วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ อาหารสมอง กรุงเทพธุรกิจ > ความจริงกับอุดมศึกษาไทย

วรากรณ์ สามโกเศศ
15 มกราคม 2562

          “เด็กเดี๋ยวนี้ไม่เรียนมหาวิทยาลัยกันแล้ว” “ปริญญาไม่มีความสำคัญ” “มหาวิทยาลัยจะต้องปิดเพราะไม่มีใครเรียน” “ความรู้อยู่ที่ปลายนิ้ว อยากเรียนรู้อะไรก็ค้นหาเองได้” “อาจารย์มหาวิทยาลัยจะเป็นกลุ่มคนที่ตกงานมากที่สุด” ประโยคเหล่านี้เราได้ยินกันมากว่า 2 ปีแล้ว คนจำนวนไม่น้อยเมื่อได้ยินประโยคเหล่านี้ก็มักกล่าวซ้ำ ๆ ต่อกันไปจนดูจะกลายเป็น “ความจริง” ในสังคมไทยไปแล้ว ถามจริง ๆ เถอะครับท่านคิดว่ามันจริงหรือ

          ความเชื่อว่า “จริง” นี้เกิดจากการที่มหาวิทยาลัยจำนวนมากของไทยประสบกับสภาวการณ์ลดจำนวนลงของคนที่ปรารถนาจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยทั้งระดับปริญญาตรี และระดับที่สูงกว่า สภาวการณ์เช่นนี้มีสัญญาณมาหลายปีแล้วเพราะตัวเลขการเกิดของประชากรไทยลดลงมาเป็นลำดับ

          ระหว่าง พ.ศ. 2506-2526 เด็กไทยเกิดปีละกว่าล้านคน (2512 เกิด 1.2 ล้านคน) แต่หลังจาก 2526 เป็นต้นมาจำนวนการเกิดลดต่ำกว่าล้านคน และลดลงเป็นลำดับ ปี 2560 มีเด็กไทยเกิดไม่ถึง 700,000 คน เมื่อจำนวนเกิดน้อยเมื่อ 17-18 ปีก่อน จำนวนคนที่อยู่ในวัยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ลดลงไปเป็นธรรมดา และยิ่งไปกว่านั้นมีเกินกว่าครึ่งหนึ่งเพียงเล็กน้อยของเด็กกลุ่มที่เกิดเมื่อ 17-18 ปีที่เรียนจนถึงมัธยมปลาย

          อย่างไรก็ดีที่เป็นข่าวกันขึ้นมาก็เพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ตัวเลขมันลดลงอย่างฮวบฮาบผิดสังเกตในทุกระดับปริญญา และตรงนี้แหละที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายต่างบอกกันว่าที่น้อยลงไปก็เพราะเขาสามารถเรียนออนไลน์กันได้ทั่วโลก นักเรียนเขาไม่ต้องการเรียนมหาวิทยาลัยกันแล้ว ปริญญาหมดความสำคัญ ฯลฯ ซึ่งก็น่าจะมีความจริงปนอยู่บ้างอย่างแน่นอนเพียงแต่มันจริงแค่ไหนเท่านั้น เรื่องนี้มีอยู่ 4 ประเด็นเกี่ยวข้องที่พึงพิจารณา

          ประเด็นแรก สิ่งที่ประหลาดที่สุดในสังคมไทยก็คือมีแต่คนพูดคาดเดา และก็เชื่อกันไปเลยว่าอะไรเป็นสาเหตุ แต่ไม่เห็นมีการศึกษากันจริงจังเลย (ทราบว่ามีคนกำลังศึกษาอยู่แต่ยังไม่มีผลออกมา) ว่าอะไรที่ทำให้มันลดไปฮวบฮาบในระดับภาพรวมถึงขนาดนั้นในระดับปริญญาตรี สาเหตุเป็นเพราะ (1) ปริญญาไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป ถึงไม่จบก็มีงานทำ เรียนไปก็ไร้ประโยชน์ (2) จบมัธยมปลายแต่ขอรอดูไปก่อน หรืออาจตั้งใจแบบมี Gap Year อย่างที่นักเรียนในโลกตะวันตกชอบทำกันในปัจจุบันคือมีช่วงห่าง 1ปีระหว่างรอยต่อมัธยมกับมหาวิทยาลัยด้วยการออกไปทำงาน เดินทางเพื่อเรียนรู้ชีวิตว่าต้องการเรียนอะไร หาประสบการณ์ หาข้อมูลว่าตลาดแรงงานจะไปทางใด (3) ไม่มีเงินเรียน (4) อยากได้ปริญญาแต่เห็นว่าหลักสูตรที่เรียนมันล้าสมัย ถึงจบไปก็ทำงานไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ ดังนั้นจึงขอรอดูลาดเลาก่อน ฯลฯ

