วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ > เปลี่ยน “หัวใจ” ก็ไม่ฟรี

วรากรณ์  สามโกเศศ
5 มีนาคม 2562

          “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” หมายถึงทุกสิ่งในโลกที่ได้มานั้นล้วนมาจากการต้องยอมเสียสละ สิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งไปแลกเสมอ” เช่นกินยาก็ต้องมีผลข้างเคียง อยากเป็นคนดีก็ต้องอดทนไม่ทำสิ่งชั่วซึ่งอาจสนุก อยากมีความรู้ต้องบากบั่น อยากร่ำรวยก็ต้องขยันทำงานหนัก คนมีชื่อเสียงจะไปไหนตามใจชอบก็ไม่ได้ อยากได้ของมาก็ต้องจ่ายเงิน ฯลฯ

          “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” ประโยคนี้ผู้เขียนแปลจาก “There is no such thing as a free lunch.” เมื่อเกือบ 30 ปี มาแล้วและเอามาเป็นชื่อหนังสือหากินอยู่หลายเล่ม (เล่มแรกตีพิมพ์ 22 ครั้ง) ผู้เขียนจึงให้ความเคารพสัจธรรมนี้มาก เมื่อพบตัวอย่างของหมอผ่าตัดเปลี่ยนไตมีชื่อซึ่งได้เป็นคนไข้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ (หัวใจจริง มิใช่หัวใจที่สลาย) ที่อยู่ในสภาพยอมรับสัจธรรมนี้จึงอดไม่ได้ที่จะต้องนำมาเล่าต่อ

          ที่มาของประโยคภาษาอังกฤษดังกล่าวเกิดจากการที่โรงเตี๊ยมในอังกฤษซึ่งมีร้านอาหารและที่พักอยู่ด้วยกันเมื่อสมัยใช้รถม้าเมื่อหลายร้อยปีก่อนมักติดป้ายไว้หน้าร้านว่า “free lunch” แต่เมื่อคนกินไม่สั่งอะไรเพิ่ม กินแต่ free lunch อย่างเดียว ก็โดนโยนออกมานอกร้าน จึงมีคำพูดว่าจริง ๆ แล้วไม่มี free lunch หรอก ประโยคนี้หลุดเข้าไปเป็นสำนวนภาษาอังกฤษมายาวนานซึ่งหมายความว่าไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่า ๆ มันต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่เสมอ

          Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบิลผู้เรืองนามในทศวรรษ 1970-1990 เอาประโยคนี้มาใช้ในเศรษฐศาสตร์ โดยมีความหมายดังที่ผู้เขียนกล่าวไว้ข้างต้นจนเป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง การ “trade-off” คือได้อย่างต้องเสียอย่างหรือหลายอย่างเพื่อแลกกันเป็นเรื่องจริงที่ช่วยทำให้เห็นประเด็นในการตัดสินใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
Robert Montgomery แพทย์ผ่าตัดเปลี่ยนไตมีชื่อของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้อำนวยการ New York University Langone’s Transplant Institute เป็นผู้หนึ่งที่ยอมรับสัจธรรมดังกล่าวอย่างหน้าชื่นตาบาน เขาประกาศมาตลอดว่าคนที่เปลี่ยนอวัยวะควรยอมรับการติดเชื้อ Hepatitis C (โรคไวรัสตับอักเสบซี) ที่ติดมาจากอวัยวะของผู้บริจาคเพราะปัจจุบันมียาที่กินแล้วรักษาโรคตับอักเสบซีอย่างมีประสิทธิภาพถึง 95%

          เหตุที่เขาต้องออกมากล่าวเช่นนี้ทำนอง “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” ซึ่งหมายถึงว่าอยากได้อวัยวะบริจาคก็ต้องยอมรับไวรัสตัวนี้ที่ติดมาด้วย (ไวรัสมีขนาดเล็กกว่าแบคทีเรีย และต้องการ “เจ้าภาพ” เช่นร่างกายคน พืช หรือสัตว์เพื่อขยายจำนวนมิฉะนั้นอยู่ไม่รอด) ก็เพราะมีความขาดแคลนอวัยวะที่เอามาเปลี่ยนอย่างหนัก จะมีอยู่มากแต่ไม่ยอมรับกันก็คือพวกอวัยวะที่ติดเชื้อ Hepatitis C มาด้วยเพราะมักมาจากเจ้าของที่ใช้เข็มฉีดร่วมกับคนที่ติดโรคนี้อยู่เช่นพวกติดยาเสพติดและเสียชีวิต

          ในสหรัฐอเมริกามีจำนวนผู้เสียชีวิตเพราะเสพยาเสพติดประเภทฝิ่น (opioid) มากขึ้นอย่างผิดสังเกต และพวกนี้ส่วนใหญ่ติดเชื้อ Hepatitis C การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะที่ทำกันมากที่สุดคือไต รองมาคือตับ ส่วนหัวใจและปอดนั้นถือว่าเป็นเรื่องพิเศษแต่ก็กำลังเพิ่มขึ้น

          ในปี 2018 ในสหรัฐอเมริกามีการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ 36,527 ราย โดยมีคนไข้ 113,691 คน ที่อยู่ในสภาพรอคอยอวัยวะจากผู้ที่เพิ่งเสียชีวิต อวัยวะที่ต้องการมากที่สุดคือไต รองลงมากคือตับและหัวใจ เวลาเฉลี่ยของการรอคอยไตคือ 3-5 ปี แต่ทั้งนี้อันดับที่จะได้รับขึ้นกับสถานะความเร่งด่วนของอาการด้วย ผู้รับและผู้บริจาคต้องมีกรุ๊ปเลือดตรงกัน อีกทั้งมีลักษณะเนื้อเยื่อประเภทเดียวกันด้วย ดังนั้นจึงมิใช่เรื่องง่ายที่จะพบคู่ที่เหมาะสม

