วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ > “หญิงรักหญิง” และการท่องเที่ยว

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
8 มกราคม  2562

          เกาะเล็กแห่งหนึ่งมีนักท่องเทียวไปเยือนเกือบปีละแสนคนเพียงเพราะมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่โยงใยกับความเอนเอียงผิดสภาพจากเพศกำเนิดปรากฏการณ์นี้ทำให้นึกถึงโอกาสอื่น ๆ ในการสร้างแหล่งท่องเที่ยวเพื่อหารายได้เข้าประเทศ

          กรีซมีเกาะเล็ก ๆ อยู่แห่งหนึ่ง มีชื่อว่า Lesbos ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเล Aegean และตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี มีพื้นที่ 1,632 ตารางกิโลเมตร มีประชากรที่ไม่รวมนักท่องเที่ยวประมาณ 86,000 คน ที่มุมหนึ่งของเกาะนี้คือหมู่บ้านชื่อ Eressos ซึ่งเป็นบ้านเกิดของกวีกรีกโบราณ ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อน

          ชื่อ Lesbos เตือนใจให้นึกถึงคำว่า lesbian ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึง"หญิงรักหญิง" ชื่อเกาะนี้เป็นที่มาของคำว่า “lesvia” ในภาษากรีกปัจจุบัน “rezubian” ในภาษาญี่ปุ่น “lesben” ในภาษาเยอรมัน “lesbienne” ในภาษาฝรั่งเศส “lesbisch” ในภาษาดัช “lesbica ในภาษาอิตาลี “lesbisk” ในภาษาสวีเดน ฯลฯ

          เหตุที่ชื่อเกาะนำไปสู่คำว่า lesbian ก็เพราะกวีกรีกโบราณคนดังกล่าวเป็นหญิงที่มีชื่อว่า Sappho มีชีวิตอยู่ระหว่าง 632-570 ก่อนคริสตกาล (ร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า) ได้เขียนบทกวีซึ่งตกทอดมาถึงปัจจุบันชื่อว่า Ode to Aphrodite ซึ่งเป็นบทกวีเดียวในหลายผลงานของเธอที่ยังเหลืออยู่อย่างค่อนข้างสมบูรณ์

          เธอเป็นต้นตำนานของคำว่า lesbian เพราะบทกวีนี้เว้าวอนเทพเจ้ากรีกหญิงAphrodite ซึ่งเป็นตัวแทนของความรัก ความงาม ความสุข และเพศสัมพันธ์ ให้ช่วยเธอประสบความสำเร็จในความรักที่มีต่อผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเธอรักอยู่ข้างเดียว

          เรื่องของเธอเป็นที่ทราบกันมานานจนเป็นตำนานของความรักที่หญิงมีต่อหญิง เกาะนี้จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความรักระหว่างหญิงด้วยกัน การท่องเที่ยวเกาะนี้เริ่มขึ้นในประมาณทศวรรษของ 1970 ในยุคที่ lesbian เป็นเรื่องของการแอบซ่อนไม่เป็นที่ยอมรับโดยเฉพาะในหมู่ผู้ชาย “หญิงรักหญิง”จำนวนมากทยอยเยือนเกาะงดงามแห่งนี้ ซึ่งมีหาดยาว 3กิโลเมตร และด้านหนึ่งของหาดจบลงที่กองหินสูง ซึ่งว่ากันว่าบนยอดแผ่นหินนั้นคือจุดที่Sappho โดดทะเลฆ่าตัวตายในที่สุด

          ปัจจุบันเกาะ Lesbos เป็นแหล่งของนักท่องเที่ยวปีละเกือบแสนคน หมู่บ้าน Eressos ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ Sappho แต่ละฤดูร้อนนั้นมี “หญิงรักหญิง” ที่ “อินมาก” ท่องเที่ยวปีละ 3,000-4,000 คน โดยเพิ่มจาก 1,000 คน เมื่อหลายสิบปีก่อน หมู่บ้านนี้มีบาร์สำหรับ “หญิงรักหญิง” อยู่ 3 แห่ง มีงานเทศกาลทุกกันยายนของทุกปี มีทั้งความบันเทิงและงานสัมมนาวิชาการ ผู้คนที่ไปเที่ยวสนุกสนานและมักกลับไปอีกด้วยบรรยากาศของการยอมรับความเป็น “หญิงรักหญิง” และด้วยความขลังของการเป็นบ้านเกิดของกวี “หญิงรักหญิง” ซึ่งเข้าใจว่าเป็นคนแรก ๆ ของโลกที่กล้าเปิดเผย

          ในยุคก่อนต่างจากปัจจุบันอย่างมาก คนบนเกาะรังเกียจคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะผู้ชาย ไม่ชอบความดังแนวนี้ของสถานที่ เมื่อสิบปีก่อนมีชาวเกาะ Lesbos 3 คน ยื่นคำร้องต่อศาลกรีกให้สั่งห้ามการใช้คำว่า lesbian สำหรับ “เกย์ผู้หญิง” แต่ศาลปฏิเสธ อย่างไรก็ดีผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวทำให้แรงต่อต้านลดลงมาก “หญิงรักหญิง” กล้าแสดงออกซึ่งความรักในที่สาธารณะอย่างเป็นที่ยอมรับคล้ายกับกลุ่มรักเพศเดียวกันอื่น ๆ ในหลายแห่งในโลก

          LGBT เป็นศัพท์ปัจจุบันที่ใช้เรียกกลุ่มคนเหล่านี้ซึ่งหมายถึง Lesbian, Gay, Bisexual และTransgender (ผู้มีเพศสภาพคือความรู้สึกว่าเป็นเพศใดจริงๆไม่ตรงกับเพศกำเนิด) ผู้ต่อสู้ในเรื่องสิทธิจนได้รับการยอมรับมากขึ้นในโลก หลายประเทศออกกฎหมายยอมรับการแต่งงานของเพศเดียวกัน

