วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



สิ่งละอันพันละน้อย 2559 > ถ้าไม่มี “ลี” ก็อาจไม่มี ‘จีนยุคใหม่’

จากหนังสือสิ่งละอันพันละน้อย 2559
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

           ชีวิตของลีกวนยูให้บทเรียนแก่โลกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการให้อภัยและหาประโยชน์ร่วมกันจากศัตรูเก่า การสร้างประเทศในแนวใหม่ วิธีการควบคุมการเมืองให้อยู่ในเกมส์ที่ตนเองต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นประเทศตัวอย่างให้ ‘จีนยุคใหม่’ เลียนแบบ

          ตอนลีกวนยูเกิดมีชื่อว่า Harry Lee Kuan Yew ชื่อแรกถูกตัดทิ้งไปเมื่อเรียนจบปริญญา เขาเป็นคนพิเศษทั้งด้านสติปัญญา การสื่อสาร วิสัยทัศน์ ความสามารถด้านการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถด้านภาษาอังกฤษจนต่อกลอนกับสื่อต่างประเทศได้อย่างชนิดไม่กระพริบตา (เขารู้ภาษาอังกฤษแตกฉานก่อนที่จะ
อ่านออกเขียนได้ภาษาจีน มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นดีในระดับใช้งานได้)

          เมื่อต้องหาทางรอดให้สิงคโปร์ในปี 1965 เมื่อถูก ‘ไล่’ ออกมาจากสหพันธรัฐมาลายา เขาก็ทำได้สำเร็จด้วยการทำให้สิงคโปร์เป็นเมืองท่าสำคัญ เกิดธุรกิจขนส่งทางเรือ ค้าขายระหว่างประเทศ ฯลฯ รวมทั้งใช้คนสิงคโปร์ที่มีอยู่ประมาณ 2 ล้านคนให้เป็นประโยชน์

          เขาให้อภัยอังกฤษ เจ้าอาณานิคมที่ยึดครองสิงคโปร์ยาวนาน ยกฐานะ Sir Stamford Raffles ให้เป็นรัฐบุรุษมีรูปปั้นใหญ่กลางเมือง ทั้งที่โดยแท้จริงแล้วเป็นนักปกครองเมืองขึ้นเรืองนาม แทนที่จะขมขื่น ฝังใจนึกแก้แค้นอังกฤษ เขากลับเชิดชูอดีตของการเป็นอาณานิคมจนคนตะวันตกเห็นว่าน่าวางใจจนมาลงทุนในสิงคโปร์กันมากมาย

          สำหรับญี่ปุ่น เขาก็ยกโทษให้ทั้งๆ ที่ตัวเองเกือบโดนยิงทิ้งระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองด้วยซ้ำ คนสิงคโปร์ยังจำได้ถึงการถูกข่มเหงรังแก ถูกก่นด่าและถูกถ่มน้ำลายรด รวมทั้งสังหารหมู่ไปนับพันคน แต่เมื่อเกิดประเทศสิงคโปร์ก็ค้าขายกับญี่ปุ่นราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาไม่เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น เลือกที่จะลืมอดีตและมองไปข้างหน้า ผลที่เกิดขึ้นก็คือนักลงทุนญี่ปุ่นเชื่อถือวางใจมาลงทุนกันมหาศาล

          วิสัยทัศน์ของลีกวนยูกว้างไกล ระหว่างสงครามคอมมูนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคทศวรรษ 60 และ 70 เขาห้ามกิจกรรมของพวกคอมมูนิสต์เด็ดขาด ไม่สุงสิงยุ่งเกี่ยวกับจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ก็มิได้เป็นศัตรูอย่างเปิดเผยถึงแม้เขาจะเลือกอยู่ข้างสหรัฐอเมริกาก็ตาม แต่เมื่อสงครามอุดมการณ์และการก่อการร้ายใกล้สงบผู้นำจีนคือเติ้ง เสี่ยว ผิงก็เดินทางมาพบเขาที่สิงคโปร์ในเดือนพฤศจิกายน 1978 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากได้อำนาจมาใหม่ๆ และกำลังวางแผนปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่โดยใช้กลไกทุนนิยมแต่ควบคุมการเมืองเหมือนที่สิงคโปร์ทำได้สำเร็จในช่วงเวลา 1965-1978

