วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ > “ยาเฉพาะตัว” ในอนาคต

วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
30 มกราคม 2561 

          “คุณเคยแพ้ยาเพนิซิลินหรือไม่” “เคยแพ้ยาอื่น ๆ หรือไม่” “ทำไมคนสองคนเป็นโรคเดียวกัน กินยาตัวเดียวกัน ขนาดเท่ากัน แต่คนเดียวเท่านั้นที่ยาได้ผล” คำพูดนี้มีนัยว่ายามีผลต่อคนแตกต่างกัน แพทย์สังเกตเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มานานแล้ว จึงทำให้เกิดการค้นคว้าวิจัยและในอนาคตจะนำไปสู่การใช้ยาเฉพาะคน (personalized medicine) ซึ่งก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษามากที่สุด

          สาขาการแพทย์และเภสัชวิทยาที่มีชื่อว่า pharmacogenomics (ซึ่งมาจาก pharmaco + genomicsหรือเภสัช + พันธุกรรม) เกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางในทศวรรษของปี 1950 กว่าจะมีบทความตีพิมพ์ที่มาจากงานวิจัยก็ประมาณปี 1961 มีรายงานแรกในปี 1956 ว่ามีคนไข้จำนวนไม่น้อยเป็นอัมพาตหรือถึงแก่ชีวิตหลังจากฉีดยา succinylcholine ระหว่างวางยาสลบ จึงทำให้เกิดความสงสัยว่าคนไข้ที่ประสบเหตุเหล่านี้อาจมียีนส์ที่แตกต่างจากคนอื่น

          ยีนส์ (gene) ที่ว่านี้อยู่ในแต่ละเซลล์ของสิ่งมีชีวิต เปรียบเสมือนกับคำสั่งให้ร่างกายทำงาน สำหรับมนุษย์นั้นมีโครโมโซมอยู่ 23 ตัว (2 คู่รวม 46 ตัว) DNA คือการประกอบกันขึ้นของโครโมโซม เป็นเส้นยาวมองไม่เห็นด้วยตามเปล่า ประมาณ 1.3 เมตร บรรจุ 3,000 ล้าน “คำสั่ง” ซึ่งมาจากยีนส์จำนวนประมาณ 19,000-20,000 ซึ่งอยู่ในโครโมโซมเหล่านี้เพื่อให้ร่างกายมนุษย์ทุกส่วนทำงานผ่านการหลั่งของสารต่าง ๆ ในร่างกาย

          DNA จึงเปรียบเสมือน “ตำรากับข้าว” ของชีวิตโดยอยู่ในแต่ละเซลล์ ฃึ่งมียีนส์เป็นผู้ออกคำสั่ง มนุษย์มีร้อยละ 99.5 ของ 3,000 ล้านข้อมูล (เรียกว่า genomes ซึ่งคือ genetic information หรือข้อมูลด้านพันธุกรรม) ที่เหมือนกัน ส่วนที่แตกต่างกันเพียงร้อยละ 0.5 ก็ทำให้แต่ละคนมีความสามารถในการตอบรับต่อยาได้แตกต่างกันมากมายเพราะหมายถึงนับล้าน ๆ ของข้อแตกต่างระหว่าง DNA ของคน 2 คน

          ในปี 2000 มนุษย์ประสบผลสำเร็จในการทำแผนที่ DNA กล่าวคือในความยาว 1.3 เมตรของDNA สามารถระบุได้พอประมาณว่าตรงยีนส์ตัวใดของโครโมโซมตัวใดที่มีหน้าที่สั่งให้มีการหลั่งของสารใดเพื่อให้ร่างกายส่วนใดทำงาน

          ปัจจุบันสามารถรู้ได้มากพอควรจากแผนที่ DNA ของแต่ละคนว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคทางพันธุกรรมใดเมื่อมนุษย์สามารถสร้างแผนที่ DNA ขึ้นได้สำเร็จ

