วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ > คำสอนจากท่านทาไลลามะ

วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
16 ตุลาคม 2561

         มนุษย์ปัจจุบันแสวงหาคำสอนเกี่ยวกับการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขกันมากกว่าเดิม โดยเฉพาะที่ต่างจากที่ได้ยินกันอย่างคุ้นหูอยู่ในบ้านเรา ท่านดาไลลามะองค์ที่ 14 ผู้ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพใน ค.ศ. 1989 ให้คำสอนที่น่าสนใจมาก ขอนำคำสอนบางส่วนของท่านมาเล่าสู่กันฟัง

         ดาไลลามะ เป็นชื่อที่มักเรียกกัน บางครั้งก็นิยมออกเสียงว่า “ทะไลลามะ” ซึ่งเป็นภาษามองโกเลีย Dalai แปลว่ามหาสมุทร ส่วนในภาษาทิเบตแปลว่าพระชั้นสูง "ทะไลลามะ" เป็นชื่อตำแหน่งประมุขหัวหน้าคณะสงฆ์ในพุทธศาสนานิกายมหายานแบบทิเบตเกลุก เป็นผู้นำจิตวิญญาณสูงสุดของ ชาวทิเบต

         ตามความเชื่อของชาวทิเบต องค์ทาไลลามะเป็นอวตารในร่างมนุษย์ของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (พระโพธิสัตว์องค์สำคัญของพระพุทธศาสนามหายาน เป็นบุคลาธิษฐานซึ่งหมายถึงบุคคลอันเป็นที่ตั้งแห่งมหากรุณาคุณของพระพุทธเจ้าทั้งปวง) เมื่อองค์ทะไลลามะองค์หนึ่งสิ้นพระชนม์ไปก็จะกลับชาติมาประสูติใหม่เป็นองค์ทะไลลามะองค์ต่อไป

         ปัจจุบันองค์ทาไลลามะ เป็นองค์ที่ 14 มีชื่อว่า เทนซิน เกียตโซ (Tenzin Gyatso) โดยมีชื่อดั้งเดิมว่าลาโม ทอนดุป คณะค้นหาองค์ทาไลลามะองค์ใหม่หลังจากองค์ที่ 13 สิ้นพระชนม์ได้พบเด็กน้อยอายุ 3 ขวบ ผู้มีลักษณะพิเศษหลายอย่างที่มั่นใจได้ว่าเป็นองค์ที่ 13 ที่กลับชาติมาประสูติ เช่น จำและทักชื่อของพระที่มากับคณะได้ สามารถเลือกสิ่งของเครื่องใช้ขององค์ที่แล้วที่เคยใช้ได้ถูกต้องทั้งหมด ดังนั้นจึงจัดขบวนใหญ่โตมาต้อนรับกลับไปเมืองหลวง

         องค์ทาไลลามะองค์ที่ 14 เกิด ค.ศ. 1937 ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมี พี่น้อง 8 คน ท่านมีลักษณะของความเมตตาสูง ฉลาดหลักแหลม ชอบช่วยเหลือผู้คนตั้งแต่ยังเล็ก ท่านต้องเติบโตในวังตั้งแต่ยังเล็กที่มีพระผู้ใหญ่สอนหนังสืออย่างเข้มข้นในศาสตร์ต่าง ๆ และได้รับการสถาปนาใน ค.ศ. 1940
เหตุการณ์สำคัญในชีวิตก็คือการบุกยึดดินแดนทิเบตของจีน ใน ค.ศ. 1950 จนท่านต้องลี้ภัยไปอยู่ในอินเดียตั้งแต่ปี 1959 เป็นต้นมา

         ท่านเขียนหนังสือและเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าไปทั่วโลก เดินทางตลอดระยะเวลา 60 ปี ที่ผ่านมา เขียนหนังสือมากกว่า 50 เล่ม หลายเล่มมียอดขายเป็นล้าน เป็นที่รู้จักอย่างดีจากคนทั่วโลกที่เลื่อมใสในวัตรปฏิบัติอันงดงาม เป็นกันเองกับทุกผู้ทุกนาม มีความเมตตาสูงยิ่ง
ต่อไปนี้เป็นคำสอนส่วนหนึ่งของท่านเกี่ยวกับคุณค่าของตัวเอง และการใช้ชีวิต (ขอย่อและต่อเติมจากที่ปรากฎในอินเตอร์เน็ตซึ่งไม่ทราบผู้เขียน)