          ใน 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ เกาะ Lesbos ประสบชะตากรรมผันผวน มีนักท่องเที่ยวเหลือเพียงครึ่งเดียว เนื่องจากการอพยพของผู้คนจากซีเรียและอื่น ๆ ที่หลั่งไหลกันเข้ายุโรปทางทะเลในปี 2015 โดยผ่านเกาะนี้ซึ่งใช้เป็นจุดแรกที่เข้ายุโรปนับแสนๆคน นักท่องเที่ยวหวาดกลัวจึงหนีหายไปหมด เข้าใจว่าในไม่ช้าคงกลับเข้าสู่สภาพเดิม

          การท่องเที่ยวเป็นแหล่งหารายได้ที่สำคัญ การส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเช่นนี้คือลักษณะหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งหมายถึงกิจกรรมซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มโดยใช้ความคิดและสติปัญญา เกาะใกล้ ๆ กันของกรีกที่มีชื่อว่า Mykonos ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโดยเฉพาะของเกย์ชาย

          เกาะพะงันของเราที่มีชื่อเสียงด้าน full moon party ของทั้งชายและหญิงก็เข้าลักษณะเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิงท่องเที่ยวเช่นกัน คนทั่วโลกพยายามสร้างแหล่งท่องเที่ยวในแนวนี้ เช่น เมื่อเมืองหนึ่งในจังหวัด Fukui ของญี่ปุ่นมีชื่อพ้องกับประธานาธิบดี Obama ถึงแม้จะเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่มีประชากรเพียง 30,000 คน แต่ตั้งแต่ปี 2008 ที่ชื่อ Obama ดังทั่วโลกก็สามารถดึงดูด นักท่องเที่ยวนับแสนให้หลั่งไหลไปชมเมืองที่ปกติผลิตเพียงสินค้าเกษตรและการประมงจนการท่องเที่ยวมีความสำคัญขึ้น

          ถ้าใครค้นหาหลักฐานได้ชัดเจนว่าซูชิ (sushi อาหารญี่ปุ่นที่รู้จักกันแพร่หลายเพราะเพียงมี ข้าวปั้นพิเศษและเลือกสารพัดสิ่งวางลงบนข้าวปั้นก็อร่อยแล้ว) มีแหล่งกำเนิดมาจากที่ใดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (โดยเฉพาะหากเป็นไทย) ตามที่ญี่ปุ่นบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ไว้ก็จะสร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศ (อ้างอิงจาก Wikipedia)

          ซูชิพัฒนามาจากการถนอมอาหารของคนแถบนี้โดยเก็บรักษาปลาไว้ไม่ให้เน่าด้วยการวางชิ้นปลาลงบนข้าวนานนับเดือน กระบวนการหมักซึ่งเกิดจากข้าวเป็นตัวการทำให้ปลามีกลิ่นเหม็นแต่ ไม่เน่า เวลาบริโภคก็โยนข้าวทิ้ง หนังสือบางเล่มระบุว่าซูชิมาจากปลาร้า (ปลาหมักปนกับรำข้าวและเก็บไว้เป็นเดือน เวลาบริโภคก็ล้างรำข้าวทิ้ง) โดยต่อมาดัดแปลงเป็นปลาสดวางบนข้าว แต่ข้าวยังคงมีความเปรี้ยวโดยผสมน้ำส้มเพื่อยับยั้งกระบวนการหมัก และผสมกับเครื่องปรุงอื่น ๆ โดยวัตถุประสงค์หลักของซูชิแท้คือให้มีการหมักเกิดขึ้นกับปลาสดที่วางไว้ข้างบน

          หากมีงานวิจัยค้นคว้าเรื่องที่เล่านี้อย่างลึกซึ้งขึ้นและโยงใยกับปลาร้าของเรา ก็จะเป็นกิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่สำคัญของบ้านเรา ตัวอย่างหนึ่งคือชาว Okinawa ของญี่ปุ่นผลิตเหล้าขาว awamori ที่มีชื่อเสียงโดยใช้ข้าวจากไทยโดยเฉพาะมาตลอดเวลาอันยาวนานตามบันทึกที่มีเมื่อหลายร้อยปีก่อนว่านำเข้าข้าวจากอาณาจักรอยุธยาสู่อาณาจักรริวกิว (ชื่อเก่าของ Okinawa) เพื่อผลิตเหล้านี้

          เศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิงท่องเที่ยวต้องมี “เรื่องเล่า” ที่อยู่บนพื้นฐานของความจริงประกอบจึงจะขลังและสร้างมูลค่าได้ เกาะ Lesbos และ awamori ที่มีชื่อเสียงก็เพราะเขาส่งเสริม “เรื่องเล่า” พร้อมกับคุณภาพ ถ้า “เรื่องเล่า” ว่าซูชิมีที่มาจากปลาร้าเป็นที่ปรากฏอย่างกว้างขวางแล้ว เราก็จะมีงานทำอีกมากพร้อมกับศักยภาพทางรายได้เข้าประเทศ

          ความคิดริเริ่มสามารถสร้างงานและรายได้ ตลอดจนเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนจำนวนมากได้ การยอมและส่งเสริมให้เยาวชนคิดอย่างเสรี ไม่ขีดวงแค่การฝึกความจำคือหนทางสำคัญหนึ่งในการสร้างฐานชีวิตของผู้คนในภายภาคหน้า
 

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 779057 ครั้ง