล่ามานี้ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ หากแต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีนี้เริ่มมา 30 กว่าปีแล้ว

          ซอฟต์แวร์โปรแกรมที่ใส่ไว้ในเครื่องพิมพ์จะประมวลข้อมูลที่ได้รับและสั่งให้พิมพ์ออกมาโดยใช้วัสดุหลายชนิดผสมกัน บางลักษณะพิมพ์เป็นชั้นๆ ค่อยๆ หนาขึ้นจนเป็นรูปร่างที่จับต้องได้ ถ้าจะว่าไปแล้วพรินเตอร์ชนิดนี้จริงๆ แล้วก็คือหุ่นยนต์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใช้งานนั่นเอง

          เครื่องมือและวัสดุซึ่งร่วมกันสร้างเทคโนโลยี 3D ขึ้นมานั้นมีการพัฒนาขึ้นมากในช่วงทศวรรษ 1980 และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นเป็นลำดับจนมีพรินเตอร์หลายประเภทนับตั้งแต่ระดับอุตสาหกรรมจนถึงชนิดตั้งโต๊ะใช้ในบ้าน ราคาก็ลดลงไปเป็นอันมาก เมื่อปี 2010 พรินเตอร์ชนิดตั้งโต๊ะมีราคา 20,000 เหรียญ (600,000บาท) ปัจจุบันมีราคาเพียง 1,000 เหรียญ (30,000 บาท) และจะลงไปอีกเรื่อย ๆ

          ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีบอกว่าเทคโนโลยี 3D มีความสำคัญต่อมนุษยชาติในการลดต้นทุนการผลิตของชิ้นหนึ่งลงอย่างมหาศาลจนมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อโลกกล่าวคือแต่ดั้งเดิมมาสินค้ามีต้นทุนลดต่ำลงเนื่องจากการผลิตจำนวนมากจนเกิด"การประหยัดอันเกิดจากขนาดการผลิต” (Economy of Scale) แต่เมื่อมีเทคโนโลยี 3D การลดลงของต้นทุนก็เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยปรากฏการณ์ดังกล่าวอีกต่อไป

          ลองจินตนาการดูว่าการผลิตช้อนชั้นดีขึ้นมาชิ้นหนึ่งจะใช้แรงงานต้นทุนขนาดไหน เริ่มตั้งแต่การออกแบบให้ถือได้อย่างถนัดมือ มีขนาดเหมาะแก่การเข้าปากทำความสะอาดได้ง่าย น้ำหนักกำลังดี และสวยงามน่าใช้ เมื่อผลิตก็ต้องทดลองหาวัสดุมาตัด ทุบ แต่ง ฯลฯ จนได้ออกมาเป็นต้นแบบ ถ้าจะเปลี่ยนการออกแบบหรือการผลิตครั้งหนึ่งก็ต้องเริ่มวงจรใหม่ แต่สำหรับ 3D จะออกแบบกี่ร้อยพันแบบ ผลิตกี่ร้อยพันชิ้น ก็เกิดขึ้นได้ง่ายเพียงแต่ปรับข้อมูลใส่เข้าไปในโปรแกรมก็จะได้ช้อนออกมาจริงๆ เป็นร้อยๆ เป็นพันแบบในเวลาอันสั้น เมื่อเลือกได้อันที่ชอบจึงนำมาใช้เป็นต้นแบบเพื่อเอาไปผลิตจริงอีกทีหนึ่ง

          กล่าวกันว่าเทคโนโลยี 3D มีผลกระทบต่อโลกเหมือนกับการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำในปี ค.ศ. 1750 ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นพลังงานไอน้ำจนทำให้เกิดโรงงานอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมโรงงานอุตสาหกรรม มนุษย์บางส่วนของสังคมจึงมีชีวิตแบบชาวโรงงานไป

          ตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยี 3D ในอุตสาหกรรมต่างๆ มีดังนี้

          (ก) การผลิตเสื้อผ้าโดย ผู้ออกแบบอาศัย 3D ในการทดลองผลิตเสื้อผ้าแฟชั่นต่างๆ เพื่อหาต้นแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการออกแบบรองเท้ากีฬาต้นแบบและรองเท้ากีฬาประเภทที่สอดรับอย่างเหมาะเจาะกับเท้าของนักกีฬาแต่ละคน

          (ข) อุตสาหกรรมรถยนต์ อาศัย 3D ในการผลิตอะไหล่ต้นแบบจำนวนมากหรือแม้แต่ผลิตรถยนต์ต้นแบบทั้งคัน สิ่งที่พยายามแสวงหามิใช่เพียงรูปแบบที่งดงามหากต้องการการทำงานของอะไหล่อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดในราคาที่ต่ำ

          (ค) อุตสาหกรรมผลิตปืนซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหญ่และมีดีมานด์จากทั่วโลกปีละนับแสนๆ กระบอก เทคโนโลยี 3D ช่วยออกแบบทั้งปืนสั้นและยาวที่มีขนาดกระสุนต่างๆกัน เมื่อพิมพ์เสร็จออกมานั้นอาจเห็นเป็นเพียงปืนพลาสติกที่ไร้พิษสง อย่างไรก็ดีเมื่อนำไปผลิตปืนจริงอย่างเป็นกอบเป็นกำแล้วก็กลายเป็นสินค้าที่น่ากลัว แต่ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งขึ้นก็คือการลดต่ำลงของราคาปืนอันเนื่องมาจากการใช้ 3D