         (1) จุดประสงค์สูงสุดในชีวิตของคนเราคือการมีความสุข เราไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตบ้าง แต่อย่างไรหัวใจของเราก็ต้องการความหวัง เพราะมันจะทำให้เราสามารถก้าวต่อไปได้(2) ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อเรายึดติดกับความแตกต่างระหว่างกันทั้งเรื่อง เชื้อชาติ ศาสนา การศึกษา ฐานะ แต่จริง ๆ แล้วสิ่งสำคัญยิ่งกว่าที่เราต้องจำไว้ก็คือ เราล้วนเป็นมนุษย์เหมือน ๆ กัน

         (3) มิตรภาพ มิได้ขึ้นอยู่กับชื่อเสียง เงินทอง หรือความแข็งแกร่งกำยำของร่างกาย แต่ขึ้นอยู่กับความเชื่อใจกันและความรัก (4) ทุก ๆ คนต้องเรียนรู้ที่จะสร้างสิ่งดี ๆ ที่ไม่เพียงแต่ดีต่อตัวเอง หรือดีต่อครอบครัวเท่านั้น แต่ต้องเป็นผลดีต่อมนุษยชาติด้วย เพราะความรับผิดชอบร่วมกันคือแนวคิดที่ทำให้มวลมนุษย์อยู่รอดต่อไปได้

         (5) ถ้าอยากมีชีวิตที่มีความสุขจงเปิดใจกว้างยอมรับและมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเพราะ นี่คือพื้นฐานของมิตรภาพ

         (6) ถ้ามนุษย์ฆ่าสัตว์มันเป็นเรื่องที่เศร้า แต่ถ้ามนุษย์ฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองมันจะเป็นเรื่องที่เศร้าสลดยิ่งกว่า (7) ข้าพเจ้าต้องการเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นเหมือนกับเด็ก นั่นก็คือเปิดใจและยอมรับผู้อื่นในสิ่งที่พวกเขาเป็น

         (8) ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สามารถลดความกลัว รวมถึงสร้างความมั่นใจในตัวเราให้มากขึ้นได้ เมื่อเราเชื่อใจผู้อื่นและเปิดใจยอมรับพวกเขา เราจะไม่รู้สึกเหมือนกับอยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป

         (9) ข้าพเจ้าเป็นปรมาจารย์ด้านการหัวเราะ แม้ว่าข้าพเจ้าจะเคยพบเจอปัญหาใหญ่ ๆ มากมายในชีวิต หรือประเทศของข้าพเจ้ากำลังเจอช่วงเวลาที่โหดร้าย แต่ข้าพเจ้าก็มักจะหัวเราะออกมาบ่อย ๆ การหัวเราะเป็นเหมือนโรคติดต่อที่สามารถแพร่ไปได้ง่ายมาก ๆ และเมื่อมีคนถามว่า ข้าพเจ้าทำอย่างไรถึงมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะหัวเราะในช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ ข้าพเจ้าก็ตอบไปอย่างง่าย ๆ ว่า ‘ก็ข้าพเจ้าเป็นปรมาจารย์ด้านการหัวเราะนี่’

         (10) ความสุขที่ยั่งยืนเกิดจากปัจจัยภายในซึ่งได้แก่สภาพจิตใจที่ฝึกหัดให้เห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างมีความเมตตากรุณา (compassion) ซึ่งหมายถึงสภาพจิตใจอันไม่มีความก้าวร้าว กล่าวคือ มีสภาพจิตที่ต้องการให้ผู้อื่นหลุดพ้นจากความทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ศัตรู หรือแม้แต่สัตว์ (11) จงมองว่าความทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ความทุกข์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ามัวแต่จะโทษสิ่งต่าง ๆ เมื่อเกิดความทุกข์ และมองว่าเป็นสิ่งผิดธรรมชาติและไม่เป็นธรรมแล้ว เราก็จะหาความสุขไม่ได้

         คำสอนใดที่เพียงแต่ผ่านหูย่อมไม่เกิดผล การคิดวิเคราะห์และนำไปปฏิบัติจริงเท่านั้นจึงจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 747450 ครั้ง