วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ > ขยะพลาสติกคือมหันตภัย

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

28 สิงหาคม 2561

          ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน มองไปทางไหนก็จะเห็นแต่สิ่งของที่ทำจากสารสังเคราะห์พลาสติก ไม่ว่าแปรงสีฟัน นาฬิกาปลุก ขวดน้ำ ถุงพลาสติก โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ทุกสิ่งที่มีส่วนประกอบของสารเคมีวันหนึ่งก็จะแตกสลายย่อยเป็นผงเล็กมากจนมองไม่เห็น กระจายอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าในอากาศ อยู่ในอาหาร ผัก ผลไม้ เนื้อปลา ไก่ ฯลฯ ที่น่ากังวลก็คือยังไม่รู้ว่ามันมีผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์มากเพียงใด

          microplastic (เส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าครึ่งเซ็นติเมตร) และ nano-plastic (หนึ่งnano เท่ากับ 1 ส่วนหนึ่งพันล้านของเมตร)คือชิ้นส่วนของพลาสติกที่เล็กมาก ๆ จนมองไม่เห็นด้วย ตาเปล่า ละอองพลาสติกเหล่านี้ที่อาจเป็นภยันตรายอย่างใหญ่หลวงแก่มนุษยชาติล้วนมาจากขยะพลาสติกที่กำลังล้นโลกโดยเฉพาะเอเชียอยู่ในปัจจุบัน

          ในจำนวนแม่น้ำ 10 สายที่มีสภาวะมลพิษมากที่สุดในโลก (เรียงลงไปจากมากที่สุด คือ แยงซี คงคา สี ฮวงโห คลอส แบรนทัส อเมซอน ปาสิก อิระวดี และโซโล) 8 สายอยู่ในเอเชีย (คลอสอยู่ในอาฟริกา อเมซอนอยู่ในอเมริกาใต้)

          แม่น้ำ 10 สายนี้รวมกันปล่อยขยะพลาสติกถึง 1 ใน 4 ของโลกลงทะเลและมหาสมุทรในที่สุด (ทั้งโลกทิ้งขยะพลาสติกลงมหาสมุทร 8-13 ล้านตันต่อปี) ทำลายสิ่งมีชีวิตรวมกันมีมูลค่าปีละไม่ ต่ำกว่า 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

          สถิติจากองค์กรระหว่างประเทศระบุว่า กว่าร้อยละ 80 ของขยะพลาสติกที่ทิ้งลงมหาสมุทรมาจากเอเชีย ซึ่งเป็นบริเวณที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างมากในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา

          เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้ร้ายในเรื่องปล่อยขยะพลาสติกลงมหาสมุทร กลุ่ม Ocean Observatory ระบุว่าในปี 2017 จีน อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์และไทย รวมกันทิ้งขยะพลาสติกลงมหาสมุทรมากกว่าที่เหลือทั้งโลกรวมกัน

          สาเหตุที่ขยะพลาสติกส่วนใหญ่ไปอยู่ในมหาสมุทรก็มาจากการที่ประเทศเหล่านี้ขาดความสามารถในการกำจัดขยะ ส่วนใหญ่ท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการโดยมีทรัพยากรและความรู้จำกัดจึงกองทิ้งไว้หรือฝังกลบไม่ดี การเผาทำลายมีน้อยมาก เมื่อฝนตกโดยเฉพาะจากมรสุมก็จะทำให้ดินที่กลบ ไว้ถล่ม ฝนพัดพาขยะพลาสติกซึ่งมีอยู่มหาศาลลงสู่ลำคลอง ไหลลงสู่แม่น้ำ ทะเลและจบลงที่มหาสมุทร

          สิงคโปร์เฉลี่ยใช้ถุงพลาสติก 13 ใบต่อคนต่อวัน และหลอดกาแฟพลาสติก 2.2 ล้านหลอด ต่อวัน ส่วนไทยใช้ถุงพลาสติก 8ใบต่อคนต่อวัน เพียงแค่กรุงเทพฯ แห่งเดียวใช้ถุงพลาสติกไม่ต่ำกว่า 500 ล้านถุงต่ออาทิตย์ ในหนึ่งปีคนกรุงเทพฯ ใช้ประมาณ26,000 ล้านถุง

          ไทยมีขยะประมาณ 27 ล้านตันต่อปี จัดการกำจัดฝังกลบและเผาได้เพียง 2 ใน 3 ที่เหลือค้างสะสม มีการประเมินว่าขยะเหล่านี้ไหลลงทะเลไม่ต่ำกว่า 60,000 ตันต่อปีและส่วนหนึ่งในนี้คือพลาสติก

