วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ > ต้องรู้เท่าทันอะไรในยุคหน้า

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
6 พฤศจิกายน 2561

          ไม่เพียงแต่ทักษะใหม่ที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมีชีวิต “อยู่รอด อยู่ดี” ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้เท่านั้น ความรู้ก็เป็นเรื่องจำเป็นเช่นเดียวกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ที่อยู่นอกเหนือด้านเทคนิคและวิชาการเพราะมนุษย์ยังคงเป็น “สัตว์สังคม” ที่จำเป็นต้องใช้ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นในการดำเนินชีวิต
          ผู้เขียนขอเรียกลักษณะของการมีความรู้ที่จำเป็นดังกล่าวว่า “รู้เท่าทัน” เพราะมันสื่อถึงการไล่ให้ทัน คนไทยที่ต้องการ “อยู่รอด อยู่ดี” จำเป็นต้องมีความรู้เท่าทันในเรื่องต่าง ๆ อย่างน้อย 5 ประการ ดังต่อไปนี้
          (1) รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ที่ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดเดาไม่ได้ นักคิดจำนวนมากแบ่งลักษณะของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีแตกต่างกันออกไป ผู้เขียนขอใช้การแบ่งเป็น 5 เรื่องดังนี้ (ก) AI (ปัญญาประดิษฐ์) (ข) Algorithm (ค) IoT (ง) 5G (จ) Quantum Computing ซึ่งหมายถึงวิธีการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่ไม่ให้การโค๊ดข้อมูลในระบบ 0 และ 1 ดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ระบบใหม่จะทำให้สามารถทำงานได้เร็วกว่า หลากหลายกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่าอีกอย่างมหาศาล เชื่อว่าจะเริ่มมีการใช้ในปี 2022 เป็นต้นไป

          ถ้าเราไม่รู้เท่าทันก็มิได้เห็นความจำเป็นในการปรับตัวจนอาจตกงาน รู้สึกต่ำต้อยเพราะตามโลกไม่ทัน เนื่องจากจะมีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ในชีวิตอีกอย่างมากมาย

          (2) รู้เท่าทันชีวิต ชีวิตมนุษย์นั้นเปราะบางมากยิ่งขึ้นในโลกสมัยใหม่ ชีวิตที่เป็นปกติมีความสุขอาจยุ่งยากได้ เช่น (ก) ถูกปลดจากงานเพราะเทคโนโลยีมาแทนที่ (ข) เกิดความเดือดร้อนในชีวิตจากการโพสต์เพียงข้อความเดียวในโซเชียลมีเดีย (ค) ตกอยู่ในกับดักของการชักหน้าไม่ถึงหลัง ถึงจะมีเงินไม่น้อยแต่ก็เป็นหนี้ไม่รู้จบจนรายได้ไม่พอรายจ่ายเพราะถูกปลุกเร้าให้บริโภคโดยสื่อหลากหลายชนิดอยู่ตลอดเวลา (โทรทัศน์เคเบิลที่รับทางจานดาวเทียมซึ่งคนไทยจำนวนมากใช้ เกือบทุกช่องที่มีอยู่นับร้อยมีแต่โฆษณาสินค้าเกือบตลอดเวลา)

          ทุกคนมีชีวิตเดียว อายุ 18 หรือ 25 หรือ 40 เพียงครั้งเดียว จึงจำเป็นต้องทะนุถนอมอย่างยิ่ง การตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทนทุกข์ทรมานตลอดชีวิตได้ (ลองถามเพื่อนที่มีคู่ชีวิตผิดพลาดดูก็ได้) สร้อยคอทองคำมีค่าไม่กี่หมื่นบาทยังดูแลรักษาทะนุถนอมเป็นอย่างดี ชีวิตของเรามีค่ามากมายที่ตีเป็นเงินไม่ได้ (ลองประเมินง่าย ๆ ว่ายอมรับเงินเท่าใด แลกกับการตัดมือข้างเดียวก็คงพอเห็นภาพ นี่เป็นเพียงมือข้างเดียว มิใช่ชีวิต)แล้วจะไม่ใส่ใจเป็นพิเศษได้อย่างไร

