วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



สิ่งละอันพันละน้อย 2561 > เข้าใจตนเองเพื่อการตัดสินใจ

จากหนังสือสิ่งละอันพันละน้อย 2561
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

          มนุษย์ทั่วไปมักคิดว่าตนเองเป็นคนมีตรรกะ มีเหตุมีผล มีสติปัญญา มีประสบการณ์ และมีคุณธรรมพอที่จะตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ ได้อย่างถูกต้องเราไม่อาจตำหนิการคิดเช่นนี้ได้ เพียงแต่ว่ามีงานศึกษาด้านจิตวิทยาที่พบว่าบ่อยครั้งที่มนุษย์โดยทั่วไปเข้าใจตนเองอย่างผิด ๆ หรือหลอกลวงตัวเอง อีกทั้งความคิดก็ขาดเหตุขาดผล การเข้าใจข้อบกพร่องของตนเองเช่นนี้จะช่วยให้ดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นและเป็นผู้บริหารที่ผิดพลาดน้อยลง

          ประการแรก มนุษย์ชอบที่จะตีความเพื่อให้เห็นรูปแบบหรือแบบแผนจากสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีแบบแผน (random) ที่อยู่รอบตัวเอง พวกเล่นหวยเป็นคนประเภทนี้ ฝันอะไรก็ออกมาเป็นตัวเลขหมด (หากออกมาถูก ความฝันเรื่องนั้นก็เป็นสิ่งวิเศษไป) นอกจากนี้บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระก็มีการเอามาโยงใยกันเป็นเรื่องราวขึ้น (เห็นรถถังเคลื่อนที่ก็ทึกทักว่าจะมีปฏิวัติ) เห็นดาวตกก็เป็นเรื่องใหญ่ เห็นตัวเงินตัวทองเป็นสิ่งบอกลางไม่ดี ฯลฯ

          การเกิดขึ้นอย่างไม่มีแบบแผนของเหตุการณ์อาจสื่อความเป็นรูปแบบหรือแบบแผนได้แต่ต้องใช้วิชาการโดยเฉพาะทางสถิติ แต่ไม่ใช่ใช้การสังเกตหรือความเชื่อความศรัทธา ความจริงข้อนี้เป็นข้อมูลที่สำคัญยิ่งสำหรับการตัดสินใจ

          ประการที่สอง ถ้าถามใครสักคนว่าชอบเพลงหรือภาพยนตร์เรื่องใดเป็นพิเศษและขอคำอธิบายด้วยว่าเพราะเหตุใด ถึงแม้จะเป็นคำถามที่ยากแต่ทุกคนจะพยายามให้คำตอบซึ่งส่วนใหญ่แล้วคำอธิบายนั้นจะเป็นสิ่งที่เพิ่งแต่งขึ้นมา งานวิจัยพบว่าเมื่อเราพยายามอธิบายอารมณ์และความรู้สึกของเรา เรามัก “แต่งเรื่อง” โดยหาเหตุผลอธิบายความรู้สึกและการตัดสินใจว่าเหตุใดเราจึงชอบ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมนุษย์มักจำความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นได้แต่ละเลยการจำรายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้น

          เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นสมองเราจะบันทึกจดจำความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษโดยมองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่นใครที่พูดอะไรที่ถูกใจเราหรือไม่ เราจะจำความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นได้และมักเอาไปผูกพันกับตัวคนที่พูดจนเรามีความรู้สึกนั้น ๆ กับตัวคนพูดไปด้วยโดยจำไม่ได้ชัด ๆ ว่าเขาพูดว่าอะไร

