วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ อาหารสมอง กรุงเทพธุรกิจ > ทำไมจึงเสพติด “มือถือ”

วรากรณ์  สามโกเศศ
20 สิงหาคม 2562

          หลายคนคงรู้สึกเหมือนผู้เขียนเมื่อลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้านแล้วรู้สึกหงุดหงิดเหมือนขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง รู้สึกถูกทอดทิ้ง ไม่รู้ว่าโลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว อีกทั้งรู้สึกต่ำต้อยยามเมื่อเห็นเขาใช้มือถือกันอย่างเมามัน แต่เมื่อได้มันกลับมาอยู่ในมืออีกครั้งก็รู้สึกสบายใจ เปิดดูสาระพัดหน้าอย่างมีความสุข ความรู้สึกและพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ผิดปกติหรอกเพราะพวกเราต่างก็ “ติด” โทรศัพท์มือถือเช่นเดียวกับที่เราติดน้ำตาล ติดเหล้า ติดบุหรี่ ฯลฯปัจจุบันมีคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ในเรื่องการ “ติด” มือถือ ดังที่จะเล่าต่อไปโดยนำมาจากวารสาร Discover ฉบับ June 2019

          ตลอดเวลา 10 ปีเศษที่ผ่านมา เราใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ไอแพด แล็บทอปกันอย่างกว้างขวาง โดยมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของตัวเราเอง ต่อความสัมพันธ์ กับครอบครัว กับเพื่อน กับญาติมิตร ฯลฯ โดยที่ไม่รู้ตัวเพราะเราอยู่ในการเปลี่ยนแปลงนี้ ถ้าเราลองนึกย้อนหลังไปกว่า 10 ปี ก็จะจำได้ว่าเราอ่านหนังสือ ดูทีวีร่วมกันในครอบครัว พูดจาคุยกันอย่างให้ความสนใจกันและกัน ไม่มีสิ่งน่ากลัวที่สามารถทำลายชีวิตใครก็ได้ในเวลาไม่กี่วินาทีด้วยการโพสต์ข้อความที่ไร้สติ ฯลฯ

          เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียทำให้คนใจร้อนมากขึ้น มีความอดทนและอดกลั้นต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวน้อยลงเพราะเราคุ้นเคยกับความรวดเร็วของสิ่งที่ต้องการผ่านจอ เรามีความสุขสนุกสนานมากขึ้นผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดีย มีสังคมที่กว้างขวาง รับรู้สิ่งใหม่ ๆ ในโลกและหาความรู้ได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ฯลฯ มันมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีปนกัน ถ้าเราเข้าใจกลไกทางวิทยาศาสตร์ของมันที่ทำให้เรา “ติด” เป็นทาสอาจช่วยให้เราสามารถควบคุมไม่ให้มัน “ทำร้าย” เราได้กระมัง

          สมองมนุษย์นั้นกระหายใน 3 เรื่อง คือ “ความสุขสมอย่างทันด่วน” (instant gratification) ความรวดเร็ว และ "การคาดคะเนไม่ได้ " (unpredictivity) สมาร์ทโฟนนั้นทำให้เกิดการ ท่วมท้นทั้ง 3 ลักษณะ และสมองก็ตอบรับด้วยการหลั่งสารเคมีในร่างกายซึ่งมีชื่อว่า dopamine ที่ทำให้เรามีความสุข (เราติดน้ำตาลเพราะมันให้ความหวานซึ่งทุกครั้งที่เราบริโภค dopamine ก็จะถูกปล่อยออกมา และทำให้เรามีความสุข ดังนั้นเราจึงชอบกินหวานกัน)

          “ความสุขสมอย่างทันด่วน” และความรวดเร็วทำให้เกิดความสุขนั้นเข้าใจได้ง่าย ส่วน "การคาดคะเนไม่ได้" ทำให้เกิดความสุขได้อย่างไรต้องถามคนเล่นไพ่ว่ารู้สึกอย่างไรในขณะที่กำลังเปิดไพ่มือใหม่ที่ได้รับแจก หรือลุ้นตรวจหวย หรือลุ้นดูลูกเต๋าในเกมส์ไฮโล หรือ blind date (นัดบอด) ฯลฯ มันเป็นความสุขที่เกี่ยวพันกับความตื่นเต้น

          ลักษณะสำคัญของสมาร์ทโฟนที่ทำให้เกิด "การคาดคะเนไม่ได้ "นั้นคือการคาดหวังว่า “รางวัล” (ความรู้สึกพอใจ ความสุข ความตื่นเต้น) กำลังจะมาถึง เช่น โพสต์รูปถ่ายบน IG หรือ Facebook หรือ YouTube และคาดคะเนว่าจะมีคนดูหรือกดไลน์ หรือแชร์มากน้อยเพียงใด มนุษย์นั้นต้องการได้รับการยอมรับจากผู้อื่นเสมอ ปฏิกิริยาด้านบวกในโซเชียลมีเดียก็คือ “รางวัล” หรือการยืนยันความมีตัวตนของตนเอง

          ในสังคมธรรมดาที่ผู้คนพูดจาสังสรรค์กัน ความคาดหวังว่า “รางวัล” กำลังจะมาถึงนั้นมีน้อย เช่น จะมีคนชมว่าสวยว่าหล่อ ว่าดูดี อย่างดีก็จากคนไม่กี่คน แต่ถ้าเป็นโซเชียลมีเดียผ่าน สมาร์ทโฟนแล้วอาจมีคนกดไลน์เป็นหมื่นเป็นแสน ความตื่นเต้นความสุขมันอยู่ตรงการคาดหวังเช่นนี้จนทำให้ dopamine หลั่งออกมาเป็นสองเท่าของการได้รับ “รางวัล” จริง และเมื่อยิ่งมีการคาดหวังเช่นนี้บ่อยเข้าก็เป็นการเสพติดเพราะ dopamine จะหลั่งออกมามากยิ่งขึ้น

