วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



สิ่งละอันพันละน้อย 2559 > ความเป็น “ปกติ” คือ ความ “วิเศษ”

จากหนังสือสิ่งละอันพันละน้อย 2559
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

          “ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำหรือบินอยู่บนอากาศ แต่ปาฏิหาริย์ของชีวิตคือการเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว

          ชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง “ธรรมดา” เช่น ตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ ตอนเย็นกลับบ้านก็เห็นหน้าภรรยา หรือสามีคนเดิม ใส่ชุดธรรมดา หน้าตาเราหรือก็ธรรมดาๆ..... เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น

          แต่ถ้าความ “ธรรมดา” นี้หมดไปล่ะ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็ง ไปมีเรื่องนอกบ้าน ไปติดยา ไปคบเพื่อนไม่ดี หรือสามี หรือภรรยาเราตาย ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม หรือเราถูกไล่ออกจากงาน เราประสบอุบัติเหตุร้ายแรง เป็นอัมพาต

          เรื่องที่เคยธรรมดาก็จะ “ไม่ธรรมดา” ไปในทันที และในเวลานั้นเองเราจะหวนมาคิดเสียดายความเป็น “ธรรมดา” จนใจแทบจะขาด.....

          สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ ขอให้เรารีบชื่นชมกับความ “ธรรมดา” ที่เรามีและใช้ชีวิตกับสิ่งรอบตัวของเรา ประหนึ่งว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาลเพราะสิ่งธรรมดา ๆ แท้จริงแล้วคือสิ่งที่พิเศษที่สุดแล้วสำหรับมนุษย์อย่างเรา........”

          คงมีน้อยคนที่อ่านข้อความข้างต้น (ผู้เขียนได้มาจากอินเตอร์เน็ต) แล้วจะไม่รู้สึกประทับใจ และไม่อยากรู้ว่าเป็นของใคร เจ้าของคำพูดก็คือท่าน Thích Nhất Hạnh (ทิก เญิ้ต หั่ญ) พระภิกษุชาวเวียดนามนิกายเซ็น (Zen Buddhist monk) ของมหายานซึ่งเป็นที่นับถือของชาวโลกอย่างสูง

          ปัจจุบันท่านอายุ 89 ปี พำนักอยู่ที่ Plum Village Monastery ในฝรั่งเศส ขณะนี้กำลังพักฟื้นหลังจากที่เส้นโลหิตในสมองแตกระดับรุนแรงโดยบัดนี้มีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ

          คำว่า “ทิก” ใช้เรียกพระ ส่วน “เญิ้ต หั่ญ” คือชื่อทางธรรมของท่าน หนังสือกว่า 100 เล่มที่ท่านเขียน (40 เล่ม เป็นภาษาอังกฤษ) คือ คำสอนการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะของคนในโลกตะวันตก สิ่งที่ท่านเน้นคือสันติภาพ การขจัดความรุนแรง ความรัก ความเห็นอกเห็นใจกัน การช่วยเหลือ การเอาชนะความโกรธ การลดความเจ็บปวด การลดความทนทุกข์ทรมาน ฯลฯ โดยไม่ใช้คำพระ

          เนื่องจากท่านมีความสามารถในการใช้ภาษาอย่างแตกฉาน ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส จีน บาลี สันสกฤต ญี่ปุ่น โดยเฉพาะอังกฤษ ท่านจึงเดินทางไปต่างประเทศอยู่ตลอดระยะเวลา 40-50 ปีที่ผ่านมาเพื่อบรรยายเผยแพร่คำสอนพระพุทธศาสนา ท่านเคยเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัย Princeton และเคยเป็นอาจารย์ผู้บรรยายที่มหาวิทยาลัย Columbia

          ในยุคสงครามเวียดนาม ท่านมีบทบาทสำคัญร่วมกับพระภิกษุที่รักสันติภาพอีกหลายรูปต่อต้านสงคราม จนต้องลี้ภัยไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาเกือบ 40 ปี กว่าจะเดินทางเข้าเวียดนามได้อีกครั้งก็ ค.ศ.2005

          อีกท่านหนึ่งที่เป็นพระภิกษุนิกายมหายานที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างยิ่งจากชาวโลก (ยกเว้นรัฐบาลจีน) ผู้เขียนหนังสือจำนวนมากมาย และเดินทางบรรยายธรรมเผยแพร่คำสอนในพระพุทธศาสนาเป็นระยะเวลายาวนานทั่วโลก และอยู่ในลักษณะคล้ายกับท่าน Thich ซึ่งลี้ภัยจากเวียดนาม และท่านลี้ภัยจากทิเบต

          ท่านคือ “เทนซิน เกียตโซ ทะไลลามะ ที่ 14” แห่งทิเบต ปัจจุบันท่านอายุ 80 ปี ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพใน ค.ศ. 1989 ทั้งสองมีวัตรปฏิบัติที่งดงามอุทิศตนเองเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา และความสุขของชาวโลกอย่างน่าชื่นชมยิ่ง

