วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ อาหารสมอง กรุงเทพธุรกิจ > การปิดตัวของมหาวิทยาลัยอเมริกัน

วรากรณ์  สามโกเศศ
2 เมษายน 2562

          เรื่องมหาวิทยาลัยไทยอาจต้องปิดกิจการในอนาคตมีคนพูดกันมานาน มีการอ้างตัวเลขที่เกิดขึ้นในต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกากันพอควร วันนี้ขอเอาเรื่องราวและตัวเลขของสหรัฐอเมริกามาพูดให้ชัดเจนสักที

          Concordia College ในรัฐ Alabama ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่คนผิวสีอาฟริกันเรียนกันมาเกือบครบ 100ปี ต้องปิดตัวลงเมื่อไม่นานมานี้ จำนวนนักศึกษาหดตัวลง 43% ระหว่างปี 2005 และปี 2018 จนกระทั่งเหลืออยู่เพียง 400 คน และมีหนี้สินสะสมอยู่ 8 ล้านเหรียญ ชะตากรรมของ Concordia เป็นตัวอย่างของอีกหลายมหาวิทยาลัยเอกชนขนาดเล็กในสหรัฐอเมริกาในอนาคตอันใกล้

          College กับ University ในสหรัฐอเมริกานั้นมีความหมายเหมือนกัน วลี "go to college" หมายถึงเรียนต่อมหาวิทยาลัย ประเด็นอยู่ที่ว่าเป็น 2 ปี หรือ 4 ปี บางสถาบันก็เรียน 4 ปี แต่ชื่อเป็น college เช่น Dartmouth บางสถาบันเรียน 2 ปี และเรียกว่า college ก็มีมากเช่นพวก community colleges ทั้งหลาย ในที่นี้จะเรียกรวมหมดว่ามหาวิทยาลัย

          เมื่อมีคนถามว่าสหรัฐอเมริกามีมหาวิทยาลัยกี่แห่งจึงมีหลายคำตอบจนน่าปวดหัวเพราะได้คำตอบที่ไม่ตรงกัน ถ้านับเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาที่ให้ปริญญาจะมีจำนวน 4,298 แห่ง ในปี 2018 โดยแยกเป็นของรัฐ 1,626 แห่ง ของเอกชน 2,672 (ไม่มุ่งกำไร 1,687 แห่ง มุ่งกำไร 985 แห่ง)

          ในจำนวนเอกชน 2,672 แห่ง มี 1,800 แห่ง ที่เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเรียน 4 ปี ซึ่งได้แก่ Harvard/ Stanford / MIT / Duke / Cornell ฯลฯ รวมไปถึงมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ เช่น Concordia (ส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก) หลายแห่งมีอายุยาวนานแต่ปัจจุบันกำลังจะต้องปิดตัวลงเพราะมีนักศึกษาน้อยลงทุกที

          ในทศวรรษที่ผ่านมามีการพูดกันมากว่า “ฟองสบู่มหาวิทยาลัย” ใกล้แตก แต่หลายคนก็ไม่เชื่อ บ้างก็บอกว่ามองโลกร้ายเกินไป บ้างบอกเป็นเรื่องการเมืองเพราะอาจารย์ในมหาวิทยาลัยขยับกันไปทางซ้าย (เชื่อในการมีบทบาทของภาครัฐในเศรษฐกิจและสังคม) มากขึ้น จึงเอามาอ้างเพื่อให้เห็นว่าการเมืองฝ่ายซ้ายกำลังอ่อนลง อย่างไรก็ดีในที่สุดก็เป็นความจริง หลายมหาวิทยาลัยกำลังปิดตัวลงไม่ใช่เพราะค่าเล่าเรียน ไม่ใช่เพราะเหตุผลทางการเมือง แต่เป็นเพราะอัตราการเกิด

          คงจำกันได้ถึงวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาอันเนื่องมาจากวิกฤตการเงินและการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปี 2008 ไม่น่าเชื่อว่าความเครียดที่เกิดขึ้นทำให้อัตราการเกิดลดลงเกือบ 13% ระหว่างปี 2007-2012 ซึ่งจะมีผลทำให้นักศึกษาวัยเข้ามหาวิทยาลัยในอนาคตอันใกล้คือทศวรรษ 2020 ลดลงไปประมาณ 450,000 คน
กลุ่มสถาบันที่จะถูกกระทบมากที่สุดคือบริเวณที่มหาวิทยาลัยเอกชนอยู่หนาแน่นคือ New York /Pennsylvania /แถบNew England เช่น Massachusetts / Maine / New Hampshire และแถบ Great Lakes เช่น Michigan / Wisconsin / Indiana และ Ohio

