วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



สิ่งละอันพันละน้อย 2561 > มนุษย์ผงาดขึ้นในโลกได้อย่างไร

จากหนังสือสิ่งละอันพันละน้อย 2561
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

          หนุ่มวัยปลาย 30 ปีคนหนึ่งโด่งดังทั่วโลกข้ามคืนจากการเขียนหนังสือประวัติศาสตร์มนุษยชาติเล่มแรกของเขาในปี 2011 (แปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 2014) เนื่องจากผู้สนับสนุนว่าเป็นหนังสือชั้นยอดที่ชาวโลกไม่ควรพลาด คือ อดีตประธานาธิบดี Obama / Bill Gates / Mark Zuckerberg ฯลฯ หนังสือขายได้กว่า 5 ล้านเล่ม และแปลออกมาแล้วกว่า 50 ภาษา ที่น่าสนใจก็คือผู้เขียนบอกว่า เขาเขียนได้เช่นนี้ก็เพราะการนั่งวิปัสสนาวันละ 2 ชั่วโมง และลาไป “ปฏิบัติธรรม” ไม่ต่ำกว่าปีละ 30 วัน ถึงแม้เขาจะเป็นยิว สัญชาติอิสราเอลก็ตามที

          Yuval Noah Harari คือชื่อของเขา และหนังสือเล่มนี้คือ Sapiens : A Brief History of Humankind เล่มที่สองที่ออกตามมาคือ Homo Deus : A Brief History of Tomorrow ตีพิมพ์เป็นภาษา Hebrew ในปี 2015 (แปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 2016) ทำให้เขาเป็นซีเล็บในการเป็นนักประวัติศาสตร์ไปเลย

          หนังสือ Sapiens อธิบายว่าอะไรที่ทำให้ Homo sapiens หรือมนุษย์เราเป็นเผ่าพันธุ์ที่ประสบความสำเร็จบนโลกใบนี้ทั้งที่ก่อนหน้า 70,000 ปีก่อน บรรพบุรุษของเราเป็นสัตว์ที่แทบไม่มีผลกระทบต่อสิ่งใดเลย อาศัยอยู่ในมุมของทวีปอาฟริกา แต่ในช่วงเวลา 70,000 ปีหลังที่ผ่านมา Homo sapiens ได้กระจายไปทวีปอื่น ๆ และครองโลกใบนี้ในที่สุด

          เพื่อให้เห็นภาพกว้างก็ขอไล่ตัวเลขที่นำมาจากหนังสือเล่มนี้ ดังนี้ (1) เมื่อ 4,500 ล้านปีก่อนมีโลกใบนี้เกิดขึ้น (2) 6 ล้านปีก่อนเผ่าพันธุ์มนุษย์กับลิงชิมแปนซีแยกขาดจากกัน (3) 2.5 ล้านปีก่อนได้เกิดการพัฒนา genus (สกุล) Homo คือกลุ่มที่มีลักษณะและหน้าตาคล้ายมนุษย์ (Homo sapiens) ในอาฟริกาและต่อมาใน Eurasia / ตะวันออกกลาง (4) Homo sapiens ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ของเราเริ่มปรากฏตัวเมื่อ 150,000-200,000 ปีก่อนในอาฟริกาและมีหน้าตาร่างกายเหมือนมนุษย์ปัจจุบัน

          สกุล Homo มีด้วยกันหลายเผ่าพันธุ์ เช่น Homo rudolfensis / Homo soloensis / Homo floresiensis / Homo erectus / Homo neanderthalensis / Homo sapiens ฯลฯ อย่างไรก็ดีสกุลนี้สูญพันธุ์ไปจนหมดเหลือแต่เผ่าพันธุ์ของเรานี้แหละ

          Neanderthals สูญพันธุ์เมื่อ 30,000 ปีก่อน และสุดท้าย คือ Homo floresiensis เมื่อ 13,000 ปีก่อน และเมื่อ 12,000 ปีก่อน Homo sapiens ก็เริ่มรู้จักเอาพืชและสัตว์ป่ามาใช้งาน จุดเปลี่ยนของการครองโลกก็เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง

