วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ อาหารสมอง กรุงเทพธุรกิจ > “ตบหน้า” ด้วยมือถือ

วรากรณ์  สามโกเศศ
27 สิงหาคม 2562

          หลายคนคงเคยถูกตบหน้าไม่ว่าจะด้วยสาเหตุพิษรักแรงหึง หรือรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่นหรือมีคนไม่พอใจคำพูด แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม มันล้วนทำให้เจ็บปวด ในปัจจุบันมีการตบหน้าอีกลักษณะหนึ่งที่เจ็บปวดอย่างล้ำลึกกว่า และเกิดขึ้นตลอดเวลาทุกวัน ต่างคนต่าง “ตบหน้า” กันโดยไม่รู้ตัว นั่นก็คือการ “ตบหน้า” ด้วยโทรศัพท์มือถือ

          ถามง่าย ๆ ว่าท่านรู้สึกอย่างไร (1) เมื่อคนที่คุยกับท่านพูดไปเล่นโทรศัพท์มือถือไป (2) เพื่อนที่สนทนาด้วยถึงจะไม่ถึงกับหยิบมันขึ้นมาดูแต่ก็พูดไปเหลือบมองจอมือถืออยู่เป็นพัก ๆ (3) ไปทานข้าวกับเพื่อน หรือคนในครอบครัว หรือคนที่คิดจะเอามาเป็นสมาชิกในครอบครัว ตลอดเวลาที่นั่งอยู่ด้วยกันไม่ค่อยได้พูดได้จากัน กล่าวคือพูดน้อยแต่เล่นมือถือแยะ (4) ในเวลาประชุม ประธานก้มหน้าก้มตาดูมือถือราวกับว่าถ้าไม่ดูแล้วโลกจะล่มสลาย ใครพูดอะไรก็ไม่ค่อยได้ฟังเพราะใจอยู่ที่มือถือ (5) ผู้เข้าประชุม แทนที่จะตั้งใจรับฟังคำพูด ความเห็นเพื่อช่วยกันคิดวิเคราะห์หาข้อสรุป แต่กลับเล่นมือถืออยู่ตลอดเวลา หรือเป็นพัก ๆอย่างไม่รู้ว่าดูอะไรกันนักกันหนา ฯลฯ

          การเห็นภาพการใช้มือถือในลักษณะข้างต้นเป็นเรื่องที่เจนตากันอยู่ทุกวี่ทุกวันจนคนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ใคร ๆ เขาก็ทำกัน แต่ถ้าพิจารณาในความถูกต้องแล้ว ไม่ว่าคนส่วนใหญ่จะทำอะไร ตราบที่มันไม่ถูกและไม่เข้าท่าแล้ว มันก็ไม่มีวันถูกต้องได้วันยังค่ำการหลงประเด็นในเรื่องเช่นนี้นำความเสื่อมมาสู่สังคมมากอยู่แล้ว เราไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเพราะมันกระทบต่อสิ่งสำคัญที่เชื่อมต่อมนุษย์เข้าไว้ด้วยกันให้เกิดความสุขนั่นก็คือความสัมพันธ์

          โทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะที่เป็นสมาร์ทโฟนสร้างสถานการณ์เหล่านี้ซึ่งโดยแท้จริงแล้วก็คือการ “ตบหน้า” นั่นเอง ถ้าท่านพูดคุยกับคนที่เขาไม่ตั้งใจฟังท่าน พูด หันไปหันมาพูดคุยกับคนอื่นที่อยู่ใกล้เคียง หรือตาสอดส่ายมองไปรอบตัว มันก็เข้าลักษณะเดียวกับการใช้มือถือขณะที่สนทนากับท่าน อย่างนี้ก็คือการ “ตบหน้า” โดยแท้เพราะไม่ให้เกียรติคนที่พูดอยู่ด้วย

          ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทั่วโลก จนปัจจุบันมีคำใหม่ในภาษาอังกฤษคือ “phub” โดยมาจาก phone + snub (snub ก็คือการถูกปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใยหรืออย่างเหยียดหยาม ซึ่งก็เป็นเสมือนการถูก “ตบหน้า” นั่นเอง) มือถือเป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้คนต่าง ๆ ถูก phub กันอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว

          snub เป็นมารยาทที่เลวร้ายของสังคม เวลาท่านพูดกับใครแล้วเขาไม่ตอบหรือไม่สนใจที่จะตอบก็คือ snubในดีกรีหนึ่งเช่นเดียวกับการทักทายคนเคยรู้จักกันและเขาไม่ทักตอบ หรือมีกิริยาที่ไม่ตอบรับว่ารู้จักก็คือการ “ตบหน้า” เราดี ๆ นั่นเอง ซึ่งอาจเจ็บปวดยิ่งกว่าถูกตบหน้าจริงก็เป็นได้ในหลายกรณี

          คำถามก็คือเราสมควรปล่อยให้มันเป็นไปเช่นนี้หรือ? ให้ผู้คนก้มหน้าเล่นมือถือ หรือใช้มือถืออยู่เกือบตลอดเวลาในยามที่พบปะกันทั้งกับคนคุ้นเคยและแปลกหน้า ไม่ว่าใครจะพูดอะไรในที่ประชุมก็ก้มหน้าดูมือถือย่างโจ่งแจ้งหรือแอบดูเกือบตลอดเวลา (เลวร้ายกว่านั้นก็คือพูดโทรศัพท์ขณะประชุมไปด้วยอย่างไม่เกรงใจใคร) และในการพบปะของครอบครัวญาติมิตร ต่างคนก็ต่างก้มหน้าใช้มือถือ ไม่พูดจากันโดยให้ความสนใจกับสิ่งที่แต่ละคนพูดอย่างจริงใจเหมือนเมื่อครั้งไม่มีอุปกรณ์นี้เมื่อก่อนหน้า 12-13 ปีก่อน ฯลฯ