          (3) รู้เท่าทันใจตนเอง นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมทดลอง และให้ข้อสังเกตมากมายในปัจจุบันว่ามนุษย์มิได้เป็นคนมีเหตุมีผลจนตัดสินใจได้ถูกต้อง หากมีความเอนเอียงในหัวใจอย่างมาก อีกทั้งมีความสามารถในการปรับตัวได้สูงจนทำให้อาจเกิดปัญหาได้

          ไม่มีสถานการณ์ใดที่มีข้อมูลครบถ้วนสำหรับการตัดสินใจ มนุษย์จำเป็นต้องตัดสินใจด้วยข้อมูลที่พอมี บางครั้งก็มีมากพอควร บางครั้งก็มีน้อย และตรงจุดนี้แหละที่ความเอนเอียงเข้ามาครอบงำเช่น ชอบที่จะตัดสินใจแบบที่เรียกว่า Confirmation Bias กล่าวคือมีข้อสรุปอยู่แล้วในใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร เพียงแต่ต้องการข้อมูลเพื่อมาสนับสนุนการตัดสินใจของตนเองเพื่อความสบายใจ (พาคู่รักไปหาพระเพื่อถามว่าเป็นเนื้อคู่กันหรือไม่ คงมีพระน้อยรูปที่จะกล้าตอบว่าไม่ใช่ การพาไปก็คือการตัดสินใจแล้ว เพียงแต่อยากได้ยินคำตอบที่ถูกใจจากพระ) คนส่วนใหญ่มักขอคำแนะนำเพื่อการตัดสินใจในทำนองนี้ มีน้อยคนที่ขอคำแนะนำจากหลายคน หลายความเห็น เพื่อนำมาไตร่ตรองและตัดสินใจ การตัดสินใจในระดับชาติชนิดคอขาดบาดตายในลักษณะConfirmation Bias เป็นเรื่องน่ากลัวอย่างมาก

          การปรับตัวได้ดีของมนุษย์เป็นเรื่องดีหากเกี่ยวกับการสูญเสีย แต่ที่ต้องระวังก็คือเรื่องการบริโภค มนุษย์นั้นเมื่อได้ของถูกใจใหม่ ความพอใจและความสุขก็จะพลุ่งขึ้น แต่ไม่ช้าก็จะกลับมาสู่ระดับปกติตามสัญชาตญาณการปรับตัว หากไม่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ก็จะต้องแสวงหาของใหม่จากการบริโภคอย่างไม่รู้จบจนเข้าสู่วงจรเป็นหนี้ (ถ้าใช้บัตรเครดิตก็จะเข้าลักษณะมีบัตรรูปแพะและแกะ กล่าวคือจับมันชนกันไปเรื่อยอย่างไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างใด)

          สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังก็คือมนุษย์เลือกที่จะรับรู้รับทราบตามที่ตนเองเชื่อและต้องการ กล่าวคือเราจะรักจะชอบใคร หรือสิ่งใดเป็นการเลือกของเรา ศาสนาของเราถูกต้องและดีเสมอ (ที่จริงพ่อแม่เลือกศาสนาให้เรา) ลูกเราน่ารักกว่าใคร ตัวเราเองไม่มีอะไรบกพร่อง หลวงพ่อที่เรานับถือสุดยอดที่สุดไม่มีอะไรบกพร่อง ยามรักเขาทำอะไรก็ดีและถูกหมด ฯลฯ เราจะรับฟังเรียนรู้แต่เฉพาะสิ่งที่สนับสนุนความเชื่อและความชอบของเรา อะไรที่ตรงข้ามเราก็โยนทิ้ง ดังนั้นเมื่อจุดอ่อนของมนุษย์เป็นเช่นนี้ เราจึงต้องรู้อย่างเท่าทัน

