วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ ?อาหารสมอง? กรุงเทพธุรกิจ > ?โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์? สมบัติมีค่าของสังคมไทย

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
14 มิถุนายน 2559

          การจากไปของคุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ในวัย 73 ปี ถึงแม้จะเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง แต่ก็มิได้ทำให้คุณค่าของท่านด้อยลงไปแม้แต่น้อยเพราะชีวิตที่สร้างสรรค์นั้นยังคุณค่าแห่งการเป็นตัวอย่างให้แก่อนุชนรุ่นต่อไปเสมอ

          แผนพัฒนาเศรษฐกิจไทยเริ่มในปี พ.ศ. 2504 ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ งานสำคัญของแผนนี้คือการวางโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่าง ๆ ฃึ่งประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งจนทำให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราที่สูง สังคมไทยในเมืองเพลิดเพลินกับ “ความร่ำรวยใหม่” อยู่หลายปีอย่างมองข้ามเพื่อนในชนบท

          ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ถือได้ว่าเป็นบุคคลแรก ๆ ซึ่งเกี่ยวพันกับการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่มองเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น นอกจากการเขียนและพูดแล้ว ท่านได้ตั้งมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยขึ้นใน พ.ศ. 2510 ที่จังหวัดชัยนาท โดยใช้ที่ดิน 33 ไร่เศษที่คุณเสนาะ นิลกำแหง ซึ่งเป็นเพื่อนท่านและญาติร่วมกันบริจาค

          มูลนิธิได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการในการบูรณะชนบท 13 แห่งตามหมู่บ้านในตำบลใกล้เคียงเพื่อหาข้อมูล และบูรณาการการเรียนรู้ตามความต้องการของชุมชนในเรื่องสุขภาพ การศึกษา อาชีพ และสหกรณ์ หลังจากนี้ก็นำแนวคิดจาก “ล่างสู่บน” ดังกล่าวไปใช้ในโครงการลุ่มน้ำแม่กลองในปี 2518 โดยเป็นโครงการร่วมมือของ 3 มหาวิทยาลัยคือธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และมหิดล โดยคาดว่าจะสรุปเป็นแผนปฏิบัติและนำเสนอต่อรัฐบาลได้ในกลางปี 2520 เพื่อเป็นรูปแบบการพัฒนาชนบทแบบใหม่ แต่ก็เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ขึ้นเสียก่อน ทุกอย่างจึงหยุดชะงักไป

          ในปี 2508 คุณโฆสิต เข้ารับราชการที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในขณะที่คณะกรรมการบริหารประกอบด้วยบุคคลเปี่ยมด้วยความรู้และประสบการณ์ เช่น คุณบุญมา วงศ์สวรรค์ มล.เดช สนิทวงศ์ คุณเล้ง ศรีสมวงศ์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ฯลฯ โดยมี คุณประหยัด บูรณศิริ เป็นเลขาธิการ ดร.เสนาะ อูนากูล เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของคุณโฆษิต

          ก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ท่านลาออกจากราชการไปทำงานที่ธนาคารโลกที่สหรัฐอเมริกา โดยได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการเงินกู้ของบังคลาเทศ ซึ่งจุดนี้เองทำให้ได้รับประสบการณ์โดยตรงในเรื่องความยากจน

          ดร.เสนาะ อูนากูล ผู้ได้รับความเคารพอย่างยิ่งจากคุณโฆสิต ก็โอนไปเป็นรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ หลังจากคลื่นลมสงบ ดร.เสนาะย้ายกลับมาเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์ และได้เรียกคุณโฆสิตกลับเมืองไทยเพื่อให้มาเป็นผู้อำนวยการกองศึกษาภาวะเศรษฐกิจ และดำรงตำแหน่งอยู่ระหว่าง 2517-2523

          ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในขณะนั้น แผนพัฒนาฉบับที่ 5 (2525-2529) ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญในเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจนและการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก ฯก็เกิดขึ้น โดยตลอดเวลาของการเป็นนายกรัฐมนตรี (2523-2531) สภาพัฒน์ภายใต้การนำของ ดร.เสนาะ อูนากูลได้รับความไว้วางใจอย่างสูง และทีมงานคนหนึ่งที่รับผิดชอบงานสำคัญก็คือคุณโฆสิต โดยเป็นผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานการพัฒนาชนบทและการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคและท้องถิ่นแห่งชาติ

          งานสำคัญของการพัฒนาชนบทอยู่ในมือของคุณโฆสิต ภายใต้การชี้นำของ ดร.เสนาะ ปิยมิตรรุ่นน้องของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และหลังจากที่มีการสะดุดชะงักมานานปี ช่วงเวลาทองของสังคมไทยและของคุณโฆสิตคือการวางกรอบการพัฒนาชนบท การเก็บข้อมูลหลายลักษณะสำคัญของทุกตำบล(ที่เรียกกันว่า “จปฐ” หรือ “ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน” ของประชาชน) เพื่อประเมินความยากจน และแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งในระดับภาพรวมและท้องถิ่น