          คำตอบก็คือมันเป็นเรื่องมารยาทของแต่ละคนที่มีไม่เท่ากัน อย่างดีที่สุดก็คือชี้ให้เห็นว่ามันเป็นสิ่งผิดปกติเพราะยามเมื่อเราอยู่ในการเปลี่ยนแปลงใด เรามักจะมองไม่เห็นชัดเจนว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นต่อเมื่อเราถอยออกมาอยู่ห่างเสมือนเป็นคนนอกและมองเข้าไปก็อาจเห็นได้ชัดขึ้น

          มารยาทคือกติกาของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยมิได้เป็นกฎหมายแต่เป็นที่รู้กันว่าสิ่งใดควรทำและไม่ควรทำ เช่น การแซงคิว การจามไอโดยไม่ปิดปาก การพูดแซงขึ้นในขณะที่คนอื่นกำลังพูดอยู่ การพูดตอบกลับเมื่อมีใครพูดด้วย ฯลฯ และแน่นอนการแสดงกิริยาปฏิเสธผู้อื่นอย่างไม่มีเยื่อใยหรือเหยียดหยามโดยเฉพาะในที่สาธารณะเป็นการเสียมารยาทอย่างมาก การใช้โทรศัพท์มือถือในลักษณะที่กล่าวข้างต้นเข้าข่ายการเสียมารยาท และการไม่รู้ตัวว่าเสียมารยาทนี้เรากระทำต่อกันและกันอยู่ตลอดเวลา เรา “ตบหน้า” กันทุกวันอย่างไม่ช้ำหน้า แต่ช้ำความสัมพันธ์

          คงจะไม่ผิดที่เกือบทุกคนรวมทั้งผู้เขียนด้วยกระทำผิดมารยาท “ตบหน้า” ผู้คนมากมายอย่างลืมตัวนับตั้งแต่มีการใช้มือถือกันมา แต่เมื่อมันเป็นประเด็นขนาดเกิดคำภาษาอังกฤษใหม่ขึ้นในโลกก็ฉุกให้คิดว่าการ “ตบหน้า” ลดประสิทธิภาพในการประชุม ลดคุณภาพของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ลดความเป็นมนุษย์ที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนอื่น เพิ่มการ “เสพติด” โทรศัพท์มือถือยิ่งขึ้น ฯลฯ หรือไม่

          การต้องติดตามข่าวสารสำคัญบางเรื่องอย่างใกล้ชิด หรือความจำเป็นต้องตื่นตัวรอรับโทรศัพท์สำคัญ หรือการรอคอยการติดต่อที่สำคัญ ฯลฯ เป็นเรื่องน่าเห็นใจสำหรับบางคนจนทำให้ต้องใช้มือถือในขณะที่ประชุมหรือพบปะผู้คน แต่ที่จริงแล้วก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการเปิดโหมดสั่นเพื่อเตือนให้รู้ หรือวางหงายจอไว้บนโต๊ะเพื่อให้เห็นการเคลื่อนไหว แต่มิใช่การก้มลงดูมือถืออยู่เกือบตลอดเวลา รูดไล่ดูหน้าต่าง ๆ อย่างหิวกระหาย เมื่อมีความจำเป็นที่ต้องดูหน้าจออย่างจริงจัง ก็ควรออกจากห้องประชุมชั่วคราว (เช่นเดียวกับการใช้โทรศัพท์)

          การ “ตบหน้า” นั้นเป็นนิสัยประจำของบางคนที่แก้ไขได้ยาก ไม่ว่าจะอยู่ในที่ประชุม หรือระหว่างการสนทนา ไม่ว่าจะมีเรื่องที่สำคัญหรือไม่สำคัญที่ต้องติดตามก็ตาม คนเหล่านี้จะ “ตบหน้า” ผู้คนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งคนที่ "เสีย” ในสายตาคนอื่น ๆ มากที่สุดก็คือคน “ตบหน้า” นั่นแหละ

          การแอบดูจอมือถือแบบเนียน ๆ เร็ว ๆ อย่างไม่ทำลายสมาธิของคนร่วมประชุมนั้นเป็นไปได้อย่างไม่น่าเกลียดจนถึงกับเป็นการ “ตบหน้า” ผู้อื่น ตราบที่ไม่ก้มหน้าก้มตาอย่างละเลยคำพูดของผู้ร่วมประชุม ส่วนการดูจอมือถืออย่างจริงจังหรือเหลือบมองจอขณะสนทนากับผู้คนนั้นถือได้ว่าเป็นการ “ตบหน้า” โดยแท้ ว่าที่จริงแล้วไม่มีใครอยาก “ตบหน้า” ใคร แต่การปล่อยให้ความเคยชินและความร้อนรนในการรับข่าวสารข้อมูลเข้าครอบงำอย่างมากนั้นเป็นการเสียมารยาทที่ไม่น่าอภัยให้

          มารยาทมิได้มีสองชุด หนึ่งใช้สำหรับคนที่เราเห็นว่าสำคัญและอยากสร้างความประทับใจ และสองสำหรับคนที่เราเห็นว่าไม่สำคัญ มนุษย์ต้องมีมารยาทชุดเดียวสำหรับทุกคน และไม่ จงใจ “ตบหน้า” ใคร ๆ ด้วยมือถือด้วย
 

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 879684 ครั้ง