          เราอาจเคยได้ยินบางคนเล่าเรื่องในอดีตสองสามครั้งที่ขัดแย้งกันราวกับเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แท้จริงแล้วมันเป็นธรรมชาติเพราะไม่มีใครจำสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้ครบถ้วน เราจะจำได้เป็นส่วน ๆ และเมื่อต้องมานึกทบทวน สมองก็จะทำหน้าที่เพิ่มรายละเอียดให้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นอย่างไม่ตั้งใจเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของความทรงจำ ความจริงข้อนี้สำคัญมากสำหรับพนักงานสอบสวนเพราะ พยาน จำเลย หรือแม้แต่โจทก์ มิได้ตั้งใจให้การเท็จแต่การให้การขัดกันนั้นอาจเกิดขึ้นเพราะสมอง “แต่งเรื่อง” เพื่อเชื่อมต่อสิ่งที่จำได้เป็นส่วน ๆ อย่างไม่ตรงกันในคำให้การที่ต่างเวลากัน อุทาหรณ์ในเรื่องนี้ก็คือเราไม่ควรไว้ใจความจำของเรามากเกินไป เพราะมันอาจทำให้เราหลอกลวงตัวเราเองได้อย่างไม่ตั้งใจ

          ประการที่สาม มีความเป็นไปได้สูงที่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าความเห็นของตนเองนั้นเกิดขึ้นจากประสบการณ์อันยาวนานและจากการวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผลแต่ความจริงที่พบจากงานศึกษาก็คือความเห็นเรานั้นถูกกำหนดขึ้นมานานแล้ว มิได้เกิดขึ้นใหม่จากข้อมูลและการคิดวิเคราะห์ใหม่เนื่องจากเราให้ความสนใจแต่เฉพาะสารสนเทศซึ่งยืนยันสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว พูดสั้น ๆ ก็คือมนุษย์ทั่วไปมีลักษณะที่เรียกว่า confirmation biased กล่าวคือเอนเอียงไปทางรับฟังสิ่งที่ยืนยันความเห็นเดิม

          งานวิจัยพบว่าบุคคลมักใช้เวลาในการอ่านข้อเขียนที่ตรงกับความเห็นที่มีอยู่แล้วของตนมากกว่าความเห็นอื่น ๆ โดยเฉพาะที่ตรงข้ามกับความเห็นของตนพดู ง่าย ๆ ก็คือเรามองหาคำยืนยันมากกว่าข้อมูลหรือสารสนเทศ แม่แต่ความทรงจำของเราก็เหมือนกัน เรามักชอบย้อนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์ซึ่งสนับสนุนความเชื่อของเราและลืมเหตุการณ์อื่นที่ขัดแย้งมันเสียสิ้น

          ถ้าเราไม่ตระหนักถึงความเอนเอียงนี้โดยธรรมชาติของเราแล้ว เราอาจตกลงไปอยู่ในกับดักของคิดเดิม ๆ ที่อาจผิดพลาดและไม่มีอะไรใหม่ได้ ลองนึกดูว่าท่านอยู่ในไลน์กรุ๊ปของกลุ่มเพื่อนที่มีความเชื่อและความคิดแบบเดียวกับท่านหรือไม่ ไม่ชอบอ่านหรือรับฟังหรือคิดอะไรที่ต่างออกไปจากที่กลุ่มของท่านเชื่อถือหรือศรัทธาหรือไม่

          ประการที่สี่ หากมนุษย์ไม่มีความเชื่อมั่นในความสำคัญของตนเอง (self-esteem) แล้ว คงดำเนินชีวิตในแต่ละวันได้ด้วยความยากลำบาก ดังนั้นมนุษย์จึงมักบ่มเพาะมันในทุกโอกาส

          กลยุทธ์แรกที่มนุษย์ทั่วไปชอบใช้ในการรักษาไว้ซึ่ง self-esteem ก็คือการรู้สึกในใจว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นมาจากเราคนเดียว และโทษความล้มเหลวว่ามาจากปัจจัยภายนอก กลยุทธ์ที่สองก็คือให้ความสนใจอบ่างใกล้ชิดแก่ความสำเร็จของตนเองและความล้มเหลวของคนอื่น ทั้งนี้เพื่อเอามาเพิ่มพูน self-esteem ของตนเอง งานศึกษาพบว่าโดยเฉลี่ยคนจำนวนมากคิดว่าตนเองทำงาน เก่งกว่า มีจริยธรรมอันสูงส่งกว่า และฉลาดกว่าเพื่อนร่วมงาน