          Harari มีคำตอบให้ว่าอะไรที่ทำให้มนุษย์พวกเราจึงผงาดขึ้นมาในโลก โดยมาทีหลังแต่แซงสิ่งมีชีวิตทั้งหมดตั้งแต่สัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ และเอาชนะลูกพี่ลูกน้องของเราสกุล Homo ไปสิ้น

          มาดูประวัติของ Yuval Noah Harari สักหน่อย เขาเรียนจบปริญญาตรีจาก Hebrew University of Jerusalem และจบปริญญาเอกด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Oxford เมื่ออายุ 26 ปี ขณะเรียนปริญญาเอกเขาได้พบสิ่งซึ่งแปรเปลี่ยนชีวิตเขาอย่างลึกซึ้ง นั่นก็คือการนั่งวิปัสสนาโดยเป็นศิษย์ของท่านโกเอ็นกา (S.N.Goenka อาจารย์ใหญ่ทางวิปัสสนาชาวพม่า เชื้อสายอินเดีย ผู้มีชื่อเสียงที่มีลูกศิษย์มากมายทั่วโลก ในไทยก็มีจำนวนมาก ท่านเพิ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2013 อายุได้ 89 ปี) Harari นั่งวิปัสสนาทุกวัน ก่อนทำงานหนึ่งชั่วโมงและหลังทำงานหนึ่งชั่วโมงเป็นเวลา 15 ปีมาแล้ว เขาบอกว่าการนั่งสมาธิคือหนทางไปสู่การทำงานวิจัยที่ได้ผลของเขา

          Harari เป็น vegan (ไม่กินเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ของสัตว์ทั้งมวลไม่ว่าไข่ไก่ นม เนย) เช่นเดียวกับสามี (เขียนไม่ผิดครับ) ของเขาซึ่งพบกันเมื่อปี 2002 ซึ่งเป็น vegan เหมือนกัน ทั้งสองพักอาศัยอยู่ใน moshav (ชุมชนสหกรณ์การเกษตรที่เป็นฟาร์ม) ใกล้กรุงเยรูซาเล็ม ปัจจุบัน Harari เป็นอาจารย์อยู่ที่ Hebrew University of Jerusalem

          คำตอบที่ Harari พบว่าเหตุใด Homo sapiens จึงผงาดขึ้นมาก็คือเราเป็นสัตว์ประเภทเดียวในโลกซึ่งสามารถเชื่อในสิ่งซึ่งอยู่ในจินตนาการของเรา เช่น พระเจ้ามีจริง / เชื่อเรื่องความเป็นรัฐ / สิทธิมนุษยชน ฯลฯ ตลอดจน “นิยาย” ที่ช่วยกันแต่งขึ้นมาและเชื่อกันเป็นตุเป็นตะ

          นอกจากสามารถมีความเชื่อดังกล่าวได้แล้วยังมีความสามารถอันเป็นพิเศษที่ไม่มีใครเหมือนก็คือการใช้ความเชื่อและ “นิยาย” เหล่านี้มาทำให้สมาชิกเป็นหนึ่งเดียวกัน ตลอดจนสามารถจัดการกับคนจำนวนมากได้โดยได้รับความร่วมมือจากสมาชิกอีกด้วย

          ความสามารถของมนุษย์ตรงนี้แหละที่ทำให้เราผงาดขึ้นมาครองโลก Harari เปรียบเทียบเรากับลิงชิมแปนซีซึ่งเป็นสัตว์ที่ฉลาดใกล้คน (แต่ก็ยังห่างกันไกลมาก) ว่าลิงร่วมมือกันได้ตราบที่รู้จักกันเป็นส่วนตัว แต่ไม่ได้ร่วมมือกันเพราะมีความเชื่ออย่างเดียวกันกับเหมือนมนุษย์ เช่น เชื่อตำนานที่เป็น “นิยาย” ว่าเกิดมาจากสิ่งยิ่งใหญ่จึงเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ หรือศรัทธาอุดมการณ์ประชาธิปไตยเหมือนกันก็จะร่วมมือกัน นอกจากนี้ยังมีความยืดหยุ่นในความร่วมมือนี้ด้วย เช่น ยกเว้นกฎเกณฑ์บางอย่างยามมีปัญหาของกลุ่ม การเลือกผู้นำมีหลากหลายรูปแบบ ฯลฯ