          ท่านผู้อ่านคงจำเรื่องราวของดาราภาพยนตร์ชื่อดัง Angelina Jolie ตัดสินใจตัดนมและมดลูกทิ้งเพราะญาติใกล้ชิดหลายคนเป็นมะเร็งที่สองอวัยวะนี้ หลังจากดูแผนที่ DNA แล้วก็เห็นว่ามีโอกาสที่จะเป็น เธอจึงตัดสินใจตัดทิ้งเสียเลยก่อนหน้าที่ยีนส์ที่ไม่สมบูรณ์จะ “ก๊ง” และสั่งคำสั่งที่ ผิด ๆ ออกมาจนมีก้อนเนื้อเติบโตขึ้นเร็วผิดปกติซึ่งก็คือโรคมะเร็ง

          การแตกต่างของยีนส์ระหว่างบุคคล ทำให้ปฏิกิริยาที่มีต่อยาแตกต่างกันออกไป บางคนยาได้ผล ไม่ได้ผล หรือได้ผลแต่มีผลข้างเคียงสูง หรือมีแต่ผลข้างเคียงอย่างเดียว เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเมื่อร่างกายรับยาเข้าไป มันก็จะผ่านกระบวนการย่อยสลายและดูดซึมโดยร่างกาย (metabolized) ยาจะผ่านกระบวนการนี้อย่างไรและร่างกายมีปฏิกิริยาต่อมันอย่างไร สิ่งที่เป็นตัวกำหนดส่วนหนึ่งก็คือยีนส์ของเรา กล่าวคือยีนส์เหล่านี้มีผลต่อ “เครื่องจักร” ซึ่งรับผิดชอบกระบวนการดังกล่าว

          การเข้าใจว่ายีนส์ที่แตกต่างกันมีผลอย่างไรต่อกระบวนการดูดซับ สามารถช่วยให้แพทย์ตัดสินใจได้แม่นยำว่าควรให้ยาตัวใด ด้วยขนาดเท่าใด จึงจะเป็นผลดีที่สุดแก่คนไข้ ดังนั้น pharmacogenomics

          จึงเป็นศาสตร์ที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาข้อมูลที่ออกมาจากยีนส์ของแต่ละคนเพื่อให้บอกได้ว่าปัจจัยพันธุกรรมใดซึ่งมีอิทธิพลต่อปฏิกิริยาที่มีต่อยา

          พูดง่าย ๆ ก็คือต้องการค้นให้พบยีนส์ของแต่ละคนที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อยา ตัวหนึ่ง ถ้าหายีนส์ตัวที่เกี่ยวพันกับการตอบรับยาตัวนี้ได้ แพทย์ก็จะพยากรณ์ได้ว่าคนไข้จะมีปฏิกิริยาต่อยาตัวนี้อย่างไร และควรให้ด้วยประมาณเท่าใด

          สิ่งที่นักวิจัยเหล่านี้ต้องการก็คือการพัฒนาบททดสอบยีนส์ (genetic tests) ของแต่ละคนที่มีปฏิกิริยาต่อยาแต่ละตัว หรือแต่ละครอบครัวชุดตัวยาเพื่อที่จะได้รู้ว่าควรใช้ยาใดที่เกิดผลดีที่สุดแก่คนไข้ มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด และนี่คือการผลิตยาเฉพาะขึ้นมาของแต่ละคน (personalized medicine) ในการรักษาโรคหนึ่ง ๆ

          ทิศทางของการผลิตยาเช่นนี้ในอนาคตจะทำให้เกิดการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพที่สุด ตัวอย่างเช่นการรักษาโรคมะเร็งบางชนิดมีราคาแพงมาก แต่อาจได้ผลเฉพาะคนที่มียีสน์บางลักษณะเท่านั้น คนไข้ที่มียีนส์ลักษณะอื่นก็จะไม่ตอบรับกับยาตัวนี้ ดังนั้นจึงเป็นการสูญเสียเปล่า และเป็นการรักษาที่ไม่ได้ผลอีกด้วย หากมีความเข้าใจโรคอย่างถ่องแท้และมีการรักษาพยาบาลผ่านpharmacogenomics ทรัพยากรก็จะได้ถูกใช้ไปเต็มที่ในการรักษาที่ถูกทางซึ่งจะทำให้เกิดผลดีแก่คนไข้มากกว่า

          Pharmacogenomics ก้าวหน้าไปมากในปัจจุบัน แต่ก็ยังมีหนทางอีกยาวไกลในอนาคต ยิ่งรู้มากขึ้นก็ยิ่งเห็นว่ามนุษย์ได้ใช้วิธี “ตัดเสื้อตัวเดียวให้คนทุกคนใส่” มานาน เสื้อบางตัวก็เล็กไปแต่ถูกบังคับให้ใส่จนหายใจไม่ออก และเสียชีวิต บางตัวก็พอใส่ได้ให้ความอบอุ่นและ ความงาม บางตัวก็ใหญ่เกินไปจนหลอม แต่ก็พอถูไถไปได้ถึงแม้จะซื้อมาด้วยราคาแพงมาก ก็ตาม แต่ถ้าแม้นหาผ้าหนาวมาห่มก็จะไม่หนาวและแถมใส่สบาย สวยงาม และถูกกว่ามากด้วย

          การจะรู้ว่าตัวคนใส่มีร่างกายขนาดใด มีรสนิยมอย่างไร ก่อนที่จะตัดเสื้อให้ด้วยชนิดของผ้าหนาหรือบางเพียงใด จึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะจะได้ใส่สบายและถูกใจคนใส่ ทั้งหมดนี้ไม่หนีงานวิจัยอันยาวนานในการศึกษายีนส์และปฏิกิริยาที่มีต่อยาชนิดต่าง ๆ ของแต่ละบุคคล

          มีกรณีที่เกิดขึ้นจริงกับแม่ที่คลอดลูกด้วยวิธีผ่าท้อง แพทย์ให้ยามาตรฐานคือ codeine เพื่อลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัดเหมือนกรณีทั่วไป หลังจากนั้นเธอวิงเวียนศีรษะ อาเจียร และเห็นว่าลูกที่กินนมเธอดูหงอย ๆ และไม่ค่อยกินนม แพทย์จึงสั่งให้หยุดยา ตัวนี้ อาการก็กลับมาเป็นปกติ แพทย์ลงความเห็นว่าถ้าแม้นให้เธอผ่านบททดสอบยีนส์ก่อนรับยาก็จะพบว่าเธอมียีนส์ซึ่งมีชื่อว่า CYP2D6 ซ้อนกันสองตัวจนทำให้เธออยู่ในกลุ่มของผู้มีการดูดซึมยาเข้าสู่ระบบร่างกายอย่างรวดเร็ว ซึ่งอธิบายการแพ้ยา codeine ที่มีรากมาจากฝิ่นโดยใช้เพื่อระงับความปวด

          personalized medicine คือยาในอนาคตซึ่งกำลังก่อตัวอย่างรวดเร็วโดยในขั้นแรกอาจเป็นยาเฉพาะพันธุกรรมของเชื้อชาติ เพศ หรือเผ่าพันธุ์ ซึ่งตีวงลงมาเล็กกว่าการให้ยาตัวเดียวกันสำหรับอาการป่วยเดียวกันสำหรับทุกคนดังเช่นในปัจจุบัน

          อย่าเสียใจที่เกิดมาเร็วเกินไป ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของการพัฒนา ครั้งต่อไปพยายามเลือกเกิดให้ถูกยุคสมัยก็แล้วกันจะได้มียาที่รักษาเฉพาะตัวได้อย่างชะงัด
 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 736201 ครั้ง