          เมื่ออวัยวะเป็นของหายาก การยอมรับอวัยวะที่อาจมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ C จึงมีมากขึ้นเพราะดีกว่ารอคอยยาวนานซึ่งอาจทำให้ชีวิตลำบากหรือเสียชีวิตก่อน พูดง่าย ๆ ก็คือผู้รับบริจาคยอมจ่ายด้วยราคาคือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ C หลังจากผ่าตัดไม่กี่วันก็รู้ว่าติดเชื้อนี้หรือไม่และรักษาด้วยการกินยาต่อเนื่องกัน 2-3 เดือนก็สามารถหายได้ แต่บางรายอาจมีผลเสียในระยะยาวหากเป็นอย่างเรื้อรัง แต่ส่วนใหญ่แล้วรักษาหายได้หลังจากติดเชื้อ

          เรื่องของ Dr. Montgomery เกิดเมื่อเขาประสบสภาวะหัวใจวายหลายครั้งตั้งแต่เติบโตมา เพราะเขามีความบกพร่องของหัวใจที่เรียกว่า familial cardio-myopathy ซึ่งสืบทอดมาทางพันธุกรรม (พ่อเขาตายเพราะหัวใจวายตอนอายุ 52 ปี น้องตายตอนอายุ 35 ปี)

          โรคนี้ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขยายตัว ผนังหนาและแข็งตัว จนทำให้หัวใจมีความสามารถในการปั๊มเลือดไปยังส่วนอื่นของร่างกายต่ำลง และไม่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้หัวใจเต้นอย่างเป็นปกติได้จนทำให้หัวใจล้มเหลว

          Dr.Montgomery มีอาการหัวใจเต้นไม่เป็นปกติ (cardiac arrhythmias) ต้องฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า (defibrillator) ไว้ใต้ผิวหนังตั้งแต่อายุ 29 ปี ตอนที่เรียนแพทย์ไม่แน่ใจว่าจะผ่าตัดได้หรือไม่เพราะเครื่องมือผ่าตัดที่มีกระแสไฟฟ้าเกี่ยวข้องด้วยอาจแทรกแซงการทำงานของเครื่องกระตุ้นหัวใจของเขา แต่ 30 ปี ที่ผ่านมาเขาก็ผ่านมาได้จนเป็นหมอผ่าตัดเปลี่ยนไตแถวหน้า

          เครื่องกระตุ้นหัวใจช่วยชีวิตเขามาหลายหนในชีวิต จนกระทั่งครั้งล่าสุดมันไปไม่ไหวเพราะหัวใจทำงานเพียง 20% อีกทั้งหัวใจก็เต้นไม่เป็นปกติอย่างมากด้วยจนอาจนำไปสู่อาการหัวใจวายได้ เขาจึงต้องรับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจด่วนโดยฝีมือของบรรดาหมอที่เป็นลูกน้องของเขา โดยยินดีที่จะรับหัวใจจากผู้ติดเฮโรอีน ซึ่งคาดว่าจะมีเชื้อ Hepatitis C แถมมาด้วยเพราะเขาพูดมาตลอดว่าไม่ควรเป็นสิ่งน่ารังเกียจ

          การคาดคะเนของเขาก็เป็นจริงเพราะ 5 วันหลังผ่าตัด การตรวจเลือดพบว่าเขาติดเชื้อ ดังคาด อย่างไรก็ดีการกินยารักษาต่อเนื่องกัน 2 เดือน ก็ทำให้เขาหายจากโรคแต่ก็ต้องมีการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจอยู่หลายครั้ง

          2 เดือนหลังจากผ่าตัดเขาก็เริ่มงานผ่าตัดเปลี่ยนไตอีกครั้งในอัตราที่เขาเคยทำคือ 50 ครั้งต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีที่ยาก Dr. Montgomery ยังคงยืนยันกับคนไข้ที่จะเปลี่ยนไต ตับ และหัวใจว่าการรับเชื้อ Hepatitis C จากอวัยวะที่แสนหายากเป็น “ราคา” ที่คนไข้ควรรับได้ ดังที่เขาทำให้ดูเป็นตัวอย่าง การทิ้งอวัยวะเหล่านี้ไปเพราะคาดว่าจะมีเชื้อดังกล่าวเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

          ถ้ายอมรับสัจธรรมที่ว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” อาจทำให้ผู้รอคอยอวัยวะจำนวนมากยอมรับความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ การตัดสินใจว่าจะรับ “ราคา” นี้ได้หรือไม่ต้องคำนึงถึงความทนทุกข์ทรมานที่ได้รับในปัจจุบันตลอดจนความเสี่ยงจากการเสียชีวิตระหว่างการรอคอยอันยาวนาน

          ถ้าสงสัยว่าอวัยวะของคนสูงอายุมีน้ำยาพอจนสามารถบริจาคได้หรือไม่ คำตอบก็คืออายุไม่ใช่อุปสรรค ตับ ไต หัวใจ ปอด ตับอ่อน กระดูก ไขกระดูก กระจกตา ฯลฯ สามารถเป็นประโยชน์ได้ทั้งสิ้น คำถามมีเพียงว่าคนรับบริจาคเขาจะเอาอวัยวะของพวก ส.ว. (สวยทุกวัน) เหล่านี้หรือไม่เท่านั้น
 

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 874100 ครั้ง