วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ > รู้จักมนุษย์เพื่อเข้าใจตนเอง

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
23 ตุลาคม 2561

          ชาวโลกเห็นใจและสงสาร “13 หมู่ป่า” ของเราทั้งที่อยู่แสนไกลมากกว่าข่าวการสังหาร ชาวราวันดา 800,000 คน ตัวเราเองก็เถอะน้ำตาแทบไหลเมื่อได้ทราบข่าวเด็กคนหนึ่งตกบ่อน้ำตาย ในขณะที่รู้สึกเฉย ๆ กับเหยื่อน้ำท่วมนับพันคนในต่างจังหวัด ที่เป็นเช่นนี้มิใช่เพราะเรามีใจโหดเหี้ยม แต่เป็นเพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความเอนเอียงอยู่ในหัวใจโดยธรรมชาติ และแถมไม่มีเหตุไม่มีผลดังที่เรานึกว่าเป็นอีกด้วย ถ้าเราเข้าใจตัวเองดีขึ้นจะทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดน้อยลง

          Josef Stalin จอมเผด็จการแห่งโซเวียตคู่กรรมของ Hitler เคยกล่าวไว้ว่า “One man’s death is a tragedy, but a million deaths is a statistics.” (การตายของคนหนึ่งคนคือโศรกนาฏกรรม แต่หากตายล้านคนมันคือสถิติ) มนุษย์มีปฏิกิริยาที่เรียกว่า identifiable victim effect ซึ่งหมายความว่าถ้าเราเห็นหน้าเขา รู้จักชื่อเขา มีข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขา เราจะเข้าใจและเข้าถึงสถานะที่เขาเป็นอยู่มากกว่าถ้าจะรู้ข้อมูลเพียงกว้าง ๆ

          เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเรา “อยู่ใกล้” เขาในความรู้สึก (ยิ่งเคยมีประสบการณ์เดียวกันมาหรืออยู่ในสังคมคล้ายคลึงกันมาก็จะยิ่ง “อยู่ใกล้” ยิ่งขึ้น) และมันเห็นชัดเจน (ถ้าใครบอกเราว่าเขา ขาหัก เราก็จะไม่รู้สึกอะไรมากแต่ถ้าเขาเล่ารายละเอียดว่าเจ็บปวดอย่างไร ก็จะทำให้เรายิ่งรู้สึกกับเขามากขึ้น)

          ความรู้สึกนี้แหละที่เราต้องระวังให้ดีเพราะจะทำให้เราถูกล้วงกระเป๋าได้ง่าย ไม่ว่าโดยการบริจาคหรือขอให้เห็นใจ ไม่ว่าลวงหรือจริงก็ตาม การระแวดระวังความเอนเอียงจะทำให้เราเสียเงินได้ตรงกับวัตถุประสงค์ของเราจริง ๆ และตระหนักว่าเราต้องฝืนความเอนเอียงของตัวเราโดยให้นึกถึงคนอื่นที่อยู่ห่างไกลที่ต้องการความช่วยเหลือหากแต่เรามีข้อมูลจำกัด และไม่รู้สึกผูกพันใกล้ตัวเรา

          เรื่องที่สองของความรู้สึกที่เราต้องเข้าใจก็คือการปรับตัว (adaptability) ของตัวเราเอง มนุษย์นั้นมีความสามารถเป็นพิเศษในการปรับตัวเข้ากับเกือบทุกสิ่งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความเศร้าอันเกิดจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก การสูญเสียทรัพย์ การตกงาน การได้ทรัพย์สินหรือการได้สิ่งซึ่งมุ่งหวังมาตลอดชีวิต ฯลฯ
มีงานวิจัยเกี่ยวกับผู้ถูกล๊อตเตอรี่มูลค่าสูงว่าในตอนแรกระดับความสุขจะพุ่งขึ้นสูงมาก แล้วก็จะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ จนกลับมาสู่ระดับปกติเหมือนก่อนถูกรางวัล นี่คือกระบวนการปรับตัวของมนุษย์