          ขอกลับมาที่ข้อความข้างต้น “สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ” ยิ่งคิดก็ยิ่งจริงการมีชีวิตที่ธรรมดาอย่างพอเพียงและพอใจในสิ่งที่มีคือยอดแห่งความสุข อย่างไรก็ดีมีคนส่วนหนึ่งดูจะไม่เป็นไปตามนี้

          ที่พูดกันว่าความจนคือปัญหาของบ้านเมืองเรานั้นไม่ผิด แต่ถ้าจะให้ถูกต้องแม่นยำต้องพูดว่าความรวยก็เป็นปัญหาของสังคมเราเช่นกัน และอาจเป็นปัญหาที่หนักหน่วงกว่าด้วย เพราะคนรวยไทยส่วนใหญ่ไม่เคยหยุด พยายามป้องกันสิ่งแวดล้อมที่จะรักษาความรวยของตนไว้อย่างเหนียวแน่น และพยายามเพิ่มพูนให้รวยยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

          ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือพลังต่อต้านการเสียภาษีเพิ่มขึ้นในทุกรูปแบบอย่างเงียบๆ เริ่มตั้งแต่ภาษีมรดก (ช่องโหว่ขนาดแรดรอดได้) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (คนมีทรัพย์สมบัติจะเสียเงินเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่ร้อยหรือพันบาทต่อปี) ฯลฯ โดยไม่ตระหนักว่าจะทำให้สังคมเราอยู่ได้ไม่ดีในระยะยาว

          การบุกรุกป่าโดยเลี่ยงกฎหมายอย่างไม่อายเจ้าที่เจ้าทางและผีป่านางตะเคียนรถเถื่อนราคาแพงที่วิ่งกันยั้วเยี๊ยเหมือนแย้ออกมาจากรูบนทางด่วนในตอนเช้าวันเสาร์ อาทิตย์ การทุจริตภาษีนับพันนับหมื่นล้านบาท ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้คนมีเงินทั้งนั้นแหละที่เป็นผู้กระทำ

          คนจำนวนมากต้องการการปฏิรูปที่ไม่กระทบสถานะของตน อยากได้ทุกอย่างที่ทำให้ตนเองดีขึ้นโดยไม่มีการเสียประโยชน์ส่วนตน (“โลกนี้ต้องได้ฟรีทุกอย่าง” คือ “ได้” โดยไม่ต้องเอา “เสีย” ไปแลก) หากมีโอกาส “เสีย” ขึ้นก็จะโวยวาย ดิ้นเหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า

          ถ้าต้องการการปฏิรูปกันแล้วต้องยอมเสียสละโดน “ไม้กระบอง” หัวแตกกันบ้าง มิฉะนั้นมันไม่สำเร็จหรอกเพราะ “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี”

          ท่าน Thich ได้ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นปกติหรือความเป็นธรรมดามีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ทุกคน เราจะรู้คุณค่าของมันก็ต่อเมื่อเราขาดมันไป ดังนั้นการที่เราสามารถเดินทางไปไหนมาไหน ดำรงชีวิตอยู่ได้เป็นปกติสุข มั่นใจความปลอดภัยของชีวิต และเชื่อมั่นในอนาคตได้จึงเป็นสิ่งพิเศษซึ่งมีค่าที่เราอาจมองข้ามไป

          คนที่ไม่เชื่อว่าชีวิตธรรมดาคือความเป็นพิเศษก็ลองเดินทางไปสังคมที่ยากจนกว่าเรามากๆ ดูซิครับ แล้วจะเห็นว่าคนเหล่านั้นอาจมีความสุขในวิถีชีวิตของเขามากกว่าเราด้วยซ้ำ

.............................................................................

It’s not the size of the dog in the fight,
it’s the size of the fight in the dog.

Mark Twain (ค.ศ. 1835-1910) นักเขียนชาวอเมริกัน
สิ่งสำคัญไม่ใช่ขนาดของสุนัขในการต่อสู้
หากขนาดของการต่อสู้ใน (หัวใจ) สุนัข

Love all but trust a few.
William Shakespeare (ค.ศ. 1564-1616)
จงรักทุกคน แต่ไว้ใจไม่มากคน

Who controls the past controls the future :
Who controls the present controls the past.

George Orwell (ค.ศ. 1903-1950) นักเขียนชาวอังกฤษ
ใครควบคุมอดีตก็ควบคุมอนาคต ใครควบคุมปัจจุบันก็ควบคุมอดีต

When drinking the water, don’t forget those who dug the well.
สุภาษิตจีน
เมื่อดื่มน้ำอย่าลืมนึกถึงคนที่ขุดบ่อ

Before you embark on a journey of revenge, dig two graves.
ขงจื่อ (BC 551 – BC 479)
ก่อนที่คุณจะเดินบนเส้นทางล้างแค้น ช่วยขุดหลุมฝังศพสัก 2 หลุม

 ...........................................................................

ข้อเขียนในสิ่งละอันพันละน้อย 2559

 

จำนวนการเยี่ยมชม 600648 ครั้ง