วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ > ยาพิษจากแป้งเด็ก

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
5 ธันวาคม 2560 

          กลิ่นแป้งเด็กปนกลิ่นกายทารกสร้างความรู้สึกอ่อนโยนเพราะมันช่างเป็นกลิ่นที่ ‘น่ารัก’ เสียนี่กระไร อย่างไรก็ดีสิ่งไร้เดียงสาที่มนุษย์ชื่นชอบมานานนี้อาจจะต้องหมดไปเพราะความกังวลเนื่องจากปัจจุบันมีงานวิจัยพบว่าฝุ่นแป้งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้ ในสหรัฐอเมริกามีผู้หญิงชนะคดีได้รับเงินชดเชยนับล้านเหรียญสหรัฐเมื่อไม่นานมานี้

          เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คณะลูกขุนของศาลในรัฐแคลิฟอร์เนียได้ตัดสินให้บริษัทผลิตแป้งเด็ก Johnson & Johnson จ่ายเงินชดเชยให้หญิงเป็นมะเร็งในมดลูกมูลค่า 471 ล้านเหรียญสหรัฐในกรณีฟ้องร้องที่โจทก์อ้างว่า talc (หรือ talcum เป็นวัสดุคล้ายดินมีชื่อเรียกว่า hydrated magnesium silicate ) ซึ่งเป็นสารหลักของฝุ่นแป้งเด็กทำให้เธอเป็นมะเร็งในมดลูก หลังจากใช้มายาวนานเพื่อความสะอาดของร่างกายโดยเฉพาะในที่ลับ

          โจทก์คือนาง Eva Echeverria ได้รับเงินก้อนใหญ่สุดจากคดีนี้ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายคดีที่ Johnson & Johnson ถูกฟ้องอยู่ในขณะนี้ ในคำอ้างเรื่องการก่อให้เกิดมะเร็งของแป้งเด็กต่อ ศาลนั้น ประเด็นของเธอก็คือบริษัทมิได้เตือนผู้บริโภคอย่างเพียงพอในเรื่องที่ talcum powder อาจก่อให้เกิดมะเร็ง เธออ้างว่าใช้สินค้านี้ทุกวันตั้งแต่เมื่อทศวรรษ 1950 รวมกว่า 50 ปี และพบว่าป่วยเป็นมะเร็งดังกล่าวในปี 2007

          คณะลูกขุนซึ่งเป็นผู้ตัดสินระบุว่า 68 ล้านเหรียญคือส่วนที่เป็นเงินชดเชยเธอจากความสูญเสียฃึ่งไม่อาจนำกลับคืนมาได้และความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น (compensatory damages) ส่วนที่เหลือคือ การลงโทษเพื่อป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีก (punitive damages)

          ก่อนที่ท่านผู้อ่านจะวิ่งไปหยิบแป้งกระป๋องเด็ก Johnson & Johnson โยนทิ้ง ข้อมูลต่อไปนี้อาจเป็นวัตถุดิบให้ท่านตัดสินใจว่าจะทำอะไรกับนิสัยที่เคยชินกับการใช้แป้งกระป๋อง (ไม่ว่ายี่ห้อไหนทั้งนั้น)

          talcum powder มาจาก talc วัสดุธรรมชาติซึ่งประกอบด้วย magnesium / silicon / และ oxygen เมื่อป่นเป็นฝุ่นและบรรจุเป็นแป้งกระป๋องก็จะช่วยดูดซับความชื้นได้ดี ลดการเสียดสี ทำให้ผิวแห้ง และป้องกันมิให้เกิดผื่น ฝุ่นนี้ใช้เป็นแป้งเครื่องสำอางค์ด้วยตลอดจนผลิตภัณฑ์อื่น ๆ มิใช่เพียงแป้งเด็กเท่านั้น

          ในสภาวะธรรมชาติ talc ในบางแหล่งมีใยหิน (asbestos) ซึ่งเป็นสารที่วงการวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นสารก่อมะเร็ง (carcinogenic) ในปอดเมื่อหายใจเข้าไปปนอยู่ด้วย ผู้ผลิตแป้งกระป๋องทั้งหลายจึงประกาศว่าใช้ talc ที่มั่นใจว่าไม่มีใยหินปน ข้อมูลจาก The American Cancer Society ระบุว่าผลิตภัณฑ์ talcum ทั้งหมดที่ใช้ในบ้านในสหรัฐอเมริกาปลอดใยหินมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970