          ในวงวิชาการเป็นที่รู้กันว่าลีกวนยูนั้นมีที่เป็นพิเศษอยู่ในหัวใจของผู้นำจีนเมื่อเขาเสียชีวิต ผู้นำจีนและสื่อกล่าวแสดงความชื่นชมและเสียใจราวกับสูญเสียผู้นำคนสำคัญของประเทศไป

          สิ่งที่สิงคโปร์แสดงให้เห็นตลอดเวลาตั้งแต่ตั้งประเทศจนถึง 1978 ก็คือการควบคุมการเมืองไว้ในอุ้งมือโดยมีพรรคเดียว (พรรคฝ่ายค้านก็มีเหมือนกันแต่มีประมาณ 1-6 คน) แต่ในเรื่องเศรษฐกิจนั้นเปิดเสรีเต็มที่ตามแนวทุนนิยม เปิดกว้างทั้งการค้าและการลงทุนจากทั่วโลกอย่างเสรี จนประเทศร่ำรวย ประชาชนมีความมั่งคั่ง ซึ่งเรียกความตื่นตะลึงจากชาวโลกและความสนใจอย่างยิ่งจากกลุ่มผู้นำจีนยุคใหม่ ซึ่งมี เติ้ง เสี่ยวผิง เป็นแกนนำสำคัญ

          ระบบที่การเมืองและเสรีภาพบางอย่างถูกปิดกั้นแต่ระบบเศรษฐกิจเปิดเสรีจนประเทศประสบความสำเร็จด้านเศรษฐกิจนั้นเป็นที่สนใจของผู้นำจีนเพราะสอดคล้องกับความต้องการของพรรคคอมมูนิสต์จีน ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าสิงคโปร์โมเดลเป็นต้นแบบของรูปแบบ ‘จีนยุคใหม่’

          เติ้ง เสี่ยว ผิงต้องการความมั่นใจในโมเดลนี้จึงเดินทางมาพบลีกวนยูก่อนที่จะเริ่มการปฏิรูปยุคใหม่และติดตามเรียนรู้ความสำเร็จของสิงคโปร์โดยตลอด มีการประมาณการโดยนักวิชาการของ City University of Hong Kong ว่าระหว่างปี 1990-2011 พนักงานรัฐของจีนประมาณ 22,000 คน เดินทางมาดูงานที่สิงคโปร์

          สิ่งที่จีนต้องการก็คือความเชื่อมั่นว่าประเทศหนึ่งจะไม่ตกอยู่ใน ‘Modernization Gap’ เสมอไป กล่าวคือเมื่อเศรษฐกิจก้าวหน้าไปแล้วประเทศจะไม่สูญเสียความสามารถในการควบคุมจนนำไปสู่ความพินาศของตนเองในที่สุด สิงคโปร์ได้ทำให้เห็นว่าประเทศไม่จำเป็นต้องอยู่ในกับดักนี้เหมือนที่ไต้หวัน (พรรคก๊กมินตั๋งหลุดจากอำนาจ) และเกาหลีใต้ (เผด็จการทหารหลุดจากอำนาจ) ประสบ

          ถึงแม้เงื่อนไขของสองประเทศ (ปัจจุบันประชากร 5.4 ล้านคน และ 1,400 ล้านคน) จะไม่เหมือนกัน แต่ลักษณะของการดำเนินนโยบายที่ไม่ยอมให้มีเสรีภาพของสื่อและจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลบางประการแต่ยอมปล่อยเสรีด้านเศรษฐกิจนั้นเหมือนกัน จนอาจกล่าวได้ว่าลีกวนยูสร้างสิงคโปร์โดยทำให้เป็นต้นแบบของประเทศบรรพบุรุษ (ลีกวนยูเป็นจีนแคะ หรือ Hakka ที่อพยพมาจากจีนชั่วคนที่สาม)

