วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ > ใช้เครื่องประดับจ่ายเงิน

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
9 ตุลาคม 2561

          ชายคนหนึ่งเดินอาด ๆ เข้าไปในร้านขายของในเมือง Melbourne ออสเตรเลีย เมื่อเลือกของและคิดราคาแล้วก็กำมือที่มีแหวนพิเศษบนนิ้วและคว่ำมือลงเหมือนเคาะประตูบนแท่นเล็ก ๆ ใกล้คนเก็บเงินแล้วก็เดินออกไปทันที เขาไม่ได้เล่นกลหรือฉ้อฉลหากเขาได้จ่ายเงินให้แล้ว นี่คือทิศทางใหม่ของการจ่ายเงินที่สะดวกและรวดเร็วซึ่งกำลังมีการทดลองอยู่ในหลายประเทศ

          ธนาคารพาณิชย์ในออสเตรเลียทดลองขายแหวนที่ฝังชิปให้ลูกค้าเพื่อเอาไว้จ่ายเงิน ณ จุดที่กำหนดเหมือนที่เราเอาบัตรแตะแท่นตอนขึ้นรถไฟฟ้าดังที่เรียกว่า contactless payments คือไม่ต้อง แสดงตั๋ว ไม่ต้องจ่ายเงินสด หากแต่เอาบัตรแตะตอนผ่านก็หักเงินในบัตรไปแล้ว

          ในกรณีนี้แหวนทำหน้าที่เช่นเดียวกับบัตรโดยชิปที่ฝังอยู่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลว่าเป็นใคร มีเงินอยู่ในบัญชีมากน้อยเพียงใด และสื่อสารกับจุดอ่านข้อมูลเพื่อเก็บเงิน

          แหวนวงนี้แท้จริงแล้วก็คือบัตรเดบิต (debit card) นั่นเอง (บัตรเครดิตนั้นใช้จ่ายเงินโดยที่ผู้ถืออาจไม่มีเงินสักบาทในบัญชีเลยก็ได้ แต่บัตรเดบิตนั้นมีเงินฝากอยู่แล้วในบัญชี การใช้บัตรเดบิตก็คือการหักเงินจากบัญชีที่มีเงินอยู่แล้ว)

          ขณะนี้มีการทดลองใช้เครื่องประดับติดตัว เช่น แหวน กำไล นาฬิกา สร้อยข้อมือ พวงกุญแจ สายรัดข้อมือ ฯลฯ แทนบัตรเดบิตในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และอีกหลายประเทศในยุโรป ซึ่งสร้างความงุนงงให้แก่แคชเชียร์ และผู้ผ่านไปมาพอควร บางธนาคารเสนอให้ลูกค้าใช้แม้กระทั่งสติ๊กเกอร์ติดที่กระเป๋าถือ กระเป๋าสตางค์ ปากกา เข็มกลัดเนคไท ฯลฯ ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือของcontactless payments ได้เช่นกัน

          แหวนดูจะได้รับการยอมรับมากเพราะสะดวกเนื่องจากใส่ติดนิ้วอยู่แล้ว ต่อไปจะมีบริการพิเศษใส่ชิปให้ในแหวนของตนเอง แทนที่จะต้องใส่แหวนพิเศษที่ธนาคารทำขึ้น

          การใช้ contactless payments มิได้ขีดวงอยู่เฉพาะกรณีของการใช้บัตรเดบิตเท่านั้น หากรวมไปถึงกรณีของบัตรเครดิตด้วยเช่นกัน เครื่องประดับติดตัวเหล่านี้เป็นเครื่องมือของการถ่ายโอนเงินซึ่งจะเป็นกรณีมีเงินอยู่ในบัญชีแล้วตอนจ่าย หรือกำลัง “จะมี” ในอนาคตก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้ขาย

          บ้านเราในปัจจุบันมีการใช้บัตรโดยสารรถไฟฟ้าที่มีลักษณะเป็นบัตร เดบิตที่เติมเงินได้ตามต้องการ และสามารถนำไปใช้ซื้อสิ่งของอื่น ๆ ได้ด้วยในร้านที่มีจุดให้บริการ ซึ่งให้ความสะดวกและรวดเร็ว สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียและยุโรปหลายประเทศใช้กันแพร่หลายมาก ในสวีเดนนั้นไม่ว่าขึ้นรถเมล์ รถไฟ ซื้อสินค้าหรือบริการ เพียงแตะเท่านั้นก็จ่ายเงินแล้วโดยไม่ต้องใช้เงินสด

