วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ อาหารสมอง กรุงเทพธุรกิจ > เบื้องหลังมหาเธร์ลาออก

วรากรณ์  สามโกเศศ
10 มีนาคม 2563

          การเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยจากคนอายุ 94 ปี เป็น 72 ปี ของมาเลเซียเพื่อนบ้านเราเมื่ออาทิตย์ก่อนทำให้คนไทยงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากไปอ่านศึกษามาจากหลายแหล่งข่าว ก็ขอนำมาเล่าต่อครับ

          มหาเธร์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเมื่ออายุ 92 ปี (หลังจากเคยเป็นมาครั้งหนึ่งแล้วระหว่าง ค.ศ. 1981-2003 รวม 22 ปี) เมื่อ 2 ปีที่แล้วเพราะทนการคอรัปชั่นขนานใหญ่ของนายกรัฐมนตรี Najib Razak ในเรื่องกองทุน 1MDB ไม่ไหว

          ชัยชนะครั้งนี้มาจากการร่วมมือกับ Anwar Ibrahim คู่รักคู่แค้นผู้เคยเป็น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายสมัยของตน แต่ถูกปลดและโดนคดีเรื่องเพศติดคุก 2 หน รวม 8 ปี มหาเธร์นำพรรคพวกออกจากพรรคใหญ่ UMNO ที่ครองอำนาจเป็นรัฐบาลมายาวนานและตนเองเคยเป็นหัวหน้าพรรคมาตั้งพรรคใหม่มีชื่อว่า Bersatu พวกที่ออกมานี้ไม่พอใจนายกรัฐมนตรี Najib และมีผู้ใหญ่คนหนึ่งของพรรคที่เคยถูกปลดจากการเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทยมาร่วมงานการเมืองในพรรคใหม่นี้ด้วย คนนี้มีชื่อว่า Muhyiddin Yassin (จำชื่อคนนี้ไว้ดี นะครับ)

          กลุ่มพรรคใหม่มีชื่อว่า Pakatan Harapan (PH) มาจากรวมตัวของ Bersatu / PKR ของAnwar / DAP พรรคกลุ่มจีน / และ PAN (พรรคแนวชาตินิยม) เมื่อชนะเลือกตั้งและรวมกับพรรคเล็ก ๆ ก็ได้ ส.ส. จำนวน 113 คน จากสภา 222 คน ซึ่งเรียกได้ว่า ปริ่มน้ำ กลุ่มพรรคนี้ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่มีการรวมตัวทางการเมืองของเชื้อชาติมาเลย์ (ที่เรียกกันว่า “ภูมิบุตรา” ซึ่งมีประชากรอยู่ร้อยละ 69 ของ 32 ล้านคนทั้งประเทศ) จีน (ประชากร ร้อยละ 24) อินเดีย (ประชากรร้อยละ 7%) ฝ่ายค้านก็ประกอบด้วย UMNO เจ้าเก่ากับ PAS และพรรคเล็กอื่น ๆ

          ตลอดเวลา 2 ปี ของการครองอำนาจเป็นรัฐบาลของกลุ่ม PH ก็มีปัญหาภายในไม่หยุดโดยมีสาเหตุจาก (1) มหาเธร์เคยบอกว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีไม่นานและจะให้ Anwar เป็นแทน แต่ 1 ปี ก็แล้ว 2 ปี ก็แล้วก็ยังไม่มีวี่แววจะลงจากอำนาจ แถมมีข่าวลือว่าจะให้คนอื่นมาเป็นแทนอีกด้วย พรรค PKR จึงไม่พอใจมาก (2) มหาเธร์นั้นไม่ชอบหน้า Anwar เป็นส่วนตัว มีปัญหากันมาตลอดถึงกับจัดการจน Anwar ติดคุก ปัญหาขัดแย้งนี้ปะทุขึ้นตลอดในกลุ่มพรรค

          (3) อุดมการณ์ขัดแย้งกัน พลพรรค Bersatu ยึดนโยบาย “ภูมิบุตรามาก่อน” (UMNO สนับสนุนการเป็น “พลเมืองชั้นแรก” ของมาเลย์ โดยมีอภิสิทธิ์ต่าง ๆ มากกว่าเชื้อชาติอื่น) ส่วน DAP ซึ่งเป็นพรรคคนจีนและ Anwar ต้องการพหุสังคมที่เท่าเทียมกัน (4) ความนิยมของ PH ตกเป็นลำดับเพราะคนมาเลย์ปรารถนานโยบาย “ภูมิบุตรมาก่อน" ตามแนว UMNO กลุ่มพรรค PH ดูจะห่างจากพวกเขาไปทุกที (5) สภาวะเศรษฐกิจของมาเลเซียเลวร้ายลง อัตราการเจริญเติบโตลดลงอย่างมาก

          เมื่อสมาชิกกลุ่มพรรค PH ทนอยู่กันไม่ไหวและดูจะกอดกันจมน้ำ Bersatu กับ “งูเห่า” 11 คน จากกลุ่มจึงแยกตัวจากฝ่ายรัฐบาลและไปร่วมกับฝ่ายค้านตั้งรัฐบาลใหม่ มหาเธร์ก็ประกาศลาออกในวันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ (ข่าววงในซุบซิบว่ามหาเธร์อาจสนับสนุนในตอนแรก แต่เปลี่ยนใจเมื่อเห็นว่าอาจถูกหักหลังไม่เอาเขาไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีก การลาออกจะทำให้การเคลื่อนไหวเช่นนี้หยุดชะงักลงทันที)

