วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



สกุลไทย > แหกคุกโลกตะลึง ภาค 2

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
23 กุมภาพันธ์ 2559

          ผู้เขียนเคยเขียนเรื่องหนีคุกชนิดโลกตะลึงในเดือนกรกฎาคม 2015 ของยอด นักค้ายาเสพติดผู้ยิ่งใหญ่ของโลกด้วยการขุดอุโมงค์ยาว 1.5 กิโลเมตรออกจากคุก ซึ่งครั้งนั้นเป็นการหนีครั้งที่สอง บัดนี้มีข่าวคราวของเขาหลังจากการหนีสุดอมตะครั้งนั้น

          Joaquín Guzmán Loera คือชื่อจริงของเขา ผู้คนรู้จักเขาในชื่อ El Chapo หรือ “ไอ้เตี้ย” เขาเป็นอัครมหาเศรษฐีชาวเม็กซิโกฃึ่งรวยจากการค้ายาเสพติดแทบทุกชนิด ตัวเขามีมูลค่าสุทธิประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (33,000 ล้านบาท) โดยรวยเป็นอันดับ 10 ของเม็กซิโก นอกจากความร่ำรวยแล้วเขายังมีความเลวติดอันดับโลกเช่นกัน

          ทางการสหรัฐอเมริกาเรียกเขาว่า “นักค้ายาเสพติดผู้มีอิทธิพลที่สุดของโลก” “เจ้าพ่อค้า ยาเสพติดผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของทุกยุคสมัย” ในปี 2014 ซึ่งเป็นการถูกจับครั้งที่สอง เขาได้ชื่อว่าเป็น ผู้ลักลอบนำยาเสพติดเข้าสหรัฐอเมริกามากกว่าใครทั้งหมดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ เขาจะไม่เป็นหมายเลขหนึ่งได้อย่างไรในเมื่อแก๊ง Sinaloa ของเขาเกี่ยวพันกับการผลิต การลักลอบนำเข้า การขายปลีกสาร Methamphetamine (สารต้นน้ำใช้ผลิตยาบ้า) กัญชา ยาอี (Ecstasy หรือ MDMA) ตลอดจนเฮโรอีน ทั้งหมดเขาค้าขายอย่างมีเครือข่ายกว้างขวางในสหรัฐอเมริกาจนเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของทางการสหรัฐอเมริกา

          Chapo ไต่เต้าจากตำแหน่งเล็ก ๆ ในแก๊งจนเป็นหัวหน้าด้วยลักษณะต่อไปนี้ ความกล้าที่จะยิงทิ้งทุกคนได้อย่างเลือดเย็น ความเจ้าเล่ห์ ความทะเยอทะยาน ความมีใจนักเลงกล้าได้ กล้าเสีย และความสามารถในการจัดการ

          ทางการสหรัฐให้ค่าหัวเขา 3.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เขาจึงหนีจากเม็กซิโกไปอยู่กัวเตมาลาที่อยู่ไกลออกไป แต่ในที่สุดก็ถูกจับส่งตัวเข้าคุกที่เม็กซิโกในปี 1993 เขาติดคุกอยู่นาน 8 ปี ก็สามารถหนีรอดออกมาได้ในปี 2001 ด้วยการติดสินบนผู้คุมหลายคนให้ช่วยเขาโดดลงไปซ่อนตัวในรถเข็นผ้าซัก และแอบขึ้นรถหลบหนีออกไปจากคุก

          El Chapo ออกมาทำงานเดิมอีกโดยปราบปรามแก๊งอื่น ๆ อย่างโหดเหี้ยม และกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง ทางการสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโกควานหาตัวอย่างหนัก แต่เขาก็ลื่นไหลหลบไปได้ทุกครั้ง อย่างไรก็ดีในที่สุดเขาถูกจับได้ในปี 2014 หลังจากหนีรอดไปได้ 13 ปี ครั้งนี้