          ในการรักษา self-esteem ของตนเอง มนุษย์ชอบใช้กลยุทธ์ที่สามซึ่งมีชื่อเรียกว่า “self-handicapping” กล่าวคือมีข้อแก้ตัวไว้ล่วงหน้าสำหรับความล้มเหลวที่จินตนาการว่าอาจเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกเลวร้ายเกี่ยวกับตนเองเมื่อความล้มเหลวนั้นเกิดขึ้นจริง

          ข้อสรุปนี้ได้การยืนยันจากการทดลองในห้องแล็บ อาสาสมัครต้องทำข้อสอบที่ยากมาก แต่หลังการสอบแล้วก็มีคำประกาศว่าทุกคนจะได้คะแนนเต็มไม่ว่าทำข้อสอบได้ดีหรือไม่ก็ตาม หลังจากนั้นก็มีข้อเสนอให้เลือกกินยาที่จะทำให้เพิ่มหรือลดความสามารถในการทำข้อสอบครั้งต่อไป ผลปรากฏว่าคนส่วนใหญ่เลือกยาที่ลดความสามารถซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ต้องการปกป้อง self-esteem ซึ่งเพิ่งได้รับเพิ่มมาด้วยการสร้างสถานการณ์ล่วงหน้า (ได้กินยาลดความสามารถไป) เพื่อใช้เป็นข้อแก้ตัวในอนาคตหากทำสอบไม่ได้ดี

          มนุษย์ส่วนใหญ่มิได้มีเหตุมีผลและไม่ได้มีลักษณะบางอย่างดังที่ตนเองเข้าใจการเข้าใจประเด็นข้อจำกัดเหล่านี้จะช่วยให้เกิดความตระหนักในการตัดสินใจอย่างรอบคอบและระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

          มนุษย์เกือบทุกคนเป็นเช่นนี้ ถ้าท่านต้องการเป็นข้อยกเว้นก็ต้องฝึกฝนคัดค้านธรรมชาติ ถ้าท่านเพียงประกาศยืนยันว่าตนเองคือข้อยกเว้นอย่างหนักแน่นท่านก็คือหลักฐานสนับสนุนสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด

Live is short, live it.
Love is rare, grab it.
Anger is bad, dump it.
Fear is awful, face it.
Memories are sweet, cherish it.

ชีวิตมันสั้นเพราะฉะนั้นจงใช้มัน
ความรักเป็นสิ่งหายากดังนั้นจึงคว้าไว้
ความโกรธเป็นสิ่งไม่ดีดังนั้นจึงโยนทิ้งไป
ความกลัวนั้นน่าสะพรึงกลัวฉะนั้นจงเผชิญหน้า
ความทรงจำนั้นหวานชื่นดังนั้นจงดื่มด่ำชื่นชมมัน

Being happy does not mean everything is perfect,
it means that you have decided to look beyond the imperfections.

การมีความสุขุมมิได้หมายถึงทุกสิ่งสมบูรณ์แบบ หากหมายถึงว่า
คุณได้ตัดสินใจแล้วที่จะมองเกินไปกว่าความไม่สมบูรณ์แบบนั้น

“The more I see of men, the better I like my dog”
Frederick II; (กษัตริย์แห่งปรัสเซีย ค.ศ.1740-1786)
ยิ่งรู้จักมนุษย์มากเท่าใด ฉันก็ยิ่งชอบหมาของฉันมากขึ้นเพียงนั้น

You can’t live a perfect day without doing something for
someone who will never be able to repay you.

John Wooden (โค้ชบาสเกตบอลผู้ยิ่งใหญ่ของ UCLA ค.ศ.1910-2010)
คุณจะไม่มีวันที่สมบูรณ์แม้สักวันในชีวิต
ถ้ามิได้ทำอะไรให้ใครสักคนที่จะไม่สามารถตอบแทนคุณได้เลย

 

 ...........................................................................

ข้อเขียนในสิ่งละอันพันละน้อย 2561

 

จำนวนการเยี่ยมชม 709283 ครั้ง