          คุณโฆสิตสร้างและสะสมชื่อเสียงในด้านความเป็นมืออาชีพของเทคโนแครต ความซื่อสัตย์ ความรู้ความสามารถรอบด้านที่สะสมมาจากงานหลายตำแหน่งในสภาพัฒน์และต่างประเทศ ตลอดจนความสุภาพอ่อนโยน ความเป็นมิตร ความมีเหตุมีผล การให้เกียรติผู้อื่น ฯลฯ ปรากฎให้นักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการตลอดจนคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้สัมผัส (ผู้เขียนซึ่งรู้จักท่านมากว่า 40 ปี ในฐานะนักวิชาการสามารถยืนยันได้เต็มที่)

          จากตำแหน่งรองเลขาธิการฯ สภาพัฒน์ คุณโฆสิตลาออกไปเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในปี 2535 เป็นเวลาสั้น ๆ ต่อด้วยการเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเดียวกันในรัฐบาลคุณอานันท์ ปันยารชุน

          ในปี 2538 คุณโฆสิต รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใน พ.ศ. 2540 และใน พ.ศ. 2542 รับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ ท่านรับตำแหน่งการเมืองครั้งสุดท้ายในปี 2549 โดยเป็นรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศและการสื่อสารในรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์

          ความเป็นเทคโนแครตของคุณโฆสิตมาจากพื้นฐานการศึกษาคือรัฐศาสตร์การคลังในระดับปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ตลอดจนประสบการณ์จากงานวางแผนและศึกษาเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเรื่องความยากจนและการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมายาวนาน

          อาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้เขียนความประทับใจในตัวคุณโฆสิตจากการได้สัมภาษณ์ในหลายโอกาสไว้ ดังนี้ ..........”คุณโฆสิตเคยบอกผมว่าไม่ว่าจะสวมหมวกอะไร ท่านก็คงเป็นเทคโนแครต โดยสามัญสำนึก หากให้ไปทำธุรกิจเองก็คงเจ๊งเพราะท่านสนุกกับการคิดมากกว่าการทำ แต่ตัวท่านก็ไม่ใช่เทคโนแครตแบบเด็ก ๆ อีกแล้ว ไม่ได้ไปอ่านไปหาเครื่องมือจากตำรามาใช้ทำมาหากิน ท่านศึกษาเรียนรู้จากความจริงในโลกจริง แล้วใช้สามัญสำนึก ใช้วิธีคิดเรื่องการพัฒนาเป็นกรอบในการเข้าใจปัญหาและแก้ไขปัญหา สำหรับคุณโฆสิตการพัฒนาคือการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ และท่านพูดเสมอว่างานพัฒนาคืองานชั่วชีวิตของท่าน

          ผมเคยถามคุณโฆสิตว่า สวมหมวกทำงานมาหลายหมวก เคยดำรงตำแหน่งทั้งในระบบราชการ บริษัทเอกชน และคณะรัฐมนตรี งานอะไรที่มีความสุขที่สุด ท่านตอบแบบไม่ลังเลว่าสมัยเป็นผู้อำนวยการศูนย์ประสานการพัฒนาชนบทแห่งชาติ....... ช่วงนั้นคุณโฆสิตเป็นกำลังหลักของภาครัฐในด้านการพัฒนาชนบทและการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น ท่านสนุกกับการลงพื้นที่ เรียนรู้ปัญหาจริง และทำงานกับชาวบ้าน

          เท่าที่ผมได้รู้จัก คุณโฆสิตเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ มองโลกในแง่ดี ไม่มีพิธีรีตอง และเมตตา ให้เกียรติคนรุ่นหลังเสมอ แม้ท่านจะจริงจังเรื่องงาน แต่ก็สัมผัสได้ถึงการปล่อยวางตามธรรมชาติ ดังที่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องหลักคิดในการทำงานไว้ว่า คนเราทำทุกอย่างไม่ได้และไม่สามารถทำทุกอย่างได้ดีหมด งานบางอย่างถ้าเราเริ่มแล้วอาจทำไม่สำเร็จแม้ทำเต็มที่แล้วก็ตาม สิ่งที่ควรทำคือดับความโลภตรงนี้ แล้วหาทางส่งต่อความคิดนี้ให้คนอื่นสืบสานต่อไป โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้คนอื่นหันมาสนใจในงานที่เราให้คุณค่า

          เช่นนี้แล้ว ทุกครั้งที่ได้สนทนากัน คำพูดของคุณโฆสิตที่ผมได้ยินบ่อยจนติดหูจึงเป็นคำว่า “การพัฒนา” “ระยะยาว” “มองไกล” สมกับความเป็นนักพัฒนาชั่วชีวิต และความเป็นเทคโนแครตโดยสามัญสำนึกของท่าน...”

          ชีวิตมนุษย์นั้นสมควรแห่งการเลียนแบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวอย่างนั้นอุดมด้วยความคุณธรรมและบุคคลิกภาพอันน่าพึงประสงค์ สำหรับเยาวชนทั้งหลายนี่คือต้นแบบที่เหมาะสม อย่าไปมัวเสียเวลามองหาไอดอลในเน็ตหรือจากวงนักร้องต่างประเทศอยู่เลย

 

จำนวนการเยี่ยมชม 939040 ครั้ง