          (4) รู้เท่าทันมนุษย์ด้วยกัน การศึกษาไทยสอน “ วิชา " หนักหน่วง แต่สอน “ชีวิต” ไม่มาก เด็กจำนวนมากจึงดำรงชีวิตและดำเนินชีวิตไม่เก่ง รู้ว่าคนอาเซียนแต่ละประเทศมีดอกไม้ สีประจำชาติและธงชาติอย่างไร แต่มีความสามารถในการคิดและแก้ไขปัญหาไม่สูงจนทำให้หลายคนไม่รู้เท่าทันเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ไม่รู้จักคบเพื่อน อ่านคนไม่ออก และบ่อยครั้ง “อ่านตนเอง”ไม่ออก ไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไรเพราะชีวิตอยู่ในการเรียนมากจนมิได้เรียนรู้ชีวิต

          พ่อแม่จำนวนมากก็มิได้ให้ลูกมีโอกาสเรียนรู้ชีวิต เข้าใจว่าเรียน “วิชา” สำคัญกว่าอยู่บ้านโดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบใด ๆ ในการช่วยการอยู่ร่วมกันของครอบครัว (ลูกไม่ต้องทำอะไร ไม่ว่าซักผ้า ทำงานบ้าน ช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน ก็ไม่ต้อง ให้เรียนสูงที่สุด มีเวลาแต่เรียนอย่างเดียว ซึ่งแท้จริงลูกก็ใช้เวลาเหล่านั้นไปกับการเล่นเกมส์ หรือเล่นโซเชียลมีเดียอย่างไร้สาระ) ทั้งหมดนี้ทำให้เด็กอยู่ในโลกที่ไม่เป็นจริง ไม่เข้าใจชีวิตจริงของความสัมพันธ์ของมนุษย์ และที่สำคัญที่สุดก็คือ “อ่านคน” ไม่เป็น จนไม่รู้เท่าทันคนอื่น ถูกชักนำ ถูกหลอก ไม่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนอื่น และของสถานการณ์จนมีปัญหาเมื่อออกไปทำงานเพราะไม่เคยฝึกฝนเรื่องการ “อ่านคน”มาก่อน

          (5) รู้เท่าทันการต้องมีคุณค่าของมนุษย์ (human values) ในโลกที่ซับซ้อนและสับสนอีกทั้งชีวิตก็เปราะบาง สิ่งสำคัญที่ทำให้มนุษย์ “อยู่รอด อยู่ดี” ได้ก็คือการมีคุณธรรมประจำใจ การชื่นชมศรัทธาความดี ความงาม และความจริง ถ้าไม่มีหลักการที่มั่นคงประจำใจเปรียบเสมือนมวยหลัก(ตรงข้ามก็คือมวยวัด ที่ชกไปอย่างไม่มีความรู้และหลักที่ต้องจำ รับรองถูกน๊อกเสมอ) ไม่ช้าไม่นานความเดือดร้อนต้องมาเยือนชีวิตจนหาความสุขและความก้าวหน้าในชีวิตได้ยาก แต่

          ถึงแม้จะมีหลักชัยที่ดีแล้ว (“ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม) แต่ระหว่างการเดินทางก็จำต้องมีหลักการปฏิบัติประกอบด้วย เช่น การมี civility (การมีมารยาท มีความสุภาพอ่อนโยน ให้เกียรติคนอื่น) การมีวาจาสุภาพไม่ก้าวร้าว มีความเห็นอกเห็นใจอย่างมีเมตตา ความเป็นมิตร การมีน้ำใจเอื้อเฟื้อ มีความรู้สึกร่วมเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (empathy) การมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่น การมีจิตอาสา จิตสาธารณะ ฯลฯ

          การที่มนุษย์มีชีวิตเดียว อยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและกฎศีลธรรมของสังคม อีกทั้งต้องดิ้นรนทำมาหากินเพื่อดำรงชีวิต ฯลฯ จึงทำให้การ “อยู่รอด อยู่ดี” มิใช่เรื่องง่ายแต่ก็มิใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วถ้าใคร่ครวญนำไปปฏิบัติและมีหลักการในชีวิต ที่ดี
 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 747396 ครั้ง