          คำตอบน่าจะมาจากสาเหตุหลายอย่างผสมกันโดยมีน้ำหนักแตกต่างกัน หรืออาจเป็นว่านักเรียนมีแบบแผนพฤติกรรมเหมือนเดิมเพียงแต่ปีที่เกิดเมื่อ 21-20-19-18-17 ปีก่อน การเกิดมันลดลงมากเป็นพิเศษ และเด็กกลุ่มนี้ตายไปมากอีกทั้งหายหกตกหล่นระหว่างทางก่อนจบมัธยมปลายด้วยจำนวนมากเป็นพิเศษ (เส้นทาง 12 ปี ของการศึกษาของเด็กไทยกลุ่มเหล่านี้ เกิดปัญหาจนหายไประหว่างทางอย่างผิดสังเกต)

          ประเด็นที่สอง ในสภาวการณ์เช่นนี้ มหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษาปริญญาตรีถูกกระทบต่างกันมาก มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงนั่นนักเรียนส่วนใหญ่ก็ยังต้องการเข้าไปเรียน “เพื่อหน้า” พ่อแม่ก็อยาก “ได้หน้า” มีนักเรียนส่วนน้อยที่ตระหนักดีว่าถึงแม้จะเป็นมหาวิทยาลัยมีชื่อของประเทศ แต่ก็ยังล้าหลังในวิชาการ ปรับตัวเข้ากับสิ่งที่โลกต้องการได้ช้าแต่เขาไม่รู้จะทำอย่างไร ใครที่มีเงินก็ไปเรียนต่างประเทศ หลักสูตรนานาชาติอาจเป็นทางเลือก แต่โดยทั่วไปมันก็ไม่แตกต่างจากหลักสูตรไทย มากนัก มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงเหล่านี้ถูกกระทบน้อย แต่“เด็กเก่ง” ที่มีอยู่น้อยจะถูกแย่งชิงกันมาก หากต้องการยอดรับเท่าเดิมก็จะต้องรับนักเรียนที่มีคุณภาพด้อยลงเข้าเรียน(ที่จริงสถานการณ์นี้ได้เกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยใหญ่หลายแห่งมาหลายปีแล้ว)

          ประเด็นที่สาม มักมีผู้อ้างว่าความรู้มหาวิทยาลัยอยู่ที่ออนไลน์ เขาไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยแบบเดิมก็ได้เพราะสามารถแสวงหาความรู้เองจากทั่วโลก ผมอยากถามว่าเด็กไทยเราส่วนใหญ่มีแรงจูงใจและมีความสามารถเรื่องภาษาอังกฤษในระดับนั้นหรือไม่

          ในระดับโลกการเรียนมหาวิทยาลัยต่างประเทศออนไลน์ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ อัตราคนเรียนจบโดยทั่วไปมีไม่ถึงร้อยละ 10 คนส่วนใหญ่ลงทะเบียนเรียน แต่เมื่อต้องส่งงานที่เขาบังคับให้ทำและให้อ่าน ไม่เกินหนึ่งภาคก็เลิกเรียนกันเป็นแถว เรารู้กันดีว่านักเรียนและนักศึกษาไทยโดยทั่วไปเขาไม่ขวนขวาย บากบั่น ขยันกันขนาดนั้นหรอก เขายังต้องการเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างเดิม (เพราะไม่มีทางเลือก และไม่รู้จะเลือกเดินเส้นทางอื่นใด) เพียงขอให้อาจารย์ทั้งหลายปรับตัวสอนสิ่งที่ทันสมัยตรงกับการเปลี่ยนแปลงของโลก มหาวิทยาลัยปิดหลักสูตรที่ล้าสมัยอย่างไม่ต้องเกรงใจกัน และทุ่มเททรัพยากรให้เขาทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เปลี่ยนรูปแบบการสอนเดิมๆแบบยืนบรรยายดังที่ทำกันมา 200 ปีแล้ว มาเป็นการ “เรียน” โดยเขามีส่วนร่วมในการค้นคว้าหาความรู้และทักษะ