          อย่างไรก็ดีมหาวิทยาลัยเอกชนในบริเวณเหล่านี้มีฐานะแตกต่างกันมาก เช่น Harvard มีนักศึกษา 23,000 คน มีเงินกองทุน 39,000 ล้านเหรียญ ในขณะที่ Franklin & Marshall College ใน Pennsylvania มีนักศึกษาเพียง 2,200 คน มีเงินทุนเพียง 391 ล้านเหรียญ หรือ Rosemont College ในชานเมือง Philadelphia มีนักศึกษา 635 คน และมีเงินกองทุน 17.2 ล้านเหรียญ พวกเอกชน เล็ก ๆ เหล่านี้แหละที่กำลังแย่

          ในรอบ 3 เดือนแรกของปี 2019 Green Mountain / Newbury และ Mount Ida College ใน New Englandประกาศแล้วว่าจะปิดกิจการ ในขณะที่ Southern Vermont กำลังใกล้จะปิด เฉพาะในรัฐ Massachusetts เอง 17 มหาวิทยาลัยเอกชนปิดกิจการไปแล้วในรอบ 6 เดือน ที่ผ่านมา

          มหาวิทยาลัยเอกชนเล็ก ๆ เหล่านี้เป็นของมูลนิธิ กลุ่มศาสนา กลุ่มสมาคม ฯลฯ มาเก่าแก่ส่วนหนึ่งและเพิ่มขึ้นเป็นดอกเห็ดตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา เมื่อมีคนในวัยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น พ่อแม่บางกลุ่มปรารถนาให้ลูกเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนขนาดเล็ก ๆ ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นแนวการศึกษาแบบศาสนาหรือ Liberal Arts ที่สร้างให้คนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และในราคาที่ถูกกว่ามหาวิทยาลัยใหญ่ไกลบ้าน

          สิ่งที่ทำให้กิจการสะดุดก็คืออัตราการเกิดของประชากรเปลี่ยนแปลงไปโดยเริ่มสังเกตุเห็นในปี 2017 เด็กเกิดมีประมาณ 3.85 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1987 เป็นต้นมา ในปี 2017 Total Fertility Rate หรือTFR (จำนวนเด็กเฉลี่ยที่หญิงให้กำเนิดในชีวิตของเธอ) อยู่ในระดับ 1,765 ของการเกิดต่อหญิง 1,000 คน ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถรักษาจำนวนประชากรไว้ให้คงที่ได้ (จำนวนที่จะช่วยให้รักษาไว้ได้คือ 2,100 การเกิด กล่าวคือทดแทนพ่อและแม่และเผื่อการตายของเด็กที่เกิดบางส่วนด้วย)
มองไปทั่วสหรัฐอเมริกา TFR ต่ำกว่า 2,100 เกือบทั้งประเทศ ที่ต่ำสุดคือบริเวณ New England / New York / Pennsylvania และบริเวณ Great Lakes และเมื่อมหาวิทยาลัยเอกชนมีอยู่หนาแน่นในบริเวณนั้น กิจการจึงถูกกระทบอย่างแรง

          เมื่อจำนวนเกิดมีน้อยและถูกดูดไปโดยมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนมีชื่อในบริเวณนั้น จึงทำให้จำนวนนักเรียนที่มีเหลือสำหรับมหาวิทยาลัยเอกชนเหล่านี้ลดลงไปมาก ครั้นจะหาเพิ่มจากต่างประเทศก็ได้ทำมานานแล้วและไม่สามารถสู้กับมหาวิทยาลัยใหญ่ทั้งของรัฐและเอกชนที่มีวิชาให้เลือกเรียนมากมาย ความหลากหลายของวิชาที่มีให้เรียนกลายเป็นจุดแข็งที่สำคัญในปัจจุบัน

          นักวิเคราะห์บางคนไปไกลกว่านั้นด้วยซ้ำ เช่น Clayton Christensen แห่ง Harvard Business School ระบุว่าครึ่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา (ไม่จำกัดเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนเท่านั้น) จะต้องปิดกิจการลงภายในทศวรรษหน้าเพราะปัญหาทางการเงินอันเนื่องมาจากขาดผู้เรียน คำพยากรณ์นี้อาจดูเลวร้ายไปสักหน่อย Moody’s ทำนายว่ามหาวิทยาลัยเอกชนจะปิดตัวลงเฉลี่ยปีละ 15 แห่ง จนก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจแก่ท้องถิ่น

          เรื่องราวของมหาวิทยาลัยเอกชนในสหรัฐอเมริกาฟังดูแล้วน่าหวาดหวั่น ถ้าหันมาดูสถานการณ์ของบ้านเราแล้วก็จะเห็นภาพที่ไม่ต่างกันนัก เพียงแต่การปิดของต่างประเทศนั้นคือ "ปิด" ไปเลย แต่บ้านเรานั้นการ “ปิด” มีความอ้อยอิ่งต่างกันอย่างน่าปวดหัว
 

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 860569 ครั้ง