          เม็กซิโกดูแลเขาเป็นอย่างดีไม่ให้หนีด้วยการขังเดี่ยวและมีโทรทัศน์เฝ้าดูตลอด 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ดีหลังจากติดคุกได้ 17 เดือนก่อนส่งตัวให้สหรัฐอเมริกา วันหนึ่งในต้นดือน กรกฎาคม 2015 เขาเดินไปที่จุดลับตาเล็กน้อยในห้องขัง เปิดช่องที่พื้นและหนีผ่านอุโมงค์ยาว 1.5 กิโลเมตร ไปโผล่ที่บ้านร้างในแปลงที่ดินที่มีรั้วมิดชิดซึ่งเขาซื้อไว้ จากนั้นเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวก็พาเขาไปอาศัยอยู่ในบริเวณป่าของเขตแดนระหว่างรัฐ Durango และ Sinnalos ของเม็กซิโก

          การหลบหนีชนิดพลิกโลกเช่นนี้เป็นที่กล่าวขวัญกันทั่วโลกและเสริมบารมีของ El Chapo แต่ทำลายชื่อเสียงของเม็กซิโกในสายตาชาวโลกอย่างร้ายแรงเพราะมองเห็นการไร้ประสิทธิภาพในการคุมขัง การคอรัปชั่น การติดสินบน การไร้น้ำยาของรัฐบาลและผู้นำในการจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทบภาพลักษณ์ของประเทศในการต่อสู้ยาเสพติดเป็นอย่างมาก ดังนั้นรัฐบาลเม็กซิโกจึงทำทุกวิถีทางที่จะจับเขาคืนสู่คุกให้ได้โดยเร็วเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น

          กลยุทธ์ของทางการเม็กซิโกก็คือการรุกไล่ค้นบ้าน 18 แห่งของเขาในป่าในเขาบริเวณที่เขาหลบซ่อนอยู่ชนิดไม่วางมือ จนสร้างแรงกดดันให้เขาออกมาอยู่ในเมืองพร้อมกับแอบดักฟังโทรศัพท์บ้าน ผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้ให้ความร่วมมือ เช่นหัวหน้าชุดขุดอุโมงค์ เนื่องจาก El Chapo นั้นชอบอุโมงค์ ใต้ดินนักหนาเพราะนอกจากเป็นหนทางลำเลียงยาเสพติดข้ามพรมแดนของเขาแล้วยังเป็นวิธีการที่ช่วยให้เขาหลบหนีมาได้ตลอด

          ในบ้านของเขาจะมีหลายอุโมงค์ ทั้งจริงและลวง ประตูอุโมงค์บ้างอยู่ใต้ตู้เย็น บ้างอยู่ในตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ ห้องนอน ฯลฯ โดยเชื่อมไปยังบ้านหลังอื่นหรือถนนหรือกลางป่า ในการบุกจับหลายครั้ง เขารอดมาได้เพราะกลวิธีหนีใต้ดินนี้

          สิ่งที่ทำให้เขาถึงจุดจบหลังจากหลบหนีมาได้ 6 เดือนก็คืออีโก้ของตัวเขา เขาต้องการให้ทุนสร้างภาพยนตร์ชีวประวัติของเขาเพื่อให้คนชื่นชม ดังนั้นหลังจากออกมาอยู่ในเมือง ทนายความของเขาก็ติดต่อดาราภาพยนตร์ชั้นนำของเม็กซิโกให้มาร่วมแสดงในภาพยนตร์ คนหนึ่งที่มีทีท่าตกลงกับเขาก็คือ Kate del Castillo ดาราหญิงยอดนิยมของเม็กซิโกซึ่งเมื่อได้คุยกับเขาทางโทรศัพท์ก็รู้สึกชอบพอกันมากจนถึงกับนัดพบหารือกันโดยเธอขอนำดาราฮอลลีวู๊ดคนดัง Sean Penn มาร่วมพบด้วย และเขาก็ไม่ปฏิเสธ

          ทางการเม็กซิโกรู้ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ดีแต่ไม่กล้าเสี่ยงจับขณะที่ทั้งสามพบกัน เพราะรู้ดีว่าต้องมีการต่อสู้เสียเลือดเนื้อ หากดาราทั้งสองเป็นอะไรไปจะทำให้เป็นเรื่องดังยิ่งขึ้น ชื่อของ El Chapo ก็จะขลังยิ่งขึ้นหากหลบหนีไปได้อีก

