วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ อาหารสมอง กรุงเทพธุรกิจ > ทำไมตายช่วงปีใหม่ 2562

วรากรณ์  สามโกเศศ
12 กุมภาพันธ์ 2562

          จำนวนคนตายจากอุบัติเหตุยานพาหนะในแต่ละช่วงเทศกาลเป็นที่สนใจของผู้คน แต่เมื่อเวลาผ่านไปและวนกลับมาก็พูดถึงกันเรื่องตัวเลขว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงอีก โดยมิได้วิเคราะห์ปรากฏการณ์กันจริงจังเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาในช่วงเวลาต่อไป ผู้เขียนขอนำบท “วิเคราะห์สถานการณ์อุบัติเหตุ ปีใหม่ 2562” ที่ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ได้ทำไว้อย่างน่าสนใจมานำเสนอ

          ผู้เขียนขอนำบางส่วนมาดังต่อไปนี้ (1) ช่วงปีใหม่ 2562 (27 ธันวาคม2561 ถึง 2 มกราคม 2562) มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 463 ราย (ร้อยละ 70 เป็นจักรยานยนต์) โดยเกิดอุบัติเหตุรวม 3,791 ครั้ง (น้อยลงเมื่อเทียบกับปี 2561) มีผู้บาดเจ็บ 3,892 คน (น้อยลงกว่าเมื่อปี 2561) แต่มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากขึ้น (ปีก่อน 423 ราย) ถือได้ว่ามีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

          (2) ปัจจัยของความรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้นมาจาก (ก) ความเร็ว ทั้งในเขตเมืองและทางหลวง (ข) การไม่ใส่อุปกรณ์นิรภัย (หมวก เข็มขัดนิรภัย) (ค) พฤติกรรมเสี่ยงหลัก คือ “หลับใน” และ “ดื่มขับ” (หลับในและการไม่ใส่อุปกรณ์นิรภัยส่วนหนึ่งมาจากแอลกอฮอร์) (ง) สภาพถนนอันตราย เช่น ต้นไม้ ป้าย ก่อสร้าง เสาไฟ ฯลฯ ปัจจัยร่วมเหล่านี้คือสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ

          (3) ในจำนวนผู้เสียชีวิต 463 รายนั้น 258 ราย (ร้อยละ 56) เสียชีวิตที่ เกิดเหตุ 20 ราย ระหว่างนำส่งโรงพยาบาล และ 185 ราย เสียชีวิตที่โรงพยาบาล ยานพาหนะที่ผู้เสียชีวิตใช้เป็นจักรยานยนต์ ร้อยละ 70 รถปิคอัพและรถนั่งใกล้เคียงกันคือประเภทละร้อยละ 10

          ในเรื่องสถานะของผู้เสียชีวิต ร้อยละ 76 เป็นผู้ขับขี่เอง ร้อยละ 16 เป็นผู้โดยสาร และร้อยละ 7 เป็นผู้เดินถนน

          ข้อสังเกตก็คือประมาณ 2 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตจากจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัย

          อนึ่ง ไม่มีผู้โดยสารรถสาธารณะเสียชีวิตเลย ถึงแม้จะมีอุบัติเหตุของรถโดยสารประจำทาง 4 ครั้งก็ตาม

          (4) แอลกอฮอร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในการเกิดอุบัติเหตุ ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดนั้นเกือบร้อยละ 40 มาจากขับเร็ว (ส่วนใหญ่เป็นผลจากแอลกอฮอร์ ) เกือบร้อยละ 30 มาจากดื่มขับ (รวมกันเป็น ร้อยละ 70 ดังนั้นจึงอนุมานได้ว่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 เป็นผลจากแอลกอฮอร์) อีกร้อยละ 20 มาจากการ ขับรถตัดหน้า และร้อยละ 6 จากหลับใน (ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ก็โยงใยกับการดื่มแอลกอฮอร์ด้วยเช่นกัน)

          ในช่วงเวลานี้มีการส่งตรวจตัวอย่างเลือดผู้ขับขี่และทราบผล 469 ราย พบว่ามีปริมาณ แอลกอฮอร์จำนวนร้อยละ 57 ในกลุ่มที่พบแอลกอฮอร์นี้สำหรับผู้มีอายุน้อยกว่า 20 ปี พบว่ามีปริมาณ แอลกอฮอร์จำนวนร้อยละ 80 ส่วนกลุ่มอายุ 20 ปี ขึ้นไป มีปริมาณแอลกอฮอร์เกินกว่า 50 มิลลิกรัม ถึงจำนวนร้อยละ 52

          (5) เกือบครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 41 ของผู้ประสบภัยจากรถ (ทั้งตายและบาดเจ็บ) เป็นหัวหน้าครอบครัว ร้อยละ47 เป็นเด็กและเยาวชน (เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 39)

          (6) ครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตตายในรัศมี 5 กิโลเมตรจากบ้าน (ร้อยละ 60 ของผู้เสียชีวิตเป็นคนในพื้นที่) โดยเกิดบนทางหลวงร้อยละ 60 เกือบร้อยละ 16 เป็นเด็กและเยาวชน