          สาเหตุหนึ่งที่ผู้คนยังหวาด ๆ กับการใช้ contactless payments ก็คือกลัวการถูกโกงโดยถูกหักเงินหรือถูกเรียกเก็บเงินไปโดยอัตโนมัติ ไม่เหมือนการจ่ายเงินด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น QR Code หรือการโอนเงินให้กัน ซึ่งผู้จ่ายเงินเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินที่จ่ายออกไป ตราบที่ผู้ใช้ไม่มีความมั่นใจกับระบบ ไม่มีการกำหนดยอดเงินสูงสุดในการหักแต่ละครั้งแล้ว การจ่ายแบบ contactless จะประสบความสำเร็จได้ยาก

          อย่างไรก็ดีถ้ามองไปรอบบ้านเราในปัจจุบัน เราก็ใช้วิธีนี้กันอยู่แล้วไม่น้อยนับตั้งแต่บัตรรถไฟฟ้า ค่าผ่านทางที่หักเงินแบบอัตโนมัติ บัตรรถไฟฟ้าที่ซื้อสินค้าได้ด้วย บัตรเดบิตของร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ ในอนาคตอันใกล้จะมีการใช้บัตรเดบิตชนิด contactless ใบเดียวสำหรับการขึ้นรถไฟฟ้าบนดินและ ใต้ดิน รถขนส่งมวลชน จ่ายค่าบริการหลากหลายชนิดของภาครัฐและเอกชน ฯลฯ ในอนาคตการจ่ายเงินด้วยวิธีนี้จะเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน ทั้งในรูปบัตรเดบิต และบัตรเครดิต

          การใช้โทรศัพท์มือถือเสมือนกระเป๋าเงินหรือบัตรเดบิตก็มีมานานแล้วในโลกถึง 15 ปี โดยเริ่มที่ญี่ปุ่นและเริ่มมีการใช้อย่างกว้างขวางขึ้นในประเทศไทยผ่านการโอนเงิน และการใช้ QR Code

          contactless payments นั้นทำงานโดยการฝังชิปไว้ในบัตร แหวน กำไล ฯลฯ เพื่อส่งคลื่นวิทยุดังวิธีที่เรียกว่า RFID (Radio-frequency identification) หรือ NFC (Near-field communication) เมื่อเอาไปวางไว้ใกล้หรือแตะจุดจ่ายเงิน (RFID reader) มันก็จะอ่านสัญญาณและสื่อสารถึงชิป กระบวนการตรวจสอบและถ่ายโอนเงินก็จะเกิดขึ้นทันที

          ในบางประเทศ เช่น อังกฤษ มียอดเงินสูงสุดของการโอนเงินในแต่ละครั้งบังคับไว้ที่ 30 ปอนด์ (1,262 บาท) ในกรณีของบัตรเดบิตอาจใช้เวลาถึง 4 วันกว่าที่จะหักเงินจริงออกจากบัญชี บัตร contactless เริ่มใช้ในปี 2007 ในเวลา 7 ปี มีการออกบัตรรวมทั้งสิ้น 58 ล้านใบ และมีจุดอ่านประมาณ 147,000 จุดทั่วประเทศ และนับวันยิ่งมีการใช้มากขึ้นทุกที

          อย่างไรก็ดีประเทศแรกที่มีการใช้บัตร contactless ก็คือเกาหลีใต้ โดยเริ่มใช้ ในปี 1995 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาsmartcard ที่สื่อสารด้วยระบบ RFID จนเป็นบัตร contactless ก็กระจายไปทั่วโลก และมีการต่อยอดกลายร่างเป็นเครื่องประดับไปดังกล่าวแล้ว

          ปัจจุบันบริษัทให้บริการการเงินทั้งใหญ่และเล็กทั่วโลกต่างแข่งขันกันเสนอ contactless smartcard (ยิ่งเป็นบัตรเครดิตก็ยิ่ง smart เพราะถึงไม่มีเงินในมือก็สามารถซื้อของได้ด้วยการเอาเงินในอนาคตมาใช้ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ smart แบบก่อหนี้) ให้ลูกค้า ความสำเร็จอยู่ที่ความมั่นคงของระบบ ทัศนคติและความไว้วางใจของผู้ใช้ จำนวนจุดอ่านสัญญาณนโยบายของภาครัฐ ฯลฯ

          มนุษย์เราปัจจุบันถูกครอบงำด้วย 4 ส. คือ (1) สูง (คาดหวังว่าจะได้รับรายได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง) (2) สะดวก (3) สบาย และ (4) สม่ำเสมอ หรือความยั่งยืนของ 3 ส. แรก เครื่องประดับกายที่กำลังทดลองอยู่นี้สนับสนุนข้อ (2) และข้อ (3) อย่างเต็มที่

          การเสพความสุขจากความสะดวกและความสบายไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หรือน่าหวาดหวั่น ความหิวกระหายที่จะได้รับแต่ความสะดวกและความสบายอยู่เสมอต่างหากที่เป็นสิ่งซึ่งต้องระวัง
 

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 736207 ครั้ง