วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ > ต้องเข้าใจความจริงของโลก

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
19 มิถุนายน 2561

          เมื่อเร็ว ๆ นี้ Bill Gates ประกาศว่าจะมอบหนังสือให้บัณฑิตอเมริกันทุกคนที่จบในปี 2018 ในรูปดาวน์โหลดฟรี จำนวนทั้งหมด 4 ล้านคนเพื่อช่วยสร้างให้เป็นผู้ที่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโลก มิใช่เข้าใจตามความรู้สึกซึ่งจะเป็นการสร้างฐานคิดที่ดีให้แก่คนอเมริกันรุ่นใหม่

          ก่อนที่จะบอกว่าหนังสือชื่ออะไร ใครเขียน ลองสำรวจกันว่าท่านรู้สึกว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยสถานการณ์ที่เลวร้ายลงตลอดเวลาและจะเลวลงไปเรื่อย ๆ เช่น (ก) ในรอบ 20 ปี ที่ผ่านมาสัดส่วนของคนยากจนสุด ๆ เพิ่มมากขึ้น (ข) อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกปัจจุบันอยู่แค่ 50 ปี (ค) สัดส่วนประชากรโลกที่เข้าถึงไฟฟ้าในรูปหนึ่งเพียงร้อยละ 50 (ง) ในรอบ 100 ปี ที่ผ่านมา จำนวนคนตายในโลกจากภัยพิบัติธรรมชาติเลวร้ายเหมือนเดิม และ (จ) ปัจจุบันเด็กอายุ 1 ปี ในโลกได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคน้อยมากเพียงไม่ถึงร้อยละ 50

          เชื่อไหมว่าทั้งหมดข้างบนนี้ผิดอย่างสิ้นเชิง คำตอบคือ (ก) สัดส่วนความยากจนสุด ๆ ลดลงไปกว่าครึ่งหนึ่ง (ข) อายุขัยเฉลี่ยของชาวโลกคือ 70 ปี (ค) เข้าถึงไฟฟ้าร้อยละ 80 (ง) จำนวนคนตายลดลงไปจนไม่ถึงครึ่งหนึ่ง (จ) เด็ก ๆ ได้รับการฉีดวัคซีนร้อยละ 80 คำตอบเหล่านี้ผู้เขียนมีเอกสารอ้างอิงจากองค์กรระดับโลก คำถามสำคัญก็คือคนส่วนใหญ่มองโลกในแง่ร้ายกว่าความเป็นจริงได้อย่างไร

          ผู้เขียนมีบททดสอบประกอบด้วย 13 คำถาม (4 ข้อนี้รวมอยู่ในนั้นด้วย) ซึ่งได้ถามใครต่อใครทั้งโลกรวมทั้งผู้นำของโลกด้วย มีคนตอบถูกโดยเฉลี่ยเป็นจำนวนน้อยกว่าที่ซิมแปนซีสามารถตอบได้โดยเดาสุ่มซึ่งจะถูกประมาณ 4 ข้อ (มีตัวเลือกคำตอบ 3 ข้อ มีคำถาม 13 ข้อ) มนุษย์สู้ซิมแปนซีไม่ได้เพราะเหตุใด ผู้เขียนมีคำตอบและคำแนะนำที่น่าสนใจมาก

          หนังสือเล่มนี้ชื่อ Factfulness เขียนโดย Hans Rosling ยอดนักพูดของ TED Talk (TED.com) ที่มีคนติดตามมากที่สุดคนหนึ่ง (มียอดวิวมากกว่า 35 ล้านครั้ง) มีการนำเสนอที่ยอดเยี่ยมและสนุกสนานมาก

          Hans เป็นแพทย์ชาวสวีเดน ทำงานด้านสาธารณสุขให้องค์การระหว่างประเทศมายาวนานโดยเฉพาะในอาฟริกา เป็นนักพูดระดับโลกที่เดินทางไปทุกแห่งหน มีประสบการณ์งานและชีวิตอย่างกว้างขวาง

          Hans ชื่อที่เพื่อน ๆ เรียกเขาอย่างรักใคร่พบว่ามนุษย์มีความไม่รู้สิ่งที่ควรรู้สูงมากดังบททดสอบ ดังกล่าว เขาพยายามหาสาเหตุเพื่อแก้ไขให้รู้ในสิ่งที่ควรรู้อย่างถูกต้องซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมและนโยบายต่าง ๆ ที่เหมาะสม

          Hans ระบุว่ามี 10 สาเหตุซึ่งได้แก่ (1) GAP Instinct (สัญชาตญาณช่องห่าง) หมายถึงมนุษย์ชอบที่จะแบ่งแยกสิ่งต่าง ๆ ออกเป็น 2 กลุ่มขาดจากกัน เช่น “เขา” กับ “เรา” / “จน” กับ “รวย” / “ประเทศพัฒนาแล้ว” กับ “ประเทศกำลังพัฒนา” ฯลฯ อย่างมีช่องว่างอยู่ตรงกลางที่อธิบายไม่ได้ ในความเป็นจริงแล้วโลกซับซ้อนเกินกว่าที่จะมีเพียง 0 และ 1 หรือแยกออกเป็นสองขั้ว การคิดเช่นนี้ทำให้เรามองโลกอย่างบิดเบือนจนไปไม่ถึงความจริง

