วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ > จ่าอัจฉริยะกับปืนที่เปลี่ยนโลก

วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
9 พฤษภาคม 2560

          คนไทยกำลังให้ความสนใจในเรื่องอาวุธกันในขณะนี้ วันนี้จึงขอเอาเรื่องปืนที่เปลี่ยนโลกมาเล่าสู่กันฟัง

          คนไทยรู้จักปืนที่มีชื่อว่า “อาก้า” มานานตั้งแต่ยุคต่อสู้คอมมูนิสต์เมื่อ 30-40 ปีก่อน ปัจจุบันได้ยินชื่อปืน AK-47 ซึ่งเป็นอาวุธสงครามของพวกที่สู้รบกันอยู่ในตะวันออกกลางและอาฟริกา ฟังดูเหมือนหนังคนละม้วนแต่แท้จริงแล้วก็คือปืนเดียวกันโดยเป็นปืนซึ่งถือกันว่าเป็นปืนที่เปลี่ยนโลกทีเดียว

          ชื่อ AK-47 มาจาก AK ซึ่งเป็นชื่อทางการคือ Avtomat Kalashnikova ซึ่งคำที่สองมาจากชื่อผู้ประดิษฐ์คือ Mikhail Kalashnikov ส่วน 47 มาจากปี 1947 ซึ่งเป็นปีที่ผลิตปืนต้นแบบได้สำเร็จ

          AK-47 มีชื่อแสลงในภาษารัสเซียว่า Kalash (แผลงมาเป็น “อาก้า?”) บางทีก็เรียกว่า Kalashnikov หรือ AK แต่ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตาม AK-47 เป็นปืนที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างประวัติศาสตร์โลก

          หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้นำสหภาพโซเวียตคิดว่าต้องผลิตปืนยาวต่อสู้ประจำกายที่มีฤทธิ์ร้ายแรงเสมอหรือดีกว่าปืน StG 44(Sturmgewehr) ของนาซี ซึ่งคนรัสเซียคุ้นเคยดี เพราะได้ต่อสู้ช่วงชิงเมือง Stalingrad กันนานถึง 5 เดือนอย่างถึงพริกถึงขิง ฝ่ายเยอรมันตายไป 734,000 คน ฝ่ายรัสเซียตายไปเกือบ 500,000 คน บาดเจ็บพิการอีก 650,000 คน นาซีพ่ายแพ้อย่างย่อยยับอันเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่นำไปสู่การแพ้สงครามในที่สุด

          ตลอดสงครามมีเสียงบ่นจากทหารรัสเซียว่าปืนของตนนั้นสู้ของนาซีไม่ได้ทางการสหภาพ โซเวียตจึงจัดประกวดแข่งขันหาปืนในฝันเพื่อมาใช้ประจำกองทัพเมื่อตอนปลายสงครามโลก มีนักประดิษฐ์ปืนมีชื่อของรัสเซียส่งปืนเข้าประกวดหลายราย แข่งกันหลายรอบ จ่าทหารผ่านสงครามคนหนึ่งคือ Kalashnikov ส่งปืนเข้าประกวดและแพ้หลายครั้ง แต่ในที่สุดก็ชนะการประกวดประเภทกึ่งอัตโนมัติ (ยิงได้ทีละนัด) และเปลี่ยนเป็นยิงรัวได้ (ปืนกลยิงได้นาทีละ 100 นัด) โดยใช้ระบบก๊าซจากกระสุนที่ยิงก่อนหน้ามาดันลูกต่อไปให้เข้ารังเพลิง

          จ่าคนนี้ไม่เคยได้รับการศึกษาเรื่องออกแบบอาวุธมาก่อนเลย แต่เป็นคนชอบปืนมาตั้งแต่เด็ก ๆ ถอดและประกอบปืนเล่นเป็นประจำ เป็นนักประดิษฐ์โดยเรียนรู้จากปืนของชาติต่าง ๆ และลักจำเอาส่วนดีมาใช้ AK-47 เป็นลูกผสมของเทคโนโลยีปืนของหลายชาติ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าได้รับอิทธิพลอย่างมากจากปืนกลอเมริกัน M1Garand / M1Carbine ตลอดจนปืนอเมริกัน Remington Model 8 และ StG44 ของเยอรมัน