          ที่หนักไปกว่านี้ของเอเชียก็คือ e-waste หรือขยะจากอุปกรณ์ไอทีทั้งมวลไม่ว่า สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ แบตเตอรี่ตลอดจนอุปกรณ์ประกอบทั้งหลาย ซึ่งฉาบด้วยสารเคมี จีนเป็นประเทศที่นำเข้าจากยุโรปและอเมริกามาหลายปี เป็นลูกค้าใหญ่สุดของโลก ธุรกิจแยกชิ้นส่วนออกเป็นวัสดุเพื่อขายอีกต่อหนึ่งนั้น เป็นการเพิ่มขยะพลาสติกอย่างมาก ปัจจุบันจีนได้ห้ามนำเข้าเด็ดขาดดังนั้นจึงมาทะลักเพิ่มที่ไทยและมาเลเซียเป็นพิเศษ ปัจจุบันทางการไทยห้ามนำเข้า e-waste ทั้งหมดแล้ว

          ของใช้ทุกชิ้นที่มีส่วนประกอบของสารสังเคราะห์พลาสติกจะกลายเป็นละอองพลาสติกในที่สุด มันจะเลวร้ายมากยิ่งขึ้นสำหรับการย่อยสลายในมหาสมุทรเพราะจะทำลายสิ่งมีชีวิตโดยตรง (ปลากินถุงพลาสติกจนตาย) มีการคาดคะเนว่าหากสภาพเป็นเช่นนี้ ก่อนปี 2050 สิ่งมีชีวิตในทะเลไม่ต่ำกว่า 600 ชนิดจะถูกกระทบ วัสดุสังเคราะห์จากสารเคมีเหล่านี้จะไปอยู่ในห่วงโซ่อาหาร เมื่อมนุษย์กินเข้าไปไม่ว่าจะเป็นหอย ปู ปลา หรือสัตว์จากทะเล ก็จะไปอยู่ในร่างกาย

          มีการพบละอองพลาสติกในน้ำ เบียร์ น้ำผึ้ง หรือแม้แต่เกลือจากทะเล การสำรวจของกลุ่ม Greenpeace พบ micro-plasticในน้ำแข็ง น้ำทะเล หิมะที่ขั้วโลกใต้ (Antarctica ซึ่งถือกันว่าแสนจะสุดโลก) อีกทั้งพบก้อนขยะน้ำแข็งอีกด้วย

          ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกหรือส่วนผสมของพลาสติกมีมานานแล้ว ผู้ที่ตั้งชื่อว่า plastic คือ Leo Bakelite ชาวอเมริกันผู้คิดค้นสร้างสารสังเคราะห์พลาสติกจากน้ำมันในปี 1907 ก่อนหน้านั้นในปี 1897 มีผู้สร้างสารสังเคราะห์แนวพลาสติกจากวัสดุธรรมชาติ

          พลาสติกกลายเป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้เมื่อต่อมามีการผลิตสารใหม่ ๆ ออกมาเป็นอันมากนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ 1917 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษ 1940 และ 1950

          พลาสติกที่ย่อยสลายได้เพราะมิได้เป็นสารสังเคราะห์ทั้งหมดก็มี แต่ตราบใดที่มีส่วนผสมพลาสติกแล้วก็หนีไม่พ้นการสร้าง micro และ nano plastic

          การแก้ไขปัญหาสำคัญนี้ของโลกต้องมาจากการใช้พลาสติกน้อยลงหรือรีไซเคิลมากกว่าการกำจัดแบบเผาซึ่งช่วยสร้างภาวะโลกร้อน ที่ได้ผลที่สุดก็คือการบริโภคน้อยลง (การใช้เสื้อผ้าที่มีใยสังเคราะห์ผสมก็คือการเพิ่มละอองพลาสติก)

          ปัญหาละอองพลาสติกแก้ได้ด้วยมนุษย์ด้วยกันเองเท่านั้น ถ้าบ้านเราเพียงใช้ถุงพลาสติกน้อยลงไปวันละ 2 ใบก็จะลดขยะพลาสติกลงไปวันละ 120 ล้านใบ ลดละอองพลาสติกซึ่งเริ่มมีหลักฐานว่ามีผลเสียต่อสุขภาพไปอีกมากมายจนลดภยันตรายที่อาจเกิดกับสุขภาพของตัวเราเองและลูกหลานไทยไปได้อย่างมหาศาล
 

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 723589 ครั้ง