วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ > “ไร้สาระ” ในเรื่อง “ดูมีสาระ”

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
9 มกราคม 2561

          “ประเทศไทยมีอุบัติเหตุทางถนนสูงสุดในโลก” “ไทยมีหญิงบริการหนึ่งล้านคน” “เด็กไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด” “คนจบอุดมศึกษาว่างงานเกินกว่าครึ่งหนึ่ง” ป้ายสินค้าระบุ “ไม่มีน้ำตาล” “ไม่มีไขมัน” ฯลฯ

          ข้อความเหล่านี้เราได้ยินกันอยู่เนือง ๆ คนไทยจำนวนมากเชื่อโดยไม่มีข้อสงสัย ไม่มีคำถาม ไม่ประเมินความเป็นไปได้ ไม่ค้นหาความจริง ฯลฯ เรามิได้ผิดปกติหรอกเพราะคนจำนวนมากในโลกก็มีสมองที่ขี้เกียจและไม่ถูกฝึกมาให้คิดวิเคราะห์เช่นกัน

          มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่เด็กไทยอ่านหนังสือกันปีละ 8 บรรทัด แค่อ่านป้าย สายรถเมล์ อ่านป้ายร้านค้า อ่านตัวหนังสือในเกมส์ที่เล่นออนไลน์ อ่านชื่อถุงอาหาร จั๊งฟูด ฯลฯ ก็เกินหลายเท่าตัวแล้ว ประเด็นอย่างนี้ถ้าคิดสักนิด ประเมินความเป็นจริง สักหน่อย และก็ไม่ต้องเอาไปอ้างต่อ ๆ ก็เป็นบุญของประเทศแล้ว

          ตัวเลขอุบัติเหตุทางถนนของ WHO ระบุจำนวนคนตายจากอุบัติเหตุทางถนนในปี 2013 (ปีล่าสุด) ว่าจีน 261,367 คน / อินเดีย 238,562 / อินโดนีเซีย 38,279 / ไทย 24,237

          เมื่อดูจำนวนคนตายจากอุบัติเหตุทางถนนต่อประชากร 100,000 คน ไทย 36.2 คน / ลิเบีย 73.4 / อิหร่าน 32.1 / จีน 18.8 / ไลบีเรีย 33.7 / มาเลเซีย 24 / ฟิลิปปินส์ 10.5 / เวียดนาม 24.5 / กลุ่มประเทศอาฟริกาอยู่ระหว่าง 20-30 ขึ้นไป ฯลฯ

          หากพิจารณาจำนวนคนตายจากอุบัติเหตุทางถนนต่อจำนวนรถยนต์ 100,000 คัน ก็พบว่าอาฟกานิสถาน 722.4 / แองโกลา 992 / บังคลาเทศ 1,020.6 / เบนิน8,177.2 / มาดากัสการ์ 2,963 / ไทย 74.6 / อูแกนดา 836.8 / แซมเบีย670.9 / โตโก 3,653.4 / โซมาเลีย 4,480.5 / ฟิลิปปินส์ 135 / เมียนมาร์ 250.8 ฯลฯ

          ถึงแม้ WHO พยายามจะให้ภาพของสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นบนถนน แต่ก็ไม่มีความหมายมากนัก ไม่ว่าจะเป็นจำนวนคนตาย (ประชากรยิ่งมาก ก็ยิ่งมีโอกาสตายมาก) ไม่ว่าจะเป็นจำนวนคนตายต่อประชากร หรือต่อจำนวนรถยนต์

          แม่ฮ่องสอนมีประชากรต่ำ มีจำนวนรถยนต์ไม่สูง มีถนนผ่านจังหวัดไม่ยาว จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่มีจำนวนคนตายน้อยกว่านครราชสีมาที่มีสูงกว่าทุกอย่าง การเอาตัวเลขจำนวนคนตายจากอุบัติเหตุมาเปรียบเทียบกันจึงเป็นเรื่องไร้สาระ อย่างดีถึงเอามาเทียบต่อจำนวนประชากรและจำนวนรถยนต์ก็ไม่ได้ให้ภาพชัดเจน เห็นได้ว่าสถิติตัวเลขคนตายต่อประชากรและรถยนต์ไม่ไปในทิศทางเดียวกันอย่างเด่นชัด

          ถ้าจะให้แม่นยำที่สุดว่าประเทศใดมีอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่น่ากลัวกว่ากันก็ต้องดูที่ตัวเลขจำนวนคนตายจากอุบัติเหตุทางถนนต่อหนึ่งกิโลเมตรของการเดินทาง ตัวเลขนี้จะบอกได้ชัดเพราะสะท้อนระยะทางที่เดินทางทั้งหมดว่ามีอัตราอุบัติเหตุถึงแก่ความตายมากน้อยเพียงใด แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในตารางนี้ของ WHO มีตัวเลขอยู่น้อยมาก ๆเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศเท่านั้นที่เก็บสถิติที่เชื่อถือได้ เมื่อเป็นดังนี้ก็อย่าเอาไปอ้างต่อ ๆ กันเลยว่าประเทศไทยนี้น่ากลัวที่สุดในโลกในด้านอุบัติเหตุทางถนน