          ประเด็นที่สี่ การจัดหลักสูตรปริญญาตรีใหม่ ๆ และจัดประกาศนียบัตรระยะสั้นเพื่อให้นักเรียนนักศึกษาและบุคคลทั่วไปได้เรียนรู้ disruptive technologies เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับโลกดังที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(นายแพทย์อุดม คชินทร) ผลักดันเป็นเรื่องที่ดีและถูกต้อง หากแต่สิ่งที่ต้องกังวลคือการมีคนเรียน หลักสูตรไม่ว่าจะดีเลิศทั้งเนื้อหาและผู้สอนอย่างไร แต่ถ้าไม่มีผู้เรียนแล้วก็สูญเปล่า เมื่อหลายปีก่อนภาครัฐไทยจ้างนักออกแบบ นักคิดระดับโลกมาให้แนวคิดและถ่ายทอดความรู้ด้วยเงินจำนวนสูงมาก ถึงแม้จะไม่เก็บเงินแต่ปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าเรียนจำนวนน้อยมากอย่างน่าอายคนที่เชิญเขามา เหตุที่อาจไม่มีคนเรียนก็เพราะยังไม่มีการตระหนักกันอย่างชัดแจ้งว่ามีความสำคัญและต้องเรียนรู้อย่างรีบด่วน (“ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา") (ตัวอย่างคือการจัดสอนภาษาอังกฤษเสริมให้เป็นพิเศษนอกหลักสูตรแก่นักศึกษานั้น เท่าที่ทราบยังไม่เห็นมีมหาวิทยาลัยใดประสบผลสำเร็จ)

          ผู้เขียนมีความเห็นว่าถ้าเน้นแต่ด้านสัพพลาย (การจัดหลักสูตรและผู้สอน) โดยไม่สนใจด้าน ดีมานด์ (การมารับการเรียนรู้) แล้ว จะล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่เหมือนที่ผ่าน ๆ มา การทำความเข้าใจต่อสาธารณชนและมีการตลาดที่ดีเป็นเรื่องสำคัญ ตราบใดที่สิ่งที่ต้องเรียนรู้ใหม่เป็นเรื่องไม่ง่าย ต้องการความขยันบากบั่นและขวนขวาย ต้องใช้เวลา เสกคาถาให้รู้ไม่ได้ ฯลฯ การหาคนมาเรียนไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในประเทศไทย

          ในบางมหาวิทยาลัยตัวเลขนักศึกษาที่เรียนปริญญาด้าน IT ลดลงแทนที่จะเพิ่มดังที่คาดเดาก็เพราะมันยาก ต้องใช้เวลาไม่ใช่เรื่องของ “มาม่า ยำยำ ไวไว” แถมใช้ทางลัดผ่านเวทมนตร์เสกความรู้เข้าท้องก็ทำไม่ได้อีก

          ผู้เขียนมิได้บอกว่าสถานการณ์อันเลวร้ายสำหรับมหาวิทยาลัยนั้นไม่มี หากต้องการให้รู้ความจริงอย่างถ่องแท้ก่อนที่จะพูดต่อ ๆ กันไป ความจริงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งเพราะจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกจุด

          หลักสูตรที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและมหาวิทยาลัยมีมาตราฐานจะมีคนปรารถนาเข้าเรียนเสมอ ปริญญาที่มีคุณภาพยังคงมีความสำคัญอย่างไม่หมดไปจากประเทศไทยและจะเป็นความฝันของเยาวชนไทยอีกนานเท่านาน
 

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 813050 ครั้ง