วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ อาหารสมอง กรุงเทพธุรกิจ > Heartprint พิสูจน์ตัวตน

วรากรณ์  สามโกเศศ
3 มีนาคม 2563


          เมื่อเห็นข่าวหนึ่งในนิตยสาร The Economist เมื่อเร็ว ๆ นี้แล้วบอกตัวเองทันทีว่าไม่เขียนถึงไม่ได้เพราะมันแปลกราวนวนิยายวิทยาศาสตร์ และมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของมนุษย์ได้อย่างมากในอนาคต

          เรารู้จักคำว่า biometrics ว่าหมายถึงวิธีการพิสูจน์ตัวตน เช่น ลายนิ้วมือ retina ในดวงตา / ลายเส้นเลือดบนฝ่ามือ / ลักษณะทางกายภาพของมือ / ม่านตา / กลิ่น / ลักษณะของหน้าตา ฯลฯ โดยมีต้นฉบับของสิ่งเหล่านี้อยู่และเอาข้อมูลที่ได้มาเทียบเคียงเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นบุคคลนั้นจริง

          ในด้านวิชาการ biometrics เป็นศัพท์ทางเทคนิคที่หมายถึงการวัดขนาดของร่างกายมนุษย์และการคำนวณทางคณิตศาสตร์ต่างๆเพื่อนำมาใช้ประโยชน์โดยมิได้ขีดวงเฉพาะลักษณะทางกายภาพเท่านั้น หากรวมไปถึงพฤติกรรมและบุคลิกภาพของบุคคลด้วย เช่น ลักษณะการเดิน เสียง พฤติกรรมเฉพาะตัว เช่น ขโมยแล้วต้องถ่าย ชอบใช้ปืนบางขนาด เสพยาก่อนเข้าปล้น ฯลฯ

          Biometrics ที่ใช้กันง่ายๆก็คือรูปถ่ายเพื่อการอนุญาตเข้าบริเวณสถานที่ ใบอนุญาต เช่น ใบขับขี่ พาสปอร์ตหรือใช้พาสเวิร์ด หมายเลขประจำตัว ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งเฉพาะตัวเพื่อใช้การพิสูจน์ตัวตน

          Biometrics ที่รู้จักกันแรก ๆ นั้นผู้ริเริ่มคือ Alphonse Bertillon (ค.ศ. 1854-1914) นักวิจัย biometrics และตำรวจฝรั่งเศสผู้ใช้การวัดสัดส่วนต่าง ๆ ของร่างกายประกอบรูปถ่ายและชื่อเพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยจับผู้กระทำความผิด และต่อมา Francis Galton (ค.ศ. 1822-1911) นักวิชาการสหสาขา ชาวอังกฤษพัฒนาการใช้ลายนิ้วมือพร้อมกับโมเดิลทางคณิตศาสตร์โดยใช้ข้อมูลจากสัดส่วนของร่างกาย หน้าตา ฯลฯ มาคำนวณประกอบเป็นเครื่องมือในการพิสูจน์ตัวตน

          โลกมีการพัฒนาในเรื่อง biometrics ที่ก้าวหน้ามากขึ้นทุกที เพียงเอาตาเข้าไปเล็งในช่องหรือชะโงกหน้ากับจอก็สามารถทำให้ประตูเปิดหรือเบิกเงินจาก ATM ได้ทันที ที่กล่าวขวัญกันมากที่สุดก็คือการใช้ Facial Recognition Program เพื่อพิสูจน์ตัวตนของรัฐบาลจีนซึ่งก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพสูงสุดในโลกปัจจุบัน

          ในบางเมือง เช่น เซินเจิ้น คนที่ไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลายก็จะถูกกล้องบันทึกภาพและระบุชื่อพร้อมภาพบุคคลนั้นบนจอขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมถนน ที่น่าหวาดหวั่นกว่านั้นก็คือระบบแต้มทางสังคมที่รัฐบาลจีนเริ่มใช้เพื่อหักแต้มคนที่ทำผิดกฎ โดยแต่ละคนทั้งประเทศจะได้รับแต้มเต็มจำนวนหนึ่ง หากกระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรมและกล้องจับภาพและพิสูจน์ตัวตนของบุคคลนั้นได้ผ่าน Facial Recognition Program ก็จะถูกหักแต้มโดยอัตโนมัติ และหากถูกหักแต้มจนต่ำถึงระดับหนึ่งก็จะหมดสิทธิ์หลายประการ เช่น จองตั๋วรถไฟออนไลน์ไม่ได้ ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนมีชื่อไม่ได้ สมัครงานบางที่ไม่ได้ ฯลฯ การจะได้รับแต้มคืนมาก็ต้องทำงานให้สังคม บริจาคเงิน ฯลฯ

          ในบริเวณที่อ่อนไหวทางการเมือง เช่น เขตซินเจียง ทางการจีนมีกล้องตรวจสอบการเคลื่อนไหวของพลเมืองผ่านโปรแกรมดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

          เหตุที่ผู้ประท้วงรัฐบาลจีนในฮ่องกงเมื่อหลายเดือนก่อนใส่หน้ากากเสมอ มิใช่เพราะกลัวฝุ่น PM 2.5 หรือ Covid 19 (ซึ่งยังไม่เกิด )หากกลัวโปรแกรมนี้ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการใช้ biometrics ซึ่งอาศัยข้อมูลบนใบหน้าจำนวนมาก (ระยะห่างของอวัยวะต่าง ๆ บนใบหน้า ลักษณะของตา คิ้ว หู ริมฝีปาก ฯลฯ) ประกอบการคำนวณตามโมเดลทางคณิตศาสตร์เพื่อพิสูจน์ความเป็นตัวตน

          เหนือกว่า biometrics ดังกล่าวก็คือการใช้ลักษณะการเต้นของหัวใจซึ่งอยู่ใต้เสื้อผ้าและห่างออกไปไกลถึง 200 เมตร เป็นเครื่องมือพิสูจน์ตัวตนล่าสุด เรื่องเริ่มจากงานแอบลอบยิงฝ่ายตรงข้ามที่รู้จักกันในนาม sniping โดยก่อนจะตัดสินใจยิงนั้น

          มือปืนหรือ sniper ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นบุคคลที่ตั้งใจจะยิงผ่าน biometrics เช่น ลักษณะของหน้าตา ท่าทางเดินเหิน แต่การปิดบังหน้าในบางครั้งทำให้ไม่สามารถตัดสินใจยิงได้เพราะไม่แน่ใจ จนทำให้เสียโอกาสไปหลายครั้ง

          America’s Special Operations Command (SOC) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบงานลักษณะนี้ที่กระจายอยู่ในหลายส่วนของกองทัพจึงต้องการหาวิธีอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อยืนยันให้ถูกตัว The Combating Terrorism Technical Support Office (CTTSO) หน่วยงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐจึงพัฒนาเครื่องมือใหม่ขึ้นมา

          ระบบใหม่นี้เรียกชื่อย่อว่า Jetson ซึ่งสามารถวัดการสั่นสะเทือนอย่างละเอียดบนเสื้อผ้าอันเนื่องมาจากการเต้นของหัวใจที่อยู่ใต้เสื้อโดยอยู่ห่างไกลออกไปถึง 200 เมตร หัวใจของแต่ละคนแตกต่างในรายละเอียดออกไป ทั้งขนาด รูปร่าง แบบแผนการหดตัวและสูบฉีดเลือดของหัวใจ ดังนั้นจึงเป็นลักษณะเฉพาะตัวโดยเรียกว่า "heartprint” การสั่นไหวของผ้าที่คลุมอยู่จึงมีลักษณะพิเศษไปด้วย การพิสูจน์ตัวตนของเป้าหมายจึงมีความแม่นยำยิ่งขึ้น

