วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ > โลกกลั้นใจกับเลือกตั้งฝรั่งเศส

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
2 พฤษภาคม 2560

          ชาวโลกใจจดใจจ่อกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสครั้งนี้เป็นอย่างมากเพราะตระหนักดีว่าผลที่ออกมาอาจหมายถึงการแตกสลายของ EU ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโลกเป็นอย่างมาก ถ้าจะว่ากันตรง ๆ ก็คือกลัวว่าผู้สมัครคนหนึ่งจะชนะเลือกตั้งมากกว่ากลัวว่าคนที่ตนเชียร์จะแพ้ ผู้เขียนจะพยายามเขียนถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ในแนวที่ไม่ซ้ำนักกับที่ได้ยินกันอยู่ในสื่อไทยขณะนี้

          การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสนั้น คนจะได้เป็นต้องได้คะแนนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มาลงคะแนน ถ้ารอบแรกไม่มีใครได้ถึง ก็เอา 2 คนแรกที่ได้คะแนนสูงสุดมาตัดเชือกกันในยกสอง ซึ่งต้องไม่ห่างจากรอบแรกเกินกว่า 15 วัน
ในรอบแรกเมื่อ 23 เมษายนที่ผ่านมา ผลปรากฏว่าใน 11 คนที่ลงสมัคร มี 5 คน ที่ได้คะแนนมากพอจะเอามาพูดกัน

          คนได้สูงสุดคือ Emmanuel Macron จากพรรค EN (En Marche) ได้ 24.01% คนที่สองคือ Marine Le Pen จากพรรค FN (National Front) ได้ 21.3% คนที่สามคือ Francois Fillon จากพรรค LR (The Republicans) ได้ 20.01% คนที่สี่คือ Jean-Luc Mélenchon จากพรรค FI (La France insoumise) ได้ 19.58% และคนที่ห้าคือ Benoît Hamon จากพรรค Socialist ได้ 6.36%

          เมื่อผลเป็นเช่นนี้คนที่ได้เข้าไปชิงชัยรอบสองก็คือ Macron กับ Le Pen คนที่คนฝรั่งเศสและชาว EU จำนวนมากกลัวว่าจะได้เป็นประธานาธิบดีก็คือ Le Pen สาวใหญ่วัย 49 ปี ลูกสาวคนสุดท้องของคนก่อตั้งพรรค NF ผู้แสนอื้อฉาว ลงสมัครแข่งเป็นประธานาธิบดีหลายครั้งหลายหนแต่ไม่เคยใกล้ความจริงเลย

          ผู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นไปตามโพลอย่างแม่นยำก็คือ Macron หนุ่มอายุไม่ถึง 40 ปีดี ผู้ซึ่งเป็นประเด็นในสื่อไทยอย่างมากในเรื่องที่มีภรรยาอายุมากกว่าเขาถึง 24 ปี โดยเขาพบเธอตอนอายุ 15 ปี โดยเธอเป็นครูสอนวิชาการละคร และเป็นแฟนอยู่กินกันเมื่อเขามีอายุได้ 18 ปี เขาแต่งงานกับเธอเมื่อตอนเขามีอายุ 30 ปี โดยเธอมีลูกติดมา 3 คน ปัจจุบันเธออายุ 63 ปี ในขณะที่เขามีอายุใกล้ 40 ปี

          เมื่อพูดถึงเรื่องครอบครัวแล้ว Le Pen ผู้น่ากลัวก็โลดโผนไม่น้อย เธอแต่งงานมาแล้ว 2 ครั้ง ๆ ละประมาณ 4-5 ปี โดยมีลูกกับสามีคนแรก 3 คน ปัจจุบันเธออยู่กินกับคนที่สามโดยมิได้แต่งงานมา 7 ปี คนนี้เป็นเลขาธิการพรรค FN ที่เธอเป็นหัวหน้าพรรค

          Macron ซึ่งเป็นตัวเก็งประธานาธิบดีเพราะโพลระบุว่าเขาจะชนะ Le Pen ประมาณ 62% กับ 38% ไม่เคยลงเลือกตั้งเลยแม้แต่ครั้งเดียว ประสบการณ์ที่เขามีคือเคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของประธานาธิบดี Hollande และต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวง Economy, Industry และ Digital Affairs ซึ่งเป็นอยู่ 2 ปี ก่อนออกมาตั้งพรรค EM เมื่อกลางปี 2016 ว่ากันว่าที่เขาสามารถมายืนอยู่ตรงนี้ได้ก็เพราะภรรยาของเขาเป็นกุนซือสำคัญ

          Macron มีพ่อเป็นหมอและมีแม่เป็นศาสตราจารย์ทางประสาทวิทยา เขาเรียนจบปริญญาตรีด้านปรัชญา และเรียนต่อจนจบปริญญาชั้นสูงที่เรียกว่า DEA (เกือบถึงระดับปริญญาเอก เพียงแต่ไม่มีการเขียนวิทยานิพนธ์ตรงกับที่เรียกกันว่า ABD หรือ All But Dissertation ในสหรัฐอเมริกา) ต่อมาจบปริญญาโทด้าน Public Affairs จาก Sciences Po (Paris Institute of Political Studies) อันมีชื่อเสียงเพราะประธานาธิบดีและคนใหญ่คนโตหลายคนจบจากสถาบันอันเก่าแก่นี้ และเรียนต่อที่ École nationale d'administration(ENA)

          ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีทุกสเกลของการเมืองให้เลือก Hamon นั้นซ้ายสุดเกือบถึงคอมมูนิสต์ ถัดมาซ้ายจัดคือ Mélenchon ส่วนขวาของตรงกลาง (center-right) คือ Fillon และขวา ตกขอบ คือ Le Pen ตรงกลางมีที่ว่างและคนที่พยายามเข้าไปสวมก็คือ Macron

          เหตุที่ผู้คนกลัว Le Pen ก็เพราะพรรคเธอนั้นต่อต้านยิว ต่อต้านคนอพยพ โดยเฉพาะมุสลิม ต่อต้านการค้าเสรี ต่อต้านการแต่งงานของรักร่วมเพศ เห็นด้วยกับโครงการประหารชีวิต ไม่เห็นด้วยกับนโยบายเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ต่อต้าน EU และที่สำคัญที่สุดเธอบอกว่าถ้าชนะจะต่อรองกับ EU ให้ได้สถานะของฝรั่งเศสที่ดีกว่าเก่า ถ้าไม่ได้ก็จะให้มีการลงประชามติว่าจะออกจาก EU หรือไม่

          ข้อหลังนี้แหละที่ชาว EU หวาดกลัวเพราะฝรั่งเศสเป็นหัวหอกในการก่อตั้ง EU ถ้าออกไปเหมือนอังกฤษ (คนอังกฤษจำนวนมากกำลังรู้สึกเสียดายที่ได้มติ Brexit มา) ก็พอจะเห็นอนาคตของ EU ได้เพราะจะมีอีกหลายประเทศที่เลียนแบบอย่างแน่นอน

          ความคิดของ Le Pen นั้นคล้ายคลึงกับ Trump มาก Trump ก็โทรไปเชียร์เธอและประกาศให้โลกรู้ (เธอเลยไม่มาอันดับ 1?) ส่วน Obama นั้นก็ทำเช่นเดียวกันโดยโทรไปให้กำลังใจ Macron

          สื่อต่างประเทศบอกว่าในการโหวตรอบแรกนั้น คนฝรั่งเศสมักลงคะแนนโดยใช้หัวใจและในการลงคะแนนรอบสองจึงใช้สมอง ในการลงคะแนนวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ก็จะชี้ชะตาว่าโลกจะเดินไปในทิศทางใด ในรอบแรกก็เห็นแล้วว่าฝ่ายซ้ายของฝรั่งเศสพ่ายแพ้ล้มลุกคุกคลาน ขนาดประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ Francois Hollande สังกัดพรรคสังคมนิยมแต่ Harmon ผู้สมัครพรรคเดียวกันได้คะแนนเพียงร้อยละ 6.36% เท่านั้น Macron ซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรคนี้รีบตีตนออกห่างโดยไปตั้งพรรคตนเอง ในขณะที่สองผู้สมัครเอียงขวาคือ Fillon กับ Le Pen ได้คะแนนรวมกันกว่า 40%

          Le Pen เป็นผู้สมัครที่มีคนนิยมไม่น้อย การพลาดจากอันดับหนึ่ง ทำให้โอกาสของเธอในยกสองลดลงมาก เธอเป็นนักการเมืองมากว่า 10 ปี ในปี 2012 เธอเคยลงแข่งประธานาธิบดี ด้วยซ้ำแต่มาเป็นที่ 3 จึงสอบตกยกแรก

          Le Pen เรียนจบกฎหมาย และได้ปริญญา DEA เช่นเดียวกับ Macron มีประสบการณ์การเมืองโชกโชน เป็นหญิงเก่งที่ดังจากความคิดขวาสุดโต่ง ซึ่งสอดรับกับความคิดของคนฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อยที่ไม่สบอารมณ์กับการเป็นสมาชิก EU ไม่พอใจกับสถานการณ์ว่างงานที่สูงถึงกว่า 10% โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาวนั้นขึ้นไปสูงถึง 20-25%

          ล่าสุดหลังการเลือกตั้งรอบแรกเธอประกาศพักมือจากการเป็นหัวหน้าพรรค FN เพราะอยากเป็นประธานาธิบดีของคนทั้งประเทศ เพื่อหนีแบรนด์ขวาจัดของ FN ในการต่อต้านหลายสิ่งหลายอย่าง นอกจากนี้เธอก็ได้ขับพ่อเธอออกไปจากพรรค FN ที่เขาก่อตั้งขึ้นมาด้วย (ไม่แน่ใจว่ารู้เห็นเป็นใจกันหรือไม่) เพื่อลบความเป็นขวาสุดโต่งของเธอ

          ถ้าโพลฝรั่งเศสแม่นยำเหมือนที่เชื่อกัน เราคงเห็น Macro ชนะอย่างขาดลอย ชาวโลกก็คงถอนหายใจไปได้อีกเฮือกหนึ่ง แต่ถ้า Le Pen แหกโผมา เราคงได้เห็น Lady Trump ผงาด และคงดูกันไม่จืดไปอีกนาน
 

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 607105 ครั้ง