วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ > “จัดบ้าน” ก่อนตาย

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
2 ตุลาคม 2561

          สถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่ประสบก็คือ “ของล้นบ้าน” “ไม่รู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นกับของที่สะสมไว้” “เบื่อหน่ายกับของที่มีเต็มไปหมด” “ไม่กล้าย้ายบ้านเพราะกลัวต้องขนย้ายของ ที่มี” ฯลฯ ที่เลวร้ายสุดหากคำนึงถึงของที่เก็บสะสมไว้ยาวนานก็คือหากตายไปแล้วของเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหนและจะทำอะไรกับมันดีก่อนที่จะถึงวันนั้น มีหนังสือดังเล่มหนึ่งที่ให้คำแนะนำที่น่าสนใจ

          ทุกคนล้วนมีสิ่งของที่รักและหวงแหน ไม่ว่าจะเป็นของธรรมดา ตุ๊กตา เครื่องแก้ว พระเครื่อง ปืน แสตมป์ นาฬิกา แหวน ตุ้มหู หนังสือ อัลปั้มรูปภาพครอบครัว มีด ปากกา ไฟเช็ค ฯลฯ ที่เก็บหรือสะสมมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก หรือเป็นหนุ่มสาว ความจริงที่โหดร้ายก็คือเมื่อท่านจากโลกนี้ไปแล้ว ไม่มีอะไรจะประกันได้ว่าคนอื่นเขาจะรักใคร่ใยดี ทะนุถนอม และเห็นคุณค่าของสิ่งของเหล่านี้เหมือนตัวท่านเพราะเขาไม่ใช่ท่านและย่อมมีรสนิยมที่แตกต่างไป

          รูปภาพบางรูปเช่นรูปกับแม่ที่ท่านรักดังดวงใจ อาจถูกโยนทิ้งลงถังขยะไปก็ได้เพราะคนอื่นเขาไม่เห็นว่ามีความหมาย หนังสือชื่อ The Gentle Art of Swedish Death Cleaning (2018) เขียนโดย Margareta Magnusson พยายามให้คำตอบแก่สถานการณ์ดังกล่าวเพื่อความสุขของท่านและลูกหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อปิดบังสิ่งที่ท่านไม่ต้องการให้ลูกหลานรู้หรืออาจทำให้ลูกหลานหมางใจกัน หรืออาจทำให้เกิดความรู้สึกดูแคลนท่าน

          เกือบทุกคนล้วนมีของติดตัวมาตั้งแต่หนุ่มสาว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เอกสารหนังสือ เฟอร์นิเจอร์ ถ้วยโถโอชาม อัลบั้มรูปภาพ ของสะสมเก่าใหม่เก็บซ่อนสะสมในกล่องหรือกองไว้ที่ไหนสักแห่งในบ้าน แค่คิดจะรื้อโยนทิ้งไปบ้างเพราะรกบ้านก็อ่อนใจแล้ว ลองคิดดูถ้าท่านตายไปลูกหลานจะเหนื่อยเป็นภาระแค่ไหนกับการที่ต้องรื้อสิ่งของเหล่านี้ ต้องเสียเวลาและแรงงานคัดเลือกของหรือไม่ก็โยนทิ้งไปเสียทั้งหมด

          Magnusson นักเขียนมีชื่อของสวีเดนบอกว่าตนเองมีอายุอยู่ระหว่าง 80-100 อยู่มา ทั่วโลก ย้ายบ้าน 17 หน เธอมีลูก 5 คน เมื่อสามีจากไปเมื่อแต่งงานกันได้ 48 ปีก็ต้องย้ายจากบ้านมาอยู่ อพาร์ทเม้นท์ เหตุการณ์นี้ทำให้เธอนึกถึงคำในภาษาสวีเดนที่กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้

          “döstädning” ในภาษาสวีเดน หรือ “death cleaning” หมายถึงกระบวนการจัดบ้านให้เรียบร้อยเมื่อตระหนักว่าตนเองเป็น “ไม้ใกล้ฝั่ง” เธอให้คำแนะนำพอสรุปได้ดังนี้

          (1) การจะสามารถเริ่ม “จัดบ้าน” ให้เรียบร้อยก่อนตายได้นั้นต้องยอมรับเสียก่อนว่าความตายเป็นเรื่องปกติ (มรณานุสติ) ที่เกิดขึ้นกับทุกคนโดยตนเองอยู่ในวัยที่มีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งไม่ต้องการให้ความตายของตนเองเป็นภาระแก่ผู้อื่น