          พูดง่าย ๆ ก็คือ “heartprint” ได้กลายเป็น biometrics อีกอย่างหนึ่งไปแล้ว ในลักษณะเดียวกับที่“fingerprint” หรือลายนิ้วมือเป็น

          ในการวัด “heartprint” จากระยะทางไกล Jetson ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า laser vibrometers ซึ่งสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงแม้แต่เล็กน้อยมาก ๆ ของแสง laser ที่สะท้อนกลับมาจากการเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของผ้าที่คลุมหัวใจอยู่

          การใช้แสง laser ในทำนองนี้เพื่อตรวจหารอยแตกหรือจุดอันตรายของวัสดุที่ตามองไม่เห็นของสะพาน ลำตัวเครื่องบิน ปืนใหญ่ ฯลฯ กระทำกันมานานนับทศวรรษแล้ว

          ใน 5 ปี ที่ผ่านมา laser vibrometers ได้รับการพัฒนาขึ้นมากจนนำมาใช้ตรวจสอบการเคลื่อนไหวของผ้าที่คลุมหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันตรวจได้ในรายละเอียดของการเคลื่อนไหวของระยะทาง 10 picometres ( 1ในหนึ่งล้านล้านของเมตรหรือ หนึ่งใน 10 ยกกำลังสิบสอง) ลำแสงที่ส่งออกไปนั้นเป็น infrared มนุษย์จึง

          มองไม่เห็น ถ้าเป้าหมายนั่งนิ่ง ๆภายใต้ลำแสงที่ส่องไปโดยไม่เคลื่อนไหวประมาณ 30 วินาที เครื่องจะอ่าน “heartprint” ได้อย่างชัดเจน และ biometrics นี้จะเป็นเครื่องมือในการฆาตกรรมได้ถูกตัวอย่างยิ่ง (คำแนะนำคืออย่านั่งนิ่ง ๆ ถึง 30 วินาที เขาจะยิงได้ถูกตัว แต่ถ้าขยับตัวไปมาไม่นิ่งก็อาจถูกยิงผิดตัวได้ ดีที่สุดก็คืออย่าพยายามให้ใครต้องการยิงเรา)

          เรื่องมิได้จบแค่เป็น biometrics เพื่อช่วยงาน snipers หากสามารถนำไปประยุกต์ได้หลายเรื่อง เช่น (ก)ความเครียดจากการพูดโกหกมีผลทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นแม้น้อยนิด laser vibrometers ก็สามารถตรวจจับได้จึงอาจช่วยพัฒนาเครื่องจับเท็จให้แม่นยำขึ้นอีก งานสืบสวนสอบสวนทำได้ง่ายขึ้น และมีต้นทุนลดลง

          (ข) การตรวจความผิดปกติของการทำงานของหัวใจในลักษณะต่าง ๆ ก็จะมีเครื่องมือเพิ่มขึ้นและสามารถต่อยอดไปสู่การตรวจโรคที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

          (ค) มีงานวิจัยที่เลียนแบบการสะท้อนกลับของลำแสง laser โดยใช้คลื่นวิทยุแทนลำแสงเพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวในช่องปอดได้อย่างดีเพราะคลื่นสามารถทะลุผ่านกำแพงและเสื้อผ้าได้ ต่อไปอาจมี “chest print” ก็เป็นได้

          “Heartprint” เป็น biometrics ใหม่ล่าสุดของเหล่าผู้ควบคุม snipers ถ้าสามารถดัดแปลงเทคโนโลยีนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ได้มากกว่าการฆ่าทำลายกันก็จะเป็นข่าวดี อย่างไรก็ดีมันอาจเป็นข่าวร้ายของพวก “ลวงโลก” และ “ลวงรัก” ได้ เพราะต่อไปอาจพัฒนาเป็นอุปกรณ์ติดตัวเพื่อบอกว่าข้อความใดเป็นเท็จ“รักลวง” จะถูกทำลายลงเหมือน sniper ยิงเป้าหมายด้วยการใช้ “heartprint” เป็นbiometrics

 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 972855 ครั้ง