          เมื่อมหาเธร์ลาออก สมเด็จพระราชาธิบดีก็ทรงแต่งตั้งให้เขารักษาการนายกรัฐมนตรี และกระบวนการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคต่าง ๆ ของฝ่ายต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นทันที ตั้งแต่วันจันทร์ที่ลาออกจนถึงวันศุกร์ มีข่าวออกมาพลิกไปพลิกมาว่าใครจะสามารถรวบรวม ส.ส.ได้เกินกว่า111 คน ในตอนแรก Anwar มาแรงเพราะพรรคคนจีน พรรคขนาดกลางและพรรคเล็กจำนวนมากสนับสนุนเพื่อสู้กับ UMNO มหาเธร์ก็ไม่หยุดพยายามเป็นผู้ประสานให้ตั้งรัฐบาลใหม่โดยมีเขาเป็นนายกรัฐมนตรี เกมส์พลิกไปพลิกมา จนในวันเสาร์เช้าที่ 29 กุมภาพันธ์ Anwar ประกาศว่าเขามีเสียงสนับสนุนเกินกว่าครึ่งหนึ่งและจะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ต่อมาในเช้าวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม มหาเธร์ก็ประกาศว่าตนเองมี ส.ส. สนับสนุนเกินกว่าครึ่งหนึ่ง แต่หลังจากนั้นไม่ถึงชั่วโมง สมเด็จพระราชาธิบดีก็ทรงแต่งตั้ง Muhyiddin Yassin (มูห์ยิดดิน ยัสซิน) เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะมีหลักฐานว่ามี ส.ส. สนับสนุนเกินกว่าครึ่งหนึ่ง

          การเมืองมาเลเซียมีพรรคลงเลือกตั้ง 36 พรรค ได้รับเลือกตั้ง 16 พรรค จำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรคมีดังนี้ กลุ่มพรรค PH มี ส.ส.รวม 113 คน ประกอบด้วย PKR ของ Anwar 47 / DAP 42 / Bersatu 13 / PAN 11 และพรรคเล็ก ๆ อีกหลายพรรค ฝ่ายค้านมี ส.ส. 79 คน ประกอบด้วย ส.ส. UMNO 54 คน / PBB 13 คน และพรรคเล็ก ๆ

          การมีหลายพรรคและหลายขนาดจึงทำให้ คณิตศาสตร์ของการบวกกันให้เกิน 111 มีความเป็นไปได้ไม่จบสิ้นเพื่อตำแหน่งและอำนาจในการคุมกระทรวงต่าง ๆ การต่อรองจึงทำให้มีผลพลิกไปพลิกมา มหาเธร์ก็บวกเลขเช่นเดียวกันและเมื่อพลาดก็ประกาศว่าในวันเปิดสภาที่ 9 มีนาคม ปีนี้เขาจะยื่นมติไม่ไว้วางใจ (ฟังดูคุ้น ๆ) ให้นับจำนวน ส.ส. ที่สนับสนุนว่าเกินกว่า 111 จริงหรือไม่ ฝ่าย มูห์ยิดดินนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่ใช่นักการเมืองหน้าใหม่ อยู่ในวงการนานกว่า 30 ปี จึงตอบโต้เกมส์ด้วยการประกาศว่าจะเลื่อนการเปิดสมัยประชุมสภาไปเป็นเวลา 2 เดือน

          การพลิกผันกลับมามีอำนาจอีกครั้งของ UMNO โดยร่วมรัฐบาลกับ Bersatu และ “งูเห่า” 11 คน และพรรคเล็ก ๆ ภายใต้การนำของอดีตผู้อาวุโสของ UMNO ทำให้เกิดความหวาดหวั่นว่า Najib จะหลุดจากคดี 1 MDB และนโยบาย “ภูมิบุตรามาก่อน” จะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง กอบกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็มีความเอนเอียงสนับสนุนนโยบายนี้เพราะกระแสประชาชนส่วนใหญ่มาแรงในด้านความเป็นชาตินิยมในมิติเชื้อชาติและศาสนา การปรับตัวของรัฐบาลใหม่สู่กระแสนี้เพื่อรับการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2023 จึงทำให้เกิดความวิตกในเรื่องการปะทุของความขัดแย้งทางเชื้อชาติซึ่งเป็นธรรมชาติของการเมืองประเทศนี้มายาวนาน

          การเมืองของเพื่อนบ้านที่อยู่ทางทิศเหนือดูจะมีความละม้ายกับการเมืองมาเลเซีย เพียงแต่ความแตกแยกไม่ใช่ในมิติของศาสนาและเชื้อชาติ หากเคยเป็นเรื่องของการแตกแยกในมิติฐานะทางเศรษฐกิจ และปัจจุบันเป็นเรื่องของการแตกแยกของวัย ทั้งสองเรื่องนี้เปรียบได้กับการหมักปุ๋ยจากวัสดุธรรมชาติที่มีตัวเร่งการบ่มเพาะเป็นปัจจัยสำคัญ
 

จำนวนการเยี่ยมชม 938892 ครั้ง