          (ง) อุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์แพทย์ เทคโนโลยี 3D ช่วยออกแบบและผลิตอุปกรณ์การแพทย์ต้นแบบต่างๆ ตั้งแต่มีดผ่าตัด คีมหนีบเส้นเลือด ฟันปลอม ขาเทียมมือเทียมที่ออกแบบเฉพาะของแต่ละคน ฯลฯ

          กล่าวโดยสรุปในเรื่องอุตสาหกรรม เทคโนโลยี 3D ช่วยผลิตสินค้าจริงที่จับต้องได้เพื่อเป็นต้นแบบการผลิตต่อไปนอกจากนี้ยังผลิตสินค้าประเภท “ตามสั่ง” เพื่อให้สอดรับกับอวัยวะของผู้บริโภคแต่ละคนอีกด้วย

          มีผู้นำเทคโนโลยี 3D ไปใช้ในการแพทย์อย่างสร้างสรรค์หลายเรื่อง ล่าสุดที่น่าตื่นเต้นก็คือการใช้ 3D ฝึกหัดการผ่าตัดสมองซึ่งเป็นงานผ่าตัดที่ละเอียดอ่อนมากวิธีการก็คือใช้ 3D จำลองกระโหลกและสมองของคนไข้ตลอดจนข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียด เมื่อได้กระโหลกและสมองจำลองซึ่งมีลักษณะเหมือนของจริงทุกประการแล้วแพทย์ฝึกหัดก็จะทำการผ่าตัดสมองจำลองเพื่อแก้ไขปัญหาเช่นเจาะกระโหลกเพื่อเอาท่อไปใส่เพื่อระบายน้ำในสมอง

          การฝึกหัดผ่าตัดสมองจากสถานการณ์จริงแต่ทำบนสมองจำลองทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ และสามารถประเมินทักษะและความรู้ของหมอฝึกหัดได้ชัดเจนถึงผิดพลาดก็พิมพ์กระโหลกและสมองใหม่ขึ้นได้ การผ่าตัดสมองที่ต้องการไม่ให้มีความผิดพลาดเลยสามารถเกิดขึ้นได้จากการฝึกหัดที่ใช้เทคโนโลยี 3D เช่นว่านี้

          3D พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้งจนถึงกับพิมพ์โมเลกุลของสารเคมีต่างๆ และเซลล์ อวัยวะของร่างกายเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องโครงสร้างอันอาจนำไปสู่การผสมของโมเลกุลเพื่อสร้างยาขึ้นมารักษาเป็นการเฉพาะคน นอกจากนี้ยังมีการพิมพ์เซลล์อวัยวะจำลองขึ้นเพื่อพยายามศึกษา ต่อยอดให้เซลล์บางชนิดในอวัยวะสามารถงอกขึ้นใหม่ได้

          3D กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอยู่เงียบๆ อย่างลึกซึ้งในหลายด้านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษย์ ทั้งในด้านสุขภาพ การผลิตในภาคอุตสาหกรรม การศึกษาการค้นคว้าวิจัย ฯลฯ

          ถ้าเทคโนโลยี 3D สามารถพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าหัวใจและอวัยวะอื่นๆ ของคนดีมีคุณภาพเหนือกว่าคนเลวเสมอจนอายุยืนยาวกว่าแล้ว ชาวโลกอาจมุ่งมั่นทำความดีกันมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ก็เป็นได้

............................................................................

Immature love says: ‘I love you because I need you’.
Mature love says,‘I need you because I love you’.

Erich Fromm (นักจิตวิทยาและนักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน; ค.ศ. 1900-1980)

ความรักที่ไร้วุฒิภาวะบอกว่า ‘ฉันรักเธอเพราะฉันต้องการเธอ’
แต่ความรักที่มีวุฒิภาวะบอกว่า ‘ฉันต้องการเธอเพราะฉันรักเธอ’

Sometimes the heart sees what is invisible to the eye.
H. Jackson Brown, JR.( นักเขียนแนวปลุกเร้าจิตใจชาวอเมริกัน; ค.ศ.1940- )

บางครั้งหัวใจมองเห็นสิ่งที่ตามองไม่เห็น

You can give without loving,
but you can never love without giving.

Robert Louis Stevenson (กวีและนักเขียนชาวสก๊อต; ค.ศ. 1850-1894)

คุณสามารถให้ได้โดยไม่รัก
แต่คุณจะไม่สามารถรักได้โดยไม่มีการให้เป็นอันขาด

The first duty of love is to listen.
Paul Tillich (นักปรัชญาทางศาสนาชาวอเมริกา; ค.ศ. 1886-1965)


หน้าที่แรกของความรักก็คือการฟัง

I am indebted to my father for living,
but to my teacher for living well.

Alexander the Great (กษัตริย์นักรบกรีกผู้ยิ่งใหญ่ของโลก; 356-323 BC)

ฉันเป็นหนี้พ่อสำหรับการมีชีวิต
แต่เป็นหนี้ครูสำหรับการมีชีวิตที่ดี

 ...........................................................................

ข้อเขียนในสิ่งละอันพันละน้อย 2558

จำนวนการเยี่ยมชม 591085 ครั้ง