          ถึงแม้จะไม่จับแต่ก็ทำให้รู้จักหลักแหล่งที่พบกัน วิธีการคิด ลักษณะการคุ้มกัน วิธีการเคลื่อนไหว ทั้งหมดนี้ทางการเม็กซิโกติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะเป็นชื่อเสียงของประเทศ ฝ่าย El Chapo เมื่อมาอยู่ในเมืองก็เพลิดเพลินสนุกสนานกับชีวิต นึกไม่ถึงว่าทางการจะเอาจริงกับเขาในระดับนี้ และแล้วในวันหนึ่งของต้นเดือนมกราคม 2016 ทางการก็ลงมือ หลังจากเฝ้ามองบ้านหลังหนึ่งที่เพิ่งมีการขุดอุโมงค์ และแอบดักฟังโทรศัพท์มายาวนาน

          ในกลางดึกของวันนั้น บุคคลสำคัญคนหนึ่งก็เดินทางมาถึงบ้านดังคาด แต่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นเขาจนกระทั่งมีการโทรศัพท์สั่ง taco อาหารโปรด และก่อนพระอาทิตย์ขึ้นหน่วยปราบปรามพิเศษ 17 คน ก็บุกเข้าไปในบ้าน ในขณะที่ทหาร 50 คน เฝ้าระวังท่อน้ำทิ้งและทางออกของอุโมงค์อยู่รอบ ๆ บ้าน แต่กว่าจะบุกเข้าไปในบ้านที่มีประตูเหล็กปิดหนาแน่นก็ต้องใช้ระเบิด และเมื่อเข้าไปแล้วก็มึนงงเพราะพบห้องที่มีประตูอยู่หลายบานมาก เจ้าหน้าที่ดวลปืนกับผู้คุ้มกันอย่างหนักจนฝ่ายอธรรมตายไป 6 คน และกว่าจะเข้าไปถึงห้องชั้นในก็ปรากฏว่า El Chapo หายตัวไปแล้ว เมื่อตรวจเช็ดหาประตูอุโมงค์ก็พบในตู้เสื้อผ้าในห้องนอนของเขา

          ทหารที่อยู่ข้างนอก 50 คน ก็ทำงานได้ผลเพราะถึงแม้ El Chapo จะลับลวงพลางการหนีโดยมุดท่อน้ำออกมาแทนลอดอุโมงค์ แต่ก็ยังตามทันมองเห็นว่าเมื่อเขาออกมาพ้นบ้านก็ใช้ปืนจ่อชิงรถคันแรกเพื่อหนี แต่ไปได้สักพักควันก็ออกมาจากเครื่อง เขากับลูกน้องหนึ่งคนจึงต้องเปลี่ยนรถและจี้ อีกคัน แต่หนีไปได้ไม่ไกลก็ถูกจับได้ นับเป็นการสิ้นสุดอิสรภาพของเขาหลังจากทางการเม็กซิโกทุ่มเททรัพยากรติดตามจับเขามาหลายเดือน

          ชื่อเสียงจากการหลบหนีของเขาครั้งที่สองผ่านอุโมงค์อันลือลั่นถูกบดบังลงด้วยประสิทธิภาพที่มีอยู่ (บ้าง) ของทางการเม็กซิโก ในสายตาชาวโลกเม็กซิโกดูดีขึ้นจากการเอาจริงในการปราบปรามยาเสพติดด้วยการโค่นล้มเจ้าพ่อคนสำคัญระดับโลก

          บทเรียนจากการจับกุม El Chapo ก็คือหากทางการไม่ว่าชาติไหนเอาจริงแล้ว ยากนักที่อาชญากรจะหลุดรอดไปได้ ในบ้านเราก็มีตัวอย่างให้เห็นว่าหากตำรวจเอาจริงแล้วจะสามารถจับคนร้าย (ตัวจริง) ได้เสมอ ประเด็นอยู่ที่ว่าต้องการเอาจริงหรือเปล่าเท่านั้น

          ความประมาทคือความชะล่าใจ ระวังตัวน้อยลง ไม่คิดว่าจะโดนจับได้ มักเป็นจุดจบของโจรเสมอ และปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความประมาทก็คืออีโก้


 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 581770 ครั้ง