          คน 10,000 คน กับลิงชิมแปนซี 10,000 ตัว แข่งกันไม่ได้เลย เพราะมนุษย์ร่วมมือกันได้โดยมีพื้นฐานจากความเชื่อที่อยู่ในจินตนาการของพวกเรา เช่น ต้องยอม ๆ กันบ้างเพื่อจะได้อยู่รอดร่วมกัน แต่ลิงชิมแปนซีจะควบคุมกันไม่ได้ในจำนวนนี้

          ความสามารถในการจัดการกับคนจำนวนมากได้ อย่างไม่จำเป็นต้องรู้จักกันเป็นการส่วนตัวตราบที่มีความเชื่อคล้ายกันเป็นนี้แหละหัวใจของการครองโลกของมนุษย์

          มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่มีจินตนาการ สามารถแต่งเรื่องขึ้นในสมองและเชื่อเรื่องที่แต่งได้ เช่น หากทำชั่วจะตายไปแล้วตกนรก ไม่ว่านรกมีจริงหรือไม่ก็ตามแต่ตราบที่มีคนเชื่อว่าจริงก็สามารถนำมาใช้กำกับพฤติกรรมมนุษย์ได้ ในขณะที่ลิงชิมแปนซีไม่สามารถคิดหรือจินตนาการอย่างนั้นได้

          ความสามารถในการจัดการของมนุษย์อันมีพื้นฐานจากการเชื่อ ‘นิยาย’ เหล่านี้ร่วมกันจนมนุษย์ยอมรับพระเจ้า ผีสางเทวดา ยอมรับกฎหมาย ยอมรับกฎ กติกา ยอมรับผู้นำ ฯลฯ ทำให้เราสามารถปราบคู่แข่งคือสมาชิกสกุล Homo ทั้งหลายตลอดจนสัตว์ร้าย และเอาชนะภัยพิบัติธรรมชาติจนทำให้เราอยู่รอดมาได้อย่างดียิ่ง

          ถ้าใครเป็นแฟน TED.com ใน YouTube และสนใจหนังสือเล่มนี้ กรุณารับชมการบรรยายของ Harari ในหัวข้อ “What explains the rise of humans?”ซึ่งมีคำบรรยายภาษาไทยอย่างดี

          Homo sapiens ทั้งหลายต้องไม่ลืมว่า sapien เป็นภาษาละตินหมายถึง wise ดังนั้นมนุษย์ต้องตระหนักว่าเขาสมมุติว่าเราเป็นคนฉลาด ดังนั้นต้องกระทำการให้สมชื่อโดยเฉพาะกับโลกใบนี้ และกับสัตว์เพื่อนร่วมโลกของเราด้วย

 

เป็นไปได้ที่มนุษย์จะมีอายุยืนอีกหนึ่งเท่าตัว
ตราบที่ไม่ติดนิสัยจากครึ่งชีวิตแรกจนทำให้ชีวิตอีกครึ่งหนึ่งสั้นลง

ถ้าหากคุณยังทำทุกอย่างเหมือนในวันนี้
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ก็จะไม่ต่างไปจากวันวาน

Not to know is bad, not to want to know is worse.
(สุภาษิตอาฟริกัน)
ไม่รู้ก็แย่พออยู่แล้ว แต่หากไม่ต้องการจะรู้ยิ่งแย่หนักขึ้น

We make ourselves rich by making our wants few.
Henry David Thoreau (นักคิด-นักเขียนคนสำคัญของโลก ค.ศ.1807–1862)
เราทำให้ตัวเราเองรวยได้ด้วยการทำให้มีความต้องการแต่น้อย

If you are lonely while you are alone,
you are in bad company.

Jean-Paul Sartre (นักปรัชญาเอกของโลกชาวฝรั่งเศส ค.ศ.1905–1980)
ถ้าคุณรู้สึกเหงาเมื่ออยู่คนเดียว
นั่นแสดงว่าคุณกำลังมีเพื่อนที่ไม่ดี

  ...........................................................................

ข้อเขียนในสิ่งละอันพันละน้อย 2561

 

จำนวนการเยี่ยมชม 627631 ครั้ง