วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ ?อาหารสมอง? กรุงเทพธุรกิจ > เหล้าเก่าที่ต้องเป็นเหล้าใหม่ในขวดการศึกษา

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
27 กันยายน 2559

          เรื่องหนึ่งที่ร้อนแรงด้านการศึกษาระดับโลกในปัจจุบันก็คือการเรียนรู้เรื่องคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนโปรแกรมสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไรและมีความจำเป็นอย่างไร

          เมื่อต้นปี 2016 ประธานาธิบดีโอบามาได้ชี้แจงประชาชนว่า เขาจะจัดสรรเงินนับพันล้านเหรียญสหรัฐให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศเพื่อให้เด็กทุกคนเรียนการเขียน code ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ computer education ทั้งนี้เพื่อให้มีทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21

          ในการใช้งานคอมพิวเตอร์นั้นมีความจำเป็นต้องสร้าง ‘ภาษา’ เพื่อเอาไว้ใช้สำหรับสั่งงานให้เครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทำงาน ภาษาเหล่านี้แต่ดึกดำบรรพ์ก็ได้แก่ Fortran / Cobalt / Assembly ฯลฯ และที่ทันสมัยในปัจจุบันได้แก่ Java / JavaScript / PHP / Python ฯลฯ

          ใครจะให้คอมพิวเตอร์ทำงานรับใช้ได้ก็ต้องสามารถสื่อสารกับมันได้ซึ่งก็หมายความว่าคนสั่งต้องเรียนรู้ภาษาประดิษฐ์เหล่านี้ ในสมัยเมื่อ 40-50 ปี นักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายสาขาต้องเรียนรู้การทำงานของคอมพิวเตอร์ ต้องเรียนรู้การเขียนโปรแกรมซึ่งหมายถึงมีความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อสั่งให้มันทำงาน

          ผู้เขียนเรียนการเขียนโปรแกรม Fortran 4 (ห้ามร้องโอ้โฮ) ต้องเรียนตรรกะของการเขียนเพื่อสั่งงาน โดยเขียนโปรแกรมเป็นบรรทัด ๆ แต่ละบรรทัดก็พิมพ์ลงบนกระดาษที่เจาะรู เมื่อพิมพ์ทุกบรรทัดซึ่งหมายถึงครบทุกใบก็จะเอาไปส่งที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยเป็นถาด ๆ และรอคอย บางครั้งเป็นชั่วโมง หากเครื่องหมายผิดหนึ่งที่หรือตรรกะผิดก็ต้องมาพิมพ์ใบใหม่เพื่อแก้ไขกว่าที่จะได้ผลออกมาตามที่ต้องการ เช่น ใส่ข้อมูลเข้าไปบวกจนคำสั่งเพื่อให้คอมพิวเตอร์วิเคราะห์หาค่าสหสัมพันธ์ของตัวแปร ซึ่งหากทำด้วยมือก็อาจใช้เวลาเป็นวัน ๆ ในขณะที่เครื่องทำได้ในเวลาครึ่งวินาที

          ในสมัยต่อมาปริญญา Computer Science ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทก็มักหายไปกลายเป็น Information Technology เมื่อมีการเอาความรู้คอมพิวเตอร์ไปผสมกับเทคโนโลยีโทรคมนาคม รูปแบบการใช้คอมพิวเตอร์เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากมีคนเขียนโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อให้ใช้กันสะดวกโดยไม่ต้องเขียนเองดังที่ผู้เขียนต้องทำที่ดังเล่าข้างต้น computer science จึงมีการเรียนการสอนกันน้อยลงมาก เหลือเฉพาะในหมู่ของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ผู้คนทั้งหมดมุ่งสู่ความสำเร็จรูปโดยส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนที่รากฐานกัน และคำว่าเขียน program ก็กลายเป็นคำว่าเขียน code แทน (programming เป็น coding)

          การให้เด็กเรียน coding ก็คือการเรียนการเขียนโปรแกรม ซึ่งประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่าต้องการให้เด็กเหล่านี้สามารถทำงานได้ทันทีที่เรียนจบ เพราะโลกข้างหน้าเป็นโลกของการสั่งงานให้เครื่องจักรทำงานแทนมนุษย์ประกอบไปกับการเรียนตรรกะของการเขียน เข้าใจกลไกการทำงานของคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

          ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งและไม่สบายใจมานานที่เห็นผู้คนใช้สิ่งสำเร็จรูปกันโดยไม่รู้ที่มาที่ไป ไม่รู้ตรรกะของการใช้ ไม่รู้ขีดจำกัด ไม่รู้กลไกการทำงานของโปรแกรม ผู้เขียนเชื่อว่าการเรียนรู้ coding และ computer science ขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญของการเกิดนวตกรรมที่เราต้องการ

          ผู้เขียนขอเปรียบเทียบเรื่องนี้กับหมูแดง ผู้คนซื้อหมูแดงมากินกันอย่างเอร็ดอร่อยก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะไม่ต้องทำเอง แต่ตราบที่ไม่รู้ว่าหมูแดงเขาทำกันอย่างไร วัตถุดิบประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่ละวัตถุดิบมีส่วนช่วยในการสร้างรสชาติในลักษณะใด มีการทำกี่แบบ วัตถุดิบที่ขาดไม่ได้ วัตถุดิบใดที่ทำให้เก็บไว้ได้นาน ฯลฯ การนำไปต่อยอดเป็นนวตกรรม เช่น ยำหมูแดง ต้มยำหมูแดง หมูแดงแผ่น ลาบหมูแดง ฯลฯ ก็เกิดขึ้นได้อย่างไม่ก้าวไกลและไม่ยั่งยืน

          ในการให้เรียนรู้ coding นั้น มิได้ต้องการให้เด็กทุกคนเป็นมืออาชีพในอนาคต (เรียนไวโอลินก็มิได้มุ่งเก่งกว่าโมสาร์ท หากเพื่อแสวงหาความอ่อนโยน และความงดงาม) หากมันช่วยให้เด็กรับเอาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ตลอดจนการคิดแบบวิทยาศาสตร์เข้าไว้ในชีวิต ซึ่งสองสิ่งนี้จะครอบงำโลกอีกยาวนาน และ “การรับ” นำไปสู่ “การตื่นตัวและการยอมรับ”

          การศึกษาเป็นกระบวนการ ไม่ใช่รู้หรือไม่รู้และจบกัน พ่อแม่พาลูกไปวัดมิได้ต้องการให้บวชเป็นสมภารต่อไป หรือเป็นมหา หากต้องการให้ซึมซาบคำสอนและและมีวัตรปฏิบัติในเรื่องศีลเรื่องธรรม การเรียน coding จะเป็นตัวกลางนำเด็กไปสู่การมองโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีอย่างชัดเจนขึ้น มีความระแวดระวัง เข้าใจข้อจำกัด มีความคิดเป็นเหตุเป็นผล มีความภูมิใจในความสามารถของตนเอง และมีวิชาที่จะไปหากินต่อได้อย่างสะดวกขึ้น

          สำหรับเด็กจำนวนหนึ่งในชั้นมัธยมปลายสายสามัญและสายอาชีวะที่เก่งในด้านนี้ก็จะสามารถพัฒนาขึ้นเป็น programmer ซึ่งเป็นอาชีพที่ขาดแคลนอย่างยิ่งในโลกในปัจจุบันและในอนาคต อันใกล้ อย่าลืมว่าถ้าไม่มี coding ก็ไม่มี computer software ไม่มี applications และ websites (ทั้ง browser ทั้ง OS คือ operating system ทั้ง applications ทั้งไลน์ ทั้ง Facebook และ websites ต่าง ๆ อาศัย coding ทั้งสิ้น) ที่กำลังสร้างกันอยู่โดยเฉพาะในเรื่อง start-up ที่เกี่ยวกับ IT

          เมื่อไม่นานก่อนหน้านี้การเรียน computer science และการเขียน code ของเด็กนักเรียนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรในอังกฤษและบางประเทศในยุโรป อเมริกาต้องเร่งตามให้ทันเพราะตระหนักดีว่า coding คือรากฐานของนวตกรรมดิจิตอล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตของมนุษย์ปัจจุบัน
 

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 939859 ครั้ง