          ถึงแม้สิงคโปร์ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ ในปัจจุบันประชาชนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าไทย 10 เท่าตัว ประชาชนมีมาตรฐานครองชีพสูงในระดับเดียวกับญี่ปุ่นและยุโรปตะวันตก แต่คนสิงคโปร์จำนวนไม่น้อยในปัจจุบันไม่มีความสุขกับการปกครองประเทศในแนวนี้ของพรรค PAP ของลีกวนยูและนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน พวกเขาไม่พอใจเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ถูกจำกัด ไม่ชอบวิธีการกำจัดพรรคฝ่ายค้านโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ไม่สบอารมณ์กับการแข่งขันที่สูงยิ่งในการทำงานและดำรงชีวิตแนวทุนนิยมจ๋า ฯลฯ จนอพยพไปอยู่นอกประเทศนับพันๆ คนต่อปี

          รัฐบาลสิงคโปร์ใช้เทคโนแครตซึ่งพรรค PAP เลือกสรรมาและส่งไปเล่าเรียนต่างประเทศกลับมาทำงานสำคัญ ๆ ให้ภาครัฐ การส่งเสริมคนฉลาดคนเก่งให้เป็นกลุ่มชนชั้นนำข้างบน (elites) เพื่อตัดสินอนาคตของประเทศทำให้สิงคโปร์ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีราคาสูงขึ้นตามวันเวลาเพราะประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในชนชั้นนี้ไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ

          ลักษณะของโครงสร้างสังคมที่เอื้อคนฉลาดคนเก่ง เทคโนแครต เศรษฐี นักธุรกิจใหญ่ และการต้อนรับการอพยพของเศรษฐีจีนโดยให้สิทธิพิเศษเหนือคนสิงคโปร์ทั่วไป ทำให้ประชาชนศรัทธาพรรค PAP น้อยลงไปกว่าเมื่อ 45 ปีแรก (ปีนี้สิงคโปร์ฉลองประเทศครบ 50 ปี) พอควร

          จากหมู่บ้านชาวประมง สิงคโปร์ก้าวขึ้นเป็นประเทศชั้นนำของโลกภายในชั่วหนึ่งคน โดยใช้หลักวิชาเศรษฐศาสตร์อย่างเต็มที่และได้ผล แต่ก็เหมือนอย่างที่ลีกวนยูกล่าวบ่อยๆว่าไม่มีอะไรฟรี ทุกคนต้องทำงานหนักเพื่อปากท้องของตนเองและต้องยอมสละบางอย่าง กล่าวคือเมื่อสิงคโปร์อยาก “ได้” ก็ต้องเอา ‘เสีย’ ไปแลกหากอยากร่ำรวย คนสิงคโปร์ก็ต้องยอมสละบางอย่าง เช่น สิทธิเสรีภาพ การต้องขยันขันแข็ง ต้องปรับตัวเองตลอดเวลา ความเป็นทุนนิยม การกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ฯลฯ

          ลีกวนยูทิ้งมรดกสำคัญไว้ให้โลกได้ขบคิดว่าความมั่งคั่งของประเทศไม่จำเป็นต้องอาศัยค่านิยมประชาธิปไตยเสมอไปตราบใดที่ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมทำงานเขาผิดถูกแค่ไหนเวลาเท่านั้นที่จะเป็นตัวตัดสิน

.............................................................................

Men never remember, but women never forget.
ผู้ชายไม่เคยจดจำ แต่ผู้หญิงนั้นไม่เคยลืม

I can not teach anybody anything. I can only make them think.
Socrates (BC 469-BC 399) นักปรัชญากรีกโบราณ
ผมไม่สามารถสอนอะไรใครได้สักอย่าง ผมสามารถทำให้เขาคิดได้เท่านั้น

A heart that loves is always young.
สุภาษิตกรีก
หัวใจซึ่งรักได้จะเป็นหนุ่มเสมอ

 ...........................................................................

ข้อเขียนในสิ่งละอันพันละน้อย 2559

 

จำนวนการเยี่ยมชม 568146 ครั้ง