วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



คอลัมน์ อาหารสมอง กรุงเทพธุรกิจ > สาระพันเรื่องของโควิด-19

วรากรณ์  สามโกเศศ
24 มีนาคม 2563

          คนไทยหายใจเข้าออกอย่างหวาดหวั่นโควิด-19 จนการระบาดของเชื้อโรคกลายเป็นการระบาดของความกลัวไปแล้ว ดูเหมือนว่าอันตรายจากเชื้อโควิด-19 ซึ่งมาจากข่าวลือและข่าวลวงสร้างความเสียหายแก่สังคมมากกว่าอันตรายจากเชื้อไวรัส
วันนี้ลองเอาสาระพันเรื่องแต่สำคัญจากการระบาดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงกันนักมาเล่าสู่กันฟัง

          (1) Covid-19 เป็นไวรัสในตระกูล Corona ซึ่งก่อให้เกิดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ในอันดับ 7 สำหรับอันดับที่ 1 ถึง 4 นั้นเป็นโรคไข้หวัดธรรมดา อันดับที่ 5 คือ SARS (ระบาดในปี 2546) อันดับ 6 คือ MERS (ระบาดในปี 2555) อันดับ 5 มีอัตราการตายจากการติดเชื้อประมาณร้อยละ 9-10 ส่วนอันดับ 6 ร้อยละ 30-50 ส่วนอันดับ 7 นั้นปัจจุบันอยู่ประมาณต่ำกว่าร้อยละ 2

          การระบาดของเชื้อโรคตระกูลนี้ในหมู่มนุษย์เป็นที่คาดการณ์กันมานานแล้ว ดังนั้นจึงมีการศึกษาในระดับนานาชาติอย่างกว้างขวางมากจนทำให้เพียง 7 วัน หลังกรณีแรกในจีนเมื่อ 31 ธันวาคม 2562 ก็รู้แล้วว่าเป็นไวรัสตัวใด และพอ 10 มกราคมก็รู้รหัสพันธุกรรมของมัน และรู้ด้วยซ้ำว่ามันเริ่มเป็นเชื้อใหม่ที่ติดต่อระหว่างมนุษย์ได้ประมาณปลายพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคม 2562 และ 13 มกราคม 2563 ก็มี test ที่ตรวจสอบเชื้อนี้ได้แล้ว

          ข้อมูลการเจ็บป่วยจำนวนมากที่ได้จากจีนทำให้มีผู้วิจัยทั่วโลกมากมาย หลังจากโควิด-19 ระบาดได้ 1 เดือนก็มีบทความวิชาการเกี่ยวกับโควิด-19 ออกมา 164 บทความ เขียนโดย 700 คน ศึกษาเกือบทุกลักษณะของโรค (ตอน SARS ระบาดนั้นกว่าจะมีบทความเพียงครึ่งเดียวของจำนวนนี้ก็ใช้เวลากว่า 1 ปี)

          สิ่งที่พบก็คือในจำนวนของคนที่ติดเชื้อโควิด-19 มีร้อยละ 80 ที่ไม่มีอาการรุนแรงหรืออาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำโดยมีอาการคล้ายไข้หวัด ร้อยละ 15 ปรากฏอาการของนิวโมเนีย (ปัญหาระบบการหายใจ) และร้อยละ 5 มีความรุนแรง (ในส่วนนี้ร้อยละ 2 ที่ตาย) ที่พูดกันว่าเนื้อปอดถูกทำลายเพราะโรคนี้นั้นคือส่วนหนึ่งของพวกร้อยละ 5 นี้

          จากตัวเลขนี้สิ่งที่น่ากลัวก็คือหากติดเชื้อจะตกลงใน “พวกร้อยละ 80” หรือ “พวกร้อยละ 20” ถ้ามีสุขภาพปกติ ไม่มีโรคประจำตัวที่ร้ายแรง ดูแลตัวเองดี กินอาหาร พักผ่อนเพียงพอ มีโอกาสสูงที่จะไม่เป็นเลย (ทั้งโลกที่มีประชากร 7,000 ล้านคน มีคนติดเชื้อในปัจจุบันกว่า 200,000 คนเศษ ตายกว่า 9,000 คน ; ประเทศไทยมีประชากร 67 ล้านคน ติดเชื้อ 322 คน ตาย 1 คน) หรือหากเป็นก็จะตกอยู่ใน “ประเภทร้อยละ 80”

          (2) ความกลัวอย่างมีเหตุมีผลเป็นลักษณะสำคัญของผู้มีปัญญาเช่นเดียวกับการสดับตรับฟังข่าวลือและข่าวลวงอย่างฉลาด และการไม่สร้างข่าวลือ ข่าวลวง พูดอะไรที่สร้างสรรค์มีประโยชน์ต่อสังคมก็เป็นลักษณะของผู้มีคุณธรรมด้วย

          ปัจจุบันโลกอยู่ใน “ภาวะสงครามพิเศษ” กับศัตรูที่มองไม่เห็น มันจะเป็นศัตรูที่ร้ายแรงก็ต่อเมื่อเราทำให้มันร้ายแรงเองด้วยการสร้างความเป็นปีศาจขึ้นในใจ (เหมือนครั้งหนึ่งที่เรากลัวคอมมิวนิสต์) จนสมองคิดอะไรไม่ออกเป็นง่อยเพราะความกลัว สติแตก รู้สึกแตกตื่นกักตุนสะสมอาหาร หากบ้านเรามีคนเช่นนี้จำนวนมาก สินค้าและอาหารก็จะขาดแคลนขึ้นมาจริง ๆ ได้ และเราจะเจ็บตัวกันมากกว่านี้

          แน่นอนโควิด-19 น่ากลัวกว่าไข้หวัดปกติ (ซึ่งก็มีไวรัสตระกูลเดียวกับโควิด-19 ปนอยู่) เพราะมีโอกาสสร้างพิษสงแก่ “พวกร้อยละ 15” ในระดับหนึ่ง และพิษสงร้ายแรงแก่ “พวกร้อยละ 5” ที่เหลือซึ่งได้แก่พวกที่มีระดับภูมิคุ้มกันอ่อนแอกว่าปกติ (เช่น ผู้สูงอายุ คนที่กำลังเจ็บป่วยอยู่ คนไข้ติดเตียง ฯลฯ) แต่มันไม่ใช่อีโบลา (เคยมีอัตราการตายอยู่ระหว่างร้อยละ 25-90) หรือ MERS หรือ SARS หรือ HIV

          เมื่อมันไม่ได้ร้ายแรงสุด ๆ แล้ว ไม่เข้าใจว่าเหตุใดสื่อโลกและสื่อไทยจึงชอบที่จะ ตราบาปให้แก่คนที่ติดเชื้อนี้ (เคยมีการทำอย่างนี้กับคนติดหวัดไหม) ทุกวันมีข่าวว่าคนใหญ่คนโตหรือดาราคนนั้นเป็น คนนี้เป็น ที่จริงมันเป็นเรื่องส่วนตัว การเอ่ยชื่อเขามันเป็นมารยาทและอาจเป็นการ ล้ำสิทธิมนุษยชนด้วย ผลจากการชอบตราบาปจะทำให้คนจำนวนมากแอบซ่อนไม่ไปