วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ อาหารสมอง กรุงเทพธุรกิจ > ความสัมพันธ์และการให้

วรากรณ์  สามโกเศศ
25 กุมภาพันธ์ 2563

          เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ลักษณะของความสัมพันธ์ที่แต่ละคนมีต่อผู้อื่นเป็นตัวกำหนดบุคลิกลักษณะและคุณค่าของ ตัวเขา ข้อสังเกตในเรื่องนี้เป็นสิ่งน่าใคร่ครวญโดยเฉพาะจากผู้มีประสบการณ์ชีวิต

          รองศาสตราจารย์นภาลัย สุวรรณธาดา นักกลอนและนักประพันธ์ชื่อดัง สอนหนังสือที่สาขาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้เขียนกลอนชื่อ “ความสัมพันธ์ 4 ระดับ” ไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง ผมขออนุญาตนำมาสื่อสารต่อดังนี้

          ความสัมพันธ์นั้นมีสี่ระดับ /หนึ่งคอยรับ“ได้กับได้” ต้องให้ฉัน/ตราบที่ได้ผลประโยชน์ไม่โกรธกัน /คบแบบนั้นคบได้ก็ไม่นาน

          สอง ระดับ “รับและให้” ไม่เสียเปรียบ /ต้องคิดเทียบไม่ขาดทุนคอยคูณหาร /ยิ่งถ้าได้กำไรใจชื่นบาน /คบแบบงานธุรกิจใช่มิตรแท้

          สาม ระดับ “ให้กับให้” ใจสุขสันต์ / เธอให้ฉัน ฉันก็ให้ใจเผื่อแผ่ /อาจเป็นมิตรสนิทมั่น มิผันแปร /มิมุ่งแต่ตนได้อยู่ฝ่ายเดียว

          สี่ ระดับ “ให้แล้วลืม” ลืมว่าให้/ จะขาดทุนได้กำไรนั้นไม่เกี่ยว /ให้อภัยให้ทุกสิ่งใจจริงเจียว /รักแน่นเหนียวดุจแม่ลูกผูกพันมา

          ความสัมพันธ์ชั้นที่สี่นั้นดียิ่ง /แต่ความจริงยากนักที่จักหา /ฝึกตนเป็น “ผู้ให้” ไร้อัตตา /คือคุณค่าของมนุษย์ที่สุดงาม

 

          เมื่อพูดถึงการให้และการรับก็ทำให้นึกถึงท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ปูชนียบุคคลหนึ่งของสังคมไทย ท่านได้เคยเขียนไว้ว่ามนุษย์เรานั้นแตกต่างกันไป บางคนเกิดมา “ให้มาก” และก็ “เอาไปมาก” บางคนก็ “ให้น้อย” และ “เอาไปน้อย” ด้วย

          บางคนหนักหน่อยคือ “ให้น้อย” แต่ “เอาไปมาก” บุคคลเยี่ยงนี้เป็นที่น่ารังเกียจเพราะจัดอยู่ในประเภทเอาเปรียบสังคม บุคคลที่น่าชื่นชมก็คือ “ให้มาก “ แต่ “เอาไปน้อย”

          มหาบุรุษของโลกมักอยู่ในข่ายนี้เกือบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นมหาตมะ คานธี / Albert Einstein / Jesus Christ / Muhammad / พระพุทธเจ้า / Martin Luther King Junior / Abraham Lincoln / Nelson Mandela ฯลฯ

          ในเรื่องการให้นี้ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “.....บุคคลแม้ไม่มีทรัพย์สินแต่ก็สามารถให้ทานแก่ผู้อื่นได้ด้วยสิ่งของ 5 ประการ ดังนี้

          (1) ใบหน้าเป็นทาน : สามารถให้รอยยิ้มที่สดใส

          (2) วาจาเป็นทาน : พูดให้กำลังใจ ชื่นชม และปลอบประโลมผู้อื่นให้มาก

          (3) จิตใจเป็นทาน : สามารถเปิดอกเปิดใจกับผู้อื่นด้วยความนอบน้อมและจริงใจ

          (4) ดวงตาเป็นทาน : ให้แววตาแห่งความหวังดีและความโอบอ้อมอารีแก่ผู้อื่น

          (5) กายป็นทาน : สามารถให้ความช่วยเหลือผู้อื่น

          สำหรับบุคคลจำนวนมาก “การให้” สร้างความสุขได้คงทนกว่า “การรับ” เพราะ “การรับ” ทำให้เกิดความสุขชั่วแล่นแล้วก็จะตกลงมาอยู่ในระดับปกติ ส่วนความสุขจาก “การให้” นั้นให้ความทรงจำที่ดีได้นานเท่านานจากการทำให้ผู้อื่นมีความสุข มันเป็นความปิติที่ยากแก่การบรรยาย

          การให้ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับความร่ำรวย ถึงมีไม่มากก็ให้ได้ในหลายลักษณะด้วยหัวใจแห่งความจริงใจ
 

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 938905 ครั้ง