          ปืนทุกกระบอกก็เลียนแบบกันมาทั้งนั้น (เหมือนคำพูดที่ว่าแท้จริงแล้วโลกเรามีกางเกงและเสื้อตัวเดียว) เพียงแต่ว่าใครจะเอามาผสมปนเปได้ดีกว่ากัน AK-47 ประสบผลสำเร็จมากเพราะเชื่อถือไว้วางใจได้เสมอไม่ว่าจะอยู่ในดิน ในทราย หรือแม้แต่ในน้ำ ก็หยิบขึ้นมาใช้งานได้ทันที ยิงได้แม่นยำพอควร มีขนาดกะทัดรัด ไม่หนักมาก มีผลการยิงที่รุนแรง แมกกาซีนใส่ลูกกระสุนได้ 30 นัดโดยโค้งงอเล็กน้อยเพื่อให้สามารถส่งกระสุนเข้ารังเพลิงได้ง่าย ประการสำคัญสามารถผลิตได้จำนวนมากด้วยต้นทุนที่ต่ำ ใช้งานและดูแลได้ง่ายมาก คนที่ยิงปืนไม่เป็น สมองไม่เฉียบคม ก็สามารถใช้งานได้ และดูแลปืนได้เป็นอย่างดี

          AK-47 มีความเป็นพิเศษคือลำกล้องและส่วนประกอบภายในช่องระเบิดกระสุนเป็นแผ่นโครเมียมซึ่งทำให้ไม่เป็นสนิม ทนต่อทุกสภาพอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระสุนปืนทหารประกอบด้วยสารโปแตสเซียมคลอไรด์มาก เมื่อกระสุนระเบิดสารนี้ก็จะไปทำให้เกิดสนิม และปืนติดขัดจนเชื่อถือไม่ได้

          เหตุการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่สองก็คือสงครามเย็นระหว่างโลกคอมมูนิสต์กับทุนนิยม และภายใต้ความขัดแย้งนี้ก็คือการส่งออกอุดมการณ์สังคมนิยมและคอมมูนิสต์ ผ่านการสู้รบแบบกองโจร และสิ่งที่ขาดมิได้ก็คืออาวุธโดยเฉพาะปืนยาวประจำกายที่มีคุณภาพ AK-47 จึงกลายเป็นอาวุธของเหล่าผู้ประกอบการร้ายในทุกส่วนของโลกตั้งแต่ตอนนั้นตราบจนถึงยุค IS ในวันนี้

          มีการปรับปรุง AK-47 และแตกลูกไปอีกในตระกูล AK เช่น AKM เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สหภาพโซเวียตต้นตำรับก็อนุญาตให้ผลิตปืนนี้ได้ในประเทศมิตรคอมมูนิสต์ ดังนั้นเราจึงเห็น AK-47 ในเวอร์ชั่นที่มีชื่อว่า Type56 ของจีน ซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวางในสงครามคอมมูนิสต์ในภูมิภาคนี้ของเรา

          AK-47 ใช้กระสุนขนาด 7.62 x 39 มิลลิเมตร ความเร็วต้นกระบอก 715 เมตรต่อวินาที แม่นยำพอยิ่งเข้าเป้าเป็นกลุ่มรัศมี 3-5 นิ้วในระยะ 100 หลา หนักประมาณ 3.5 กิโลกรัมถ้าไม่มีกระสุน

          หลายประเทศที่มีนักประดิษฐ์ปืนเก่งๆเช่น ยุโรปตะวันออก อิสราเอล ก็ดัดแปลง AK-47 ให้มีคุณลักษณะที่แปลกออกไป แต่ก็ยังคงเป็นตระกูล AK-47 เช่นเดิม