          (2) Negativity Instinct (สัญชาตญาณลบ) คือ ทางโน้มที่เราสังเกตเห็นสิ่งที่เป็นลบมากกว่าที่เป็นบวก เมื่อใดเกิดสิ่งที่เป็นลบ เช่น สงคราม เศรษฐกิจผันผวน ฯลฯ เราจะเห็นความชั่วร้ายชัดเจน แต่ในยามดีเราจะมองไม่เห็น เช่น มนุษย์ในโลกมีความเป็นอยู่ดีกว่าเมื่อ 100 ปีก่อนอย่างชัดแจ้งโดยเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ แต่เมื่อใดที่มีข่าวเกี่ยวกับความยากจนที่เลวร้าย เราจะสังเกตเห็นจนตอกย้ำเข้าไปในความรู้สึกว่าเลวร้าย (3) The Straight Line Instinct (สัญชาตญาณเส้นตรง) เรามักจะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตเป็นเส้นตรง เช่น ประชากรจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนโลกจะเลวร้าย ความจริงคือประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 11 พันล้านคนในปี 2100 จาก 7 พันล้านในปัจจุบันแต่มิได้พุ่งขึ้นดังเช่นจาก 1 พันล้านคนเมื่อปี 1800 เป็น 7 พันล้านคนในปัจจุบัน

          (4) The Fear Instinct (สัญชาตญาณความกลัว) มนุษย์กลัวสารพัดสิ่ง เพราะมีชิปที่ฝังอยู่ในDNA ซึ่งทำให้มนุษย์อยู่รอดมาได้ สิ่งที่เรากลัวเกิดขึ้นทุกวันไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ภัยจากสัตว์ร้าย ภัยจากการก่อการร้าย ภัยจากโรคระบาด ฯลฯ มนุษย์เรามีตัวกรองความสนใจเกี่ยวกับความกลัวเป็นพิเศษจนทำให้เราเห็นแต่สิ่งเวลร้ายมากกว่าสิ่งดี ๆ (5) The Size Instinct (สัญชาตญาณขนาด) เรามองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสมขนาดของมัน เรามักมองมันใหญ่เกินความจริงและเมื่อบวกกับการมองแง่ลบ ก็ทำให้ประเมินเห็นความเลวร้ายใหญ่โตเกินจริง (6) The Generalization Instinct (สัญชาตญาณ “การมองอะไร ๆ ก็คงคล้ายกัน”) มนุษย์มีทางโน้มที่จะเห็นเรื่องร้าย ๆ ว่าร้ายเหมือนกันไปหมด เช่นเดียวกับความจนที่เหมือนกันทุกที่อย่างมองข้ามความแตกต่างในรายละเอียด (7) The Destiny Instinct (สัญชาตญาณ“ชะตากรรม”) การมองว่าลักษณะข้างในเป็นตัวกำหนด ชะตากรรม ของคน ศาสนา หรือชาติจนทำให้“มืออ่อนเท้าอ่อน” ยอมแพ้ไม่ต่อสู้ทั้ง ๆ ที่มีความก้าวหน้าช้า ๆ เกิดขึ้น

          (8) The Single Perspective Instinct (สัญชาตญาณมองจากแง่มุมเดียว) ชีวิตมนุษย์และความก้าวหน้ามีหลายแง่มุมให้พิจารณา อย่าเชื่อข้อมูลสถิติอย่างเดียวเพราะมันมีข้อจำกัด การยึดตัวเลขอย่างเดียวคือความผิดพลาด (9) The Blame Instinct (สัญชาตญาณโทษกัน) มนุษย์ชอบโทษกัน มองหาคนรับผิด คนที่ “ผูกขาดความดี” ไว้ที่ตนมักมองคนอื่นหรือสิ่งอื่นเลวหมด การมองแคบแบบนี้จะทำให้สิ่งต่าง ๆ เลวร้ายกว่าความเป็นจริง (10) The Urgency Instinct (สัญชาตญาณเร่งด่วน) การเร่งด่วนกระทำหรือสรุปอะไรทันทีจะทำให้มองข้ามความจริง สับสนในข้อมูล หรือเลือกข้อมูลที่สนับสนุนข้อสรุปของตน

          สิ่งที่ Hans ต้องการชี้ให้เห็นก็คือโลกมิได้เลวอย่างที่เราเข้าใจกัน เราต้องดูความจริงโดยพยายามตัด 10 สัญชาตญาณนี้ออกไปให้มากที่สุดจึงจะได้ภาพที่ชัดเจนเพื่อการคิดและมองเห็นโลกที่ถูกต้อง คนรุ่นใหม่ต้องมีความเอนเอียงในการเข้าใจโลกน้อยที่สุดและพยายามเข้าใจสถิติข้อมูลที่ชี้ความจริงให้มากที่สุด
หนังสือเล่มนี้ Hans รักมากเพราะเป็นส่งสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้ให้โลกนี้ เขาจากไปเมื่อต้นปี 2017ด้วยโรงมะเร็งในตับอ่อนในวัย 68 ปี ขณะที่เสียชีวิตต้นฉบับที่แก้ไขด้วยลายมือของเขาวางอยู่ข้างเตียง

          Hans เขียนไว้ว่า “เราจะไม่สามารถเข้าใจโลกได้ถ้าไม่มีตัวเลข แต่ก็จะไม่สามารถเข้าใจโลกได้อย่างแท้จริงด้วยตัวเลขแต่เพียงอย่างเดียว”
 

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 723570 ครั้ง