          (7) 2 ใน 3 ของอำเภอไม่มีการเสียชีวิต มี 1 ใน 3 เป็นอำเภอเสี่ยง (อาจเป็นอำเภอที่มีถนนยาวและผู้สัญจรมาก และอาจมีการดื่มแอลกอฮอร์มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอำเภอใหญ่ ๆ ที่มีงานฉลอง รื่นเริง มีลานเบียร์)

          (8) วันที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดคือวันที่ 1 มกราคม คือ 91 คน รองลงมาคือวันที่ 29 ธันวาคม 84 คน วันที่ 31 ธันวาคม 76 คน และจำนวนความถี่ของการเกิดอุบัติเหตุก็สูงเช่นเดียวกันระหว่าง 30 ธันวาคม ถึง 1 มกราคม ซึ่งหมายถึงว่าเป็นช่วงการฉลองปีใหม่และมีการดื่มแอลกอฮอล์ตลอดจนการเดินทางไปและกลับทันทีหลังปีใหม่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต ไม่ใช่ช่วงก่อนและหลังการฉลองไปแล้ว

          (9) ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะใหญ่ ๆ หลายประการดังนี้ (ก) เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าพนักงานโดยมีเครื่องมือตรวจความเร็ว ตรวจแอลกอฮอล์ ฯลฯ เพียงพออย่างเคร่งครัดทั้งก่อนและหลังเทศกาล (ข) จัดการสภาพแวดล้อมของถนน ไม่ว่าในเรื่องพื้นที่ก่อสร้าง เครื่องหมายจราจร เส้นทางที่รถขับเร็ว ฯลฯ (ค) มาตรการเรื่องจักรยานยนต์เป็นการเฉพาะ เพราะเป็นสาเหตุของการตายถึงร้อยละ 70 ในเรื่องใบขับขี่ หมวกนิรภัย การปฏิบัติตามกฎหมาย ฯลฯ

          (ง) บทบาทของท้องถิ่นทั้งในระดับอำเภอ/ตำบลในการเป็น “เจ้าภาพ” บริหารจัดการความเสี่ยงโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของการใช้จักรยานยนต์ของเยาวชน การดื่มแอลกอฮอล์ของคนในชุมชน เมาแล้วขับ ฯลฯ

          (จ) การร่วมมือของหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชนในการแก้ไขปัญหาอย่างสอดคล้องกันและมีประสิทธิภาพ

          มีตัวอย่างที่ดีของการทำงานแก้ไขในระดับพื้นที่ของอำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร โดยมีนโยบาย “ถนนสกลนครปลอดภัย” มีการจัดทำฐานข้อมูลของการเกิดอุบัติเหตุและวิเคราะห์ปัญหา มีอนุกรรมการของศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ของคณะกรรมการอำเภอเมืองเป็นทีมงานขับเคลื่อนโดยมี “ทีมเทวดา-นางฟ้า” มีการค้นหาจุดเสี่ยงเพื่อแก้ไข ทำงานเชิงรุกขับเคลื่อนตำบลป้องกันและลดอุบัติเหตุ

          สสส. ซึ่งมีหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุนการมีสุขภาวะที่ดีของคนไทย (ซึ่ง “สุขภาวะ” ครอบคลุมทั้งสุขภาพทางกายและจิตใจ) มีโครงการสื่อโฆษณา “กลับบ้านปลอดภัย” อย่างกว้างขวาง สนับสนุนอำเภอเป็นกลไกจัดการลดความเสี่ยงโดยเฉพาะ 1 ใน 3 ของอำเภอ (283 อำเภอ) ที่มีสถิติอุบัติเหตุสูง จัดให้มีสื่อสาธารณะสนับสนุนการใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นเพื่อลดพฤติกรรมความเสี่ยง เช่นขับรถเร็ว ไม่สวมหมวกและไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ฯลฯ อีกทั้งพยายามสร้างกระแส “smart driver” ในสังคมไทยและความตระหนัก “วินัยจราจร”

          ปีหนึ่งคนไทยเกิดไม่ถึง 700,000 คน ตายปีละ 400,000 กว่าคน และในจำนวนที่ตายนี้ก็มีเยาวชนรวมอยู่ด้วยอย่างไม่สมควร คนไทยเราที่อยู่ในวัยทำงานก็จะไม่เพิ่มขึ้นมากในอนาคตอยู่แล้ว การตายกันโครม ๆ ทุกเทศกาลจึงไม่ใช่เรื่องดีแต่อย่างใด

          ปัจจุบันคนสูงวัยชีวิตยืนยาวก็มีจำนวนมากให้ลูกหลานเยาวชนที่มีจำนวนไม่มากต้องออกแรงเลี้ยงผ่านการจ่ายภาษีอยู่แล้ว สงสารเยาวชนไทยกันเถอะครับที่โดนสองเด้ง เราควรช่วยกันรีบแก้ไขปัญหาเก่าแก่นี้ให้ได้ผลจริงจังกันเสียที
 

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 812993 ครั้ง