          มีประมาณการว่านับจนถึงปี 2009 มีการผลิต AK-47 รวมทั้งสิ้น 100 ล้านกระบอก (ครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้คือของปลอมที่ทำขึ้นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก) เฉลี่ยปีละกว่าหนึ่งล้านกระบอก สหภาพโซเวียตไม่ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรจนกระทั่งปี 1997

          การปฏิวัติในจีน เวียตนาม ลาว ประเทศเอเชีย อาฟริกาและยุโรป จะไม่สำเร็จได้เป็นอันขาดถ้าไม่มี AK-47 หรือ Type 56 เข้าไปมีบทบาท ไม่มีใครรู้ว่า AK-47 ฆ่าคนตายและสร้างความทุกข์เข็ญให้แก่ผู้คนเป็นจำนวนเท่าใด ประเทศตะวันตกในแนวทาง ประชาธิปไตยมองว่า AK-47 คือปีศาจร้ายที่มีประสิทธิภาพสูงของผู้ก่อการปฎิวัติ ผู้ค้ายาเสพติด แก๊งมาเฟีย ผู้ก่อการร้าย ในขณะที่คนในประเทศกำลังพัฒนาจำนวนหนึ่งมองว่า AK-47 คือเครื่องมือในการต่อต้านจักรวรรดินิยม การล่าเมืองขึ้น การครอบงำและยึดครองของต่างชาติ

          มีคำวิจารณ์สหภาพโซเวียตในเรื่อง AK-47 ว่าพยายามสร้างภาพให้เห็นว่า Kalashnikov เป็นฮีโร่ เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์คนเดียว แต่แท้จริงแล้วมีทีมงานร่วมด้วยและต่อมารัฐเข้าไปช่วยพัฒนา AK-47 จนเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังยิ่งในการช่วงชิงอำนาจด้วยความรุนแรงในทศวรรษ 1970 และ 1980 ของโลกหรือแม้กระทั่งทุกวันนี้

          Kalashnikov เป็นลูกชาวนามาจากชนบทในถิ่น Kurya ในเขต Altai Krai เรียนไม่จบ ชั้นมัธยม ถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารใน Red Army ในตำแหน่งพนักงานช่างประจำรถถัง และในที่สุดก็ได้เป็นผู้บัญชาการรถถัง บาดเจ็บจากการสู้รบในปี 1941 และระหว่างอยู่ในโรงพยาบาลก็ได้ยินทหารบ่นว่าปืนประจำตัวนั้นมีคุณภาพแย่อย่างไร เขาจึงเกิดความคิดที่จะเข้าร่วมประกวดปืนด้วย

          Kalashnikov ไม่เคยได้รับเงินแม้แต่รูเบิลเดียวจากงานประดิษฐ์ชิ้นนี้ของเขา เขาบอกว่าเขามีพออยู่พอกิน และตั้งใจทำเพื่อชาติ ในบั้นปลายชีวิตเขาได้ลงทุนในบริษัทการตลาดที่หลานปู่เป็นผู้จัดการ ได้รับผลตอบแทนพอควรจากการขายเหล้าว๊อดก้า มีด (ชื่อ AK-74) และสินค้าอื่น ๆ ใน ชื่อแบรนด์ Kalashnikov

          ที่บ้านเกิดของเขามีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับ AK-47 และตัวเขา ผู้ซึ่งได้เป็นนายพลในที่สุด และสิ้นชีวิตในวัย 94 ปี เมื่อ ค.ศ. 2013

          นี่คือเรื่องราวของจ่าอัจฉริยะคนหนึ่งที่ไม่คาดคิดว่าตนเองจะมีบทบาทอย่างสำคัญในการปฏิวัติระดับโลกและทำให้คนจำนวนมากมายในโลกต้องเสียน้ำตาจากประดิษฐกรรมที่เขาภาคภูมิใจ
 

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 590789 ครั้ง