วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



สิ่งละอันพันละน้อย 2561 > ศิลปะของการมีความสุข

จากหนังสือสิ่งละอันพันละน้อย 2561
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

          องค์ดาไลลามะเป็นปราชญ์ผู้ที่โลกยกย่องทั้งในเรื่องวัตรปฏิบัติอันงดงามและการถ่ายทอดคำสอนของพระพุทธเจ้า หนังสือเล่มหนึ่งในหลายสิบเล่มที่ทรงเขียนและเผยแพร่ให้ชาวโลกรู้จักพระพุทธศาสนา คือ The Art of Happiness (1998) ฃึ่งเป็นที่รู้จักและนิยมอ่านกันอย่างกว้างขวาง หนังสือเล่มนี้ติดอันดับยอดขายสูงสุดของ The New York Times เป็นเวลา 97 อาทิตย์ต่อเนื่องกัน

          ถึงแม้ว่าคนในโลกตะวันตกจะมีมาตรฐานการครองชีพสูง แต่คนจำนวนไม่น้อยไม่มีความสุข เกิดปัญหาความรุนแรง ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสุขภาพจิต ฯลฯ หนังสือเล่มนี้ได้ให้แนวคิดที่น่าสนใจ แม้แต่พวกเราที่เป็นชาวพุทธที่รู้เรื่องเหล่านี้ดีอยู่แล้วเองก็เถอะ

          ท่านทรงบอกว่าในขั้นพื้นฐานความสุขที่ยั่งยืนมิได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเฉพาะในเวลาสั้น ๆ เท่านั้นที่คนอาจมีความสุขจากการได้บริโภคมากขึ้นหรือได้รับบริการจากสินค้าที่สร้างความสะดวกสบาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะกลับไปมีความสุขในระดับปกติที่ตนเองคุ้นเคย ตัวอย่างเช่นถูกล็อตเตอรี่ ความสุขจะพุ่งขึ้นในเวลาอันสั้นและกลับไปสู่ระดับปกติ ทั้งหมดนี้มิใช่ความสุขที่ยั่งยืน

          ความสุขที่ยั่งยืนเกิดจากปัจจัยภายในซึ่งได้แก่สภาพจิตใจ การฝึกหัดจิตให้เป็นไปในทางบวกจะทำให้บรรลุถึงสภาพจิตใจที่พึงปรารถนา มีอยู่ 3 ลักษณะอันจะอำนวยให้เกิดความสุขที่ยั่งยืนดังต่อไปนี้ ลักษณะแรกคือการเห็นอกเห็นใจอย่างมีความเมตตากรุณา (compassion) ซึ่งหมายถึงสภาพจิตใจอันไม่มีความก้าวร้าว กล่าวคือ มีสภาพจิตที่ต้องการให้ผู้อื่นหลุดพ้นจากความทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ศัตรู หรือแม้แต่สัตว์

          ลักษณะที่สองคือการใส่ใจในเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง ซึ่งหมายถึงการแสวงหาความหมายของชีวิต (spirituality) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของการนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เนื่องจากทุกศาสนาต้องการให้ผู้นับถือมีความสุข แต่ความจริงของชีวิตก็คือทุกคนไม่ว่าจะเชื่อในพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม สามารถกระทำความดี มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างมีความเมตตากรุณา และดูแลสนใจห่วงใยผู้อื่นซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของชีวิตที่มีความหมายได้ด้วยกันทั้งนั้น เมื่อลงมือกระทำก็จะทำให้เราเย็นลง มีความสุขและความสงบในชีวิตมากขึ้นอย่างแน่นอน

          ลักษณะที่สามต้องมีจิตใจที่อ่อนปรับตัวได้ (supple mind) ความทุกข์เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ทุกคนต้องประสบเพราะเป็นธรรมชาติของชีวิต คนเอเชียยากจนจนใกล้ชิดกับความทุกข์มากกว่าคนในโลกตะวันตกซึ่งถึงแม้จะมองว่าความทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่มักมองว่าตนเองเป็นเหยื่อของสิ่งเลวร้ายที่มองไม่เห็น แต่ความจริงก็คือความทุกข์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (ตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือความแก่และความตาย) ถ้ามองหาสิ่งที่จะโทษเมื่อเกิดความทุกข์ และมองว่าเป็นสิ่งผิดธรรมชาติและไม่เป็นธรรม เราก็จะหาความสุขไม่ได้ อย่างไรก็ดีหากมีจิตที่อ่อนปรับตัวได้ก็จะสามารถมองโลกในลักษณะอื่นได้ ความสุขก็จะมีมากขึ้น

          การมีสภาพจิตใจที่ตระหนักว่าความทุกข์เป็นธรรมชาติจะทำให้เราสามารถเผชิญกับมันและวิเคราะห์หาสาเหตุได้ (เช่นตนเองอาจเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุก็ได้) จนทำให้เรามีชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น

          สิ่งที่ท่านดาไลลามะทรงเน้นก็คือ การมีสภาพจิตที่เป็นบวกและหลีกเลี่ยงการคิดในทางลบเสมอ เช่นการมีความโกรธและความกลัว เพราะสองสิ่งนี้จะเป็นอุปสรรคสู่การมีความสุขในชีวิต การมีสภาพจิตทางบวก (เช่น ความรัก ความเห็นอกเห็นใจอย่างมีเมตตากรุณา ความอดกลั้น และความมีใจคอที่กว้างขวาง) เปรียบเสมือนยาที่จะไปกำจัดทัศนคติ ความรู้สึก และพฤติกรรมซึ่งเป็นอันตราย

          การจะมีสภาพจิตดังกล่าวได้มิได้เกิดขึ้นข้ามวันข้ามคืน หากเปลี่ยนแปลงทีละเล็กน้อยจากการฝึกฝนปฏิบัติทางจิตอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญก็คือหากต้องการมีชีวิตที่มีความสุขมากขึ้นต้องตั้งใจอย่างมุ่งมั่นและลงมือปฏิบัติ

          บุคคลผู้ปรารถนาความสุขที่ยั่งยืนต้องเข้าใจว่าความสุขเกิดจากข้างในมิใช่มาจากปัจจัยภายนอก ความโกรธและความเกลียดชังเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการมีความสุขเพราะมันบั่นทอนความสงบแห่งจิตใจ อีกทั้งทำลายวิจารณญาณของเราเเละมักนำไปสู่การกระทำที่ทำให้สถานการณ์เลวลง และทำให้ยิ่งโกรธยิ่งขึ้น

          กล่าวโดยสรุปก็คือการคิดในเชิงบวกโดยมีความเห็นอกเห็นใจอย่างมีความเมตตากรุณา การสนใจในเรื่องการแสวงหาความหมายของชีวิต และการมีจิตใจที่อ่อนปรับตัวได้ โดยมีความมุ่งมั่นที่จะฝึกปฏิบัติจิตก็จะทำให้มีชีวิตที่มีความสุข
อย่างยั่งยืน

I do not regret the things I have done,
I regret the things I did not do when I had the chance.

ผมไม่เสียใจกับสิ่งที่ผมได้ทำไป
แต่ผมเสียใจกับสิ่งที่ผมไม่ได้ทำในตอนที่ผมมีโอกาส

 

 ...........................................................................

ข้อเขียนในสิ่งละอันพันละน้อย 2561

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 694072 ครั้ง