          (2) วัยที่ควรเริ่ม “จัดบ้าน” คือ 65 ปีซึ่งเป็นวัยที่แข็งแรงพอที่จะยังจัดการได้ บ่อยครั้งที่แรงบันดาลใจคือการจากไปของคนที่รัก กำลังจะเลิกหรือหย่ากับคู่ชีวิต จะอยู่บ้านที่มีขนาดเล็กลง หรือเตรียมตัวไปอยู่บ้านคนชรา

          (3) döstädning มิได้หมายถึงการจัดให้เป็นระเบียบเท่านั้น หากหมายถึงพิจารณาสิ่งของที่มีทั้งหมดอย่างละเอียด ว่าอะไรจะทิ้ง อะไรจะมอบให้ใคร อะไรจะขาย และอะไรที่พอจะเก็บไว้เพื่อการมีชีวิตอยู่จนถึงบั้นปลาย

          (4) เริ่มต้น “จัดบ้าน” โดยมุ่งไปที่ของใหญ่ที่เก็บไว้โดยไม่ใช้ก่อน เช่น ตู้เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์กีฬาที่ไม่ใช้ แล้ว ฯลฯ โดยมอบให้คนที่ต้องการไม่ว่าจะเป็นลูกหลานหรือคนชอบพอกัน อย่าเริ่มที่สิ่งเล็ก ๆ เช่น จดหมายเก่า รูปเก่า ภาพเก่า ฯลฯ เพราะจะเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลานาน การอ่านและการเลือกทิ้งของเหล่านี้จะทำให้นึกถึงความหลัง เกิดความรู้สึกเก่า ๆ ซึ่งมีทั้งอารมณ์ขัน อารมณ์เศร้า อารมณ์รักอาวรณ์จนเหนื่อยอ่อนใจเสียก่อนที่จะ “จัดบ้าน” ได้สำเร็จ

          (5) เมื่อจัดการของชิ้นใหญ่ได้โดยต้องตัดใจในเรื่องความผูกพันทางใจกับสิ่งของเหล่านี้ที่มีมาแต่อดีต จงคิดเสียว่าเมื่อตายไปก็ไม่พานพบมันอีกและไม่รู้ชะตากรรมของมัน จัดการกับมันตอนนี้ยังกำหนดได้ว่าให้ใครเป็นเจ้าของ

          (6) สิ่งสำคัญมากคือจงทำลายจดหมาย บันทึก เอกสาร สิ่งพิมพ์ รูปถ่าย ข้อเขียน หรือสิ่งของที่เป็นสิ่งที่เปิดเผยความลับส่วนตัวเพราะอาจทำให้ตนเองดูไม่ดี ดูไม่อยู่ในทำนองครองธรรมในสายตาของลูกหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะสร้างความรู้สึกลบเกี่ยวกับตนเองโดยไม่จำเป็น

          (7) รูปภาพทั้งหมดแปรให้อยู่ในไฟล์ดิจิตอล เพื่อความคงอยู่ต่อไปหากลูกหลานสนใจ หากเก็บไว้เป็นภาพอย่างเก่าอาจผุพังและถูกโยนทิ้งเพราะไม่เห็นความสำคัญ (8) คุยกับลูกหลานในเรื่องความตายอย่างเปิดเผย ว่าจะให้สิ่งใดแก่ใครเมื่อตายไปแล้ว พร้อมสนับสนุนด้วยเอกสารแสดงเจตจำนงเพื่อไม่ให้ลูกหลานทะเลาะกันและอิจฉาริษยากัน ต้องใส่ใจประเด็นนี้เพราะไม่สมควรให้การตายของตนเป็นสิ่งบั่นทอนความรักสามัคคีของลูกหลานต่อไปในภายภาคหน้า

          Magnusson บอกว่าลูกหลานอยากได้ของดี ๆ บางชิ้นที่ได้เลือกสรรมาแล้วแต่ไม่ต้องการของทั้งหมดเพราะในสายตาของเขานั้นส่วนหนึ่งเป็นขยะ สำหรับผู้เขียนขอบอกว่า ถ้าคิดว่าเมื่อเกิดมาก็ไม่ได้มีอะไรติดมือมาเลย เช่นเดียวกันตอนจากไป สิ่งของที่เราสะสมมานั้นเป็นสมบัติชั่วคราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราอยู่บนโลกนี้ เราไม่ควรทำให้มันตกเป็นภาระของลูกหลาน มันควรเป็นสิ่งสร้างสรรค์สำหรับลูกหลานในชั่วคนต่อไป
 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 759419 ครั้ง