          การทำงานของโซเชียลมีเดีย เช่น IG หรือ Facebook นั้นพุ่งไปที่ limbic system ของสมอง ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องของ “รางวัล” การเอาตัวรอด การได้รับการยอมรับจากสังคม ฯลฯ ซึ่งเกี่ยวพันกับสารสร้างความสุขdopamine เมื่อเราต้องการ "รางวัล" เราจึงกลับไปที่โซเชียลมีเดียครั้งแล้ว ครั้งเล่าอย่างไม่รู้ตัวจนเสพติดเพราะได้รับความสุขจาก dopamine

          ในทางการแพทย์การกระหายใช้สมาร์ทโฟนในระดับเสพติดอย่างหนักจนมีผลต่อสุขภาพ ความสามารถในการคิด ความสัมพันธ์ ตลอดจนสุขภาพจิต มีชื่อเรียกว่า SPD (Smartphone Dependence) มีบทความที่ตีพิมพ์ในปี 2017 ในวารสาร Clinical Psychological Science ซึ่งระบุว่า เด็กวัยรุ่นซึ่งใช้สมาร์ทโฟนมากกว่าวันละ 3 ชั่วโมงมีโอกาสที่จะคิดหรือลงมือฆ่าตัวตายมากกว่าเด็กคนอื่นที่ใช้เวลากับสมาร์ทโฟนน้อยกว่าถึง 34%

          วารสาร Frontiers in Psychiatry ในปี 2016 ตีพิมพ์บทความที่พบว่าการใช้สมาร์ทโฟนเชื่อมโยงกับความกังวล ความเครียด อาการซึมเศร้า และการหลับที่ไม่มีคุณภาพ สาเหตุนั้นมาจากการรับข่าวสารข้อมูลที่ไหลมาอย่างไม่จบสิ้น ความเครียดที่เกิดขึ้นมาจากการหลั่งสูงขึ้นของฮอร์โมน adrenaline และ cortisol เมื่อได้รับสิ่งกระตุ้น ซึ่งในเวลาต่อมาฮอร์โมนสองตัวนี้ก็กลับลงไปสู่การหลั่งในระดับปกติ แต่การใช้สมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่องโดยมีแรงกดดันที่จะต้องมีข้อมูลข่าวสารอย่างไม่หยุดยั้งจะทำให้ฮอร์โมนสองตัวนี้กลับลงไปสู่ระดับการหลั่งปกติที่สูงขึ้นกว่าเดิม

          ที่เลวร้ายกว่านี้ก็คือยามที่เราถูกมนต์สะกดของสมาร์ทโฟน ความสนใจของเราจะไปอยู่ที่จุดเดียวจนสูญเสียความสามารถในการทำสิ่งอื่นพร้อมไปด้วย และถ้าพยายามที่จะสร้างความสมดุลของการรับการกระตุ้นจากหลายแหล่งก็จะนำไปสู่ระบบการประมวลข้อมูลที่ขาดประสิทธิภาพ จนทำให้เกิดความเครียด เกิดความหงุดหงิด ไม่สามารถโฟกัสความคิดหรือมีสมาธิในการทำงาน

          งานศึกษาพบต่อไปอีกว่าวัยรุ่นที่มีอาการ SPD จะประสบความเสียหายในระดับโครงสร้างย่อยของเนื้อสมอง หรือพูดอีกอย่างว่าทำให้ตัวเชื่อมสัญญาณในสมองที่ทำให้สามารถสื่อสารถึงกันได้ทุกพื้นที่เกิดปัญหา

          ผู้เขียนบทความ Digital Detox ในวารสาร Discover ได้ทดลองไม่ใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์และพบว่าตนเองมีเวลาอยู่กับความคิดตนเองมากขึ้น มีการพูดคุยกับคนในครอบครัวอย่างจริงจังและสื่อสารกันได้ดีมากขึ้น (โดยไม่แอบเหลือบมองสมาร์ทโฟนเหมือนก่อน) และเกิดสิ่งที่เรียกว่า The Sound of Silence (เหมือนชื่อเพลงฮิตในยุค 70) กล่าวคือเกิดความสงบจนได้ยินเสียงที่เกิดขึ้นในสมองของเรา และที่สำคัญมีเวลาสำหรับทำสิ่งอื่น ๆ มากขึ้น เขาเพิ่งรู้ว่าสมาร์ทโฟนแย่งเวลาจากเขาและยัดเยียดข้อมูลที่ไม่จำเป็นไปมากมายเพียงไร เหนือสิ่งอื่นใดมีความเครียดน้อยลง และรู้สึกว่ามีเสรีภาพมากขึ้น

          สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะทำให้ชีวิตสะดวกสบายและมีประโยชน์ยามฉุกเฉิน ประเด็นอยู่ที่การรู้จักใช้อย่างชาญฉลาด โดยไม่เป็นทาสของมันอย่างไม่รู้ตัว เพราะกระหาย dopamine ซึ่งเป็นสารเสพติด การเป็นอิสระจากการเสพติดคือการเป็นไทแก่ตัวอย่างแท้จริง
 

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 879630 ครั้ง