          อย่างไรก็ดีจากการทดลองกับหนูหลายพันธุ์ในห้องทดลองโดยให้สัมผัสกับ talc ที่ไร้ใยหินในลักษณะต่าง ๆ ก็พบว่าบางการทดลองก่อให้เกิดเนื้องอก และบางการทดลองก็ไม่มีผล ผลการทดลองเช่นนี้จึงไม่อาจชี้ชัดได้ว่า talc ที่ไร้ใยหินจะก่อให้ผลเสียกับหนูหรือแม้แต่มนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงสภาพที่แตกต่างระหว่างห้องทดลองกับสภาพโลกที่เป็นจริง และระหว่างความเป็นหนูกับคน

          ในเรื่องการศึกษาว่าแป้งฝุ่นที่ขายกันอยู่นั้นก่อให้เกิดมะเร็งในมดลูกหรือไม่นั้น ผลจากการทดลองก็ไม่ชัดเจน กล่าวคือบางการทดลองพบว่าก่อให้เกิดความเสี่ยงขึ้นเล็กน้อยในการเป็นมะเร็งในมดลูก บางการทดลองก็พบว่าไม่มีผล ดังนั้นจึงไม่อาจตอบได้อย่างชัดแจ้งว่าก่อให้เกิดมะเร็งในมดลูกหรือไม่

          การตัดสินของศาลดังกล่าวก็ยังไม่จบลง จะต้องมีการต่อสู้กันไปอีกนานจากการอุทธรณ์ และยังมีอีกหลายคดีในลักษณะเดียวกันที่รออยู่ ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นหนังยาวซึ่งระหว่างนี้ผู้บริโภคต้องตัดสินใจเองว่าจะใช้แป้งกระป๋องต่อไปหรือไม่โดยเฉพาะใช้ทาในบริเวณอวัยวะเพศ

          ผลิตภัณฑ์แป้งเด็กในปัจจุบันต่างยืนยันว่าใช้ talc ซึ่งปราศจากใยหินเหมือนดังที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคจะต้องพิจารณาเองว่ามีความจริงมากน้อยเพียงใด ในสหรัฐอเมริกานั้นมีความเข้มข้นในกฎเกณฑ์การผลิตกว่าประเทศทั้งหลายเป็นอันมาก talc ที่ปราศจากใยหินจึงน่าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ำในการเป็นมะเร็งในมดลูก ในปอด หรือแม้แต่ต่อมลูกหมาก ซึ่งชายจำนวนมากใส่ในร่มผ้าอย่างสนุกมายาวนานโดยไม่ตระหนักว่ามันสามารถเข้าไปทางทวารหนักซึ่งเชื่อมต่อไปถึงต่อมลูกหมากได้

          การกลัวว่าแป้งเด็กจะก่อให้เกิดความเสี่ยง (ไม่ว่าฝุ่นแป้งจะมีใยหินปนอยู่หรือไม่ก็ตาม) หมดไปเพราะในปัจจุบันแพทย์และโรงพยาบาลทั้งหลายไม่แนะนำให้ใช้แป้งเด็กอีกต่อไป ถึงจะไม่มีโทษเรื่องมะเร็งแต่ผลทางลบที่เบาที่สุดที่อาจเกิดขึ้นก็คือฝุ่นเข้าไปในปอดเด็กโดยไม่จำเป็นเพราะพ่อแม่บางรายไม่ระมัดระวังอย่างเพียงพอ

          เพื่อความสบายใจของสุภาพสตรีที่ใช้แป้งในการแต่งหน้า ยังไม่มีหลักฐานที่ระบุได้ว่าแป้งก่อให้เกิดมะเร็ง บริษัทผลิตสินค้าเพื่อความงามตลอดจนผลิตแป้งกระป๋องเด็กต่างพยายามให้ความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่าแป้งที่ใช้นั้นปราศจากใยหิน

          องค์กรชื่อ The International Agency for Research on Cancer (IARC) ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของ WHO (World Health Organization) ให้คำแนะนำว่าถึงแม้จะมีหลักฐานจำกัดจากการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างฝุ่นแป้ง talc กับมะเร็งในมดลูกแต่ก็ระบุว่าแป้งที่ใช้ทาในบริเวณอวัยวะเพศอาจเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ได้ (“possibly carcinogenic to humans”)

          การตัดสินใจใช้แป้งกระป๋องทาตัวโดยเฉพาะในบริเวณอวัยวะเพศนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ตัดสินใจแทนกันไม่ได้ เพราะเรื่องลึกลับและลึกซึ้งเช่นนี้เจ้าของเท่านั้นจึงจะเป็นผู้ตอบได้ สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักในการตัดสินใจก็คือมนุษย์มักเป็นทาสของความเคยชิน ดังนั้นจึงไม่สมควรให้ความเคยชินมาครอบงำหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้นใหม่ ๆ เป็นอันขาด


 

จำนวนการเยี่ยมชม 607042 ครั้ง