          ผู้เขียนมิได้บอกว่าบ้านเราปลอดภัยบนถนน แต่กำลังบอกว่าเราต้องเอาความจริงมาพูดกัน การอ้างสถิติว่าเรามีอุบัติเหตุสูงที่สุดในโลก (ไม่จริงทั้งจำนวนรวม ต่อจำนวนประชากร หรือต่อจำนวนรถยนต์) เพื่อออกกฎเกณฑ์บังคับประชาชนเพื่อให้ถนนเราปลอดภัยขึ้นนั้นเป็นอย่างที่ฝรั่งว่าคือ wrong for the right reason กล่าวคือผิดในความเป็นจริง แต่นำไปใช้อ้างในเรื่องที่ถูก ผู้เขียน ๆเรื่องนี้ก็เพื่อให้เราเข้าใจความจริงของธรรมชาติตัวเลข เพื่อไม่ให้ถูกนำเอาไปใช้ในทางนโยบายที่ผิดพลาด โดยเฉพาะในการใช้งบประมาณเพราะทุกบาทของการใช้งบประมาณมีทางเลือกอื่นของการใช้เงินเสมอ

          ในเรื่องไทยมีหญิงบริการหนึ่งล้านคนนั้นเป็นเรื่องขบขันที่เป็นไปไม่ได้หากเหลือบดูตัวเลขสักนิด เรามีหญิงที่พอมีคนเรียกใช้บริการได้ (ระหว่างอายุ 15 ปี ถึง 35 ปี) ประมาณ 6 ล้านคน ถ้าบ้านเรามีหญิงบริการ 1 ล้านคนจริง ก็หมายความว่าหากหญิงไทยในวัยนี้เดินมา 6 คน จะเป็นหญิงบริการ 1 คน ท่านผู้อ่านตรองดูก็แล้วกันว่ามันเป็นตัวเลขที่เป็นไปได้หรือไม่

          เรื่องจบอุดมศึกษาแล้วว่างงานเกินกว่าครึ่งหนึ่งก็น่าพิจารณาเหมือนกัน ปีหนึ่งมีคนจบอุดมศึกษาประมาณ 300,000 คน ตัวเลขที่อ้างกันก็คือว่างงานเกินกว่าครึ่งหนึ่ง คือไม่ต่ำกว่า 150,000 คน และพูดกันมา 2-3 ปีแล้ว ถ้าตัวเลขนี้จริงคนจบปริญญาตรีคงจะว่างงานกันเกือบ 500,000 คน (ตัวเลขว่างงานทั้งประเทศตอนต้นปี 2017 คือ 4.5 แสนคน)กล่าวคือมีแต่คนว่างงานที่จบปริญญาตรีเท่านั้น หากเป็นเช่นนี้จริงป่านนี้คงมาประท้วงกันเต็มถนนแล้ว

          ที่น่าสงสัยก็คือคำจำกัดความว่า “ว่างงาน” ของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่มีคนเอาตัวเลขมาอ้างกัน ปัจจุบันรูปแบบการทำงานมันแตกต่างไป คนอยู่บ้านไม่ออกไปหางานแต่ทำงานออนไลน์ถือว่ามีงานทำหรือไม่ นอกจากนี้การทำงานฟรีแลนซ์ ด้านไอที ขายของออนไลน์ ฯลฯ ถือว่าว่างงานหรือไม่

          ผู้เขียนเดาว่ามีบัณฑิตจำนวนมากที่มีงานทำเพียงแต่ได้เงินเดือนประจำต่ำกว่าผู้ที่จบปริญญาตรีอีกส่วนหนึ่งที่ทำงานราชการหรือเอกชน(“ทำงานต่ำกว่าระดับ”) งานอื่นที่ทำกันได้แก่งานอิสระ เช่น ขายของ รับจ้างทำของ เป็นไกด์อิสระ ฯลฯ และอาจทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน

          อย่าเชื่อตัวเลขว่างงานมากนักเพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปไกลจนมีลักษณะงานที่ไม่ตรงกับคำจำกัดความว่า “ว่างงาน” ดั้งเดิม

          มีตัวเลขอีกประเภทหนึ่งที่พึงระวังบนป้ายสินค้า เช่นบอกว่า “ไม่มีน้ำตาล” “ไม่มีไขมัน” แต่เท็จจริงแล้วมีทั้งน้ำตาลและไขมัน เพียงแต่ทางการผู้อนุญาตให้เขียนป้ายเช่นนี้ในระดับสากลและไทยได้เป็นคนตระกูลศรีธนญชัย กล่าวคือเขามีคำจำกัดความตามกฎหมายว่าคำว่า “ไม่มี” คือ “มีเพียงแต่ต่ำกว่าร้อยละ 5 หรือร้อยละ 10 หรืออื่น ๆ “ ป้ายระบุข้อเท็จจริง (facts) ตาม คำจำกัดความแต่ไม่ได้บอกความจริง (truth) เท่านั้นเอง เป็นหน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องขวนขวยหาความรู้เอาเอง เพราะท่านเป็นคนบริโภค เราเป็นผู้ขาย (ท่านตายเราไม่ตายด้วย)

          อย่าไว้ใจตัวเลขหรือสถิติโดยไม่ไตร่ตรองเพราะมีทั้งผู้ตั้งใจและไม่ตั้งใจหลอกเรา เราจะได้ความจริงก็ต่อเมื่อได้บีบคั้นสมองเราให้ออกแรงเท่านั้น
 

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 693518 ครั้ง