          ทุกครั้งที่เราได้รับสิ่งที่ปรารถนามายาวนานเช่น ได้คนรักสมใจ ตำแหน่ง บ้าน รถยนต์ พระเครื่อง เครื่องประดับ ฯลฯ ในตอนแรกก็จะตื่นเต้น ดีใจ มีความสุข แต่ต่อมาก็จะรู้สึก “งั้น ๆ แหละ” เพราะเราปรับตัวกับการได้สมหวัง นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เช่น Dan Ariely เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า hedonic adaptation การปรับตัวลักษณะนี้ทำให้เราเห็นการบ้าคลั่งซื้อของใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้สมใจอยากเพราะทุกครั้งที่ได้ของใหม่มิได้ทำให้มีระดับความสุขคงที่อยู่ตลอดไป การตระหนักถึงความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เราไม่บ้าคลั่งกับการช้อบปิ้งเพราะรู้ดีว่ามันมิได้ทำให้เรามีความสุขอย่างคงทน

          มนุษย์มีทางโน้มที่จะปรับตัวอยู่เสมอทั้งด้านบวกและด้านลบ หากต้องการให้การปรับตัวนี้เป็นประโยชน์ เราจำต้องยอมให้กระบวนการปรับตัวด้านบวกดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ไปตัด ตอนมัน ส่วนหากเป็นด้านลบเราต้องพยายามสร้าง hedonic disruptions (การตัดตอนการปรับตัว)

          ตัวอย่างเช่น เมื่อเราสูญเสียและมีความเศร้าโศรก เราก็ต้องปล่อยให้กระบวนการปรับตัวด้านบวกคือลดความเสียใจลงดำเนินต่อไปโดยไม่ไปตัดตอนมัน ในทางตรงข้ามหากชายหญิงเป็นคู่ชีวิต หรือแฟนกันนานเข้า (สำหรับบางคู่โดยเฉพาะเพศชายที่มีธรรมชาติของการชอบความตื่นเต้นโลดโผน)กระบวนการปรับตัวด้านลบก็จะเกิดขึ้นกล่าวคือรู้สึกจำเจ เบื่อหน่าย ดังนั้นก็จำต้องพยายาม ตัดตอนกระบวนการด้านลบนี้ด้วยการมีกิจกรรมร่วมกันที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น ท่องเที่ยว งานอดิเรก กีฬา งานทำประโยชน์แก่สังคม การพบปะเพื่อนกลุ่มใหม่ เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ฯลฯ

          เรื่องที่สาม มนุษย์มักให้คุณค่าแก่สิ่งที่ตัวเองทำเกินความเป็นจริงโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่คนอื่นทำ เราภูมิใจกับชั้นหนังสือที่เราประกอบชิ้นส่วนเอง ภูมิใจกับชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ต่อจนสำเร็จ บางคนเชื่อว่าสามารถเลี้ยงลูกได้น่ารักกว่าครอบครัวใดในโลก ทำกับข้าวได้อร่อยจนสามีกินข้าวที่อื่นไม่ลง ฯลฯ

          ในทศวรรษ 1940 ในสหรัฐอเมริกามีการวางขายชุดทำขนมเค็กสำเร็จรูปซึ่งประกอบด้วย ผงแป้ง ไข่ผง และน้ำตาล เพียงแต่เติมน้ำลงไปตามสัดส่วนและคน ใส่เตาอบก็ได้ขนมเค็กอร่อย แต่ยอดขายไม่ดี แม่บ้านส่วนใหญ่ไม่กล้าบอกใครว่าขนมเค็กที่รับประทานกันนั้นทำมาจากชุดสำเร็จรูป บริษัทใหญ่แห่งหนึ่งเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์จึงเว้นไม่มีไข่ผงให้ และระบุให้แม่บ้านใส่ไข่สดลง ไปเอง ผลปรากฏว่ายอดขายพุ่งทันที เพราะแม่บ้านรู้สึกว่าเป็นการใช้ฝีมือ และตนเองมีส่วนร่วม และภูมิใจในผลงานนั้น

          การทำให้ทุกคนในหน่วยงานรู้สึกว่างานที่ตนเองทำนั้นมีความหมายและตนเองมีส่วนร่วมในความสำเร็จขององค์กรจะเป็นแรงจูงใจให้รู้สึกอยากทำงาน และความรู้สึกที่ว่าตนเองทำได้ดีกว่าผู้อื่นนั้นก็จะเป็นแรงฉุดให้งานก้าวไปข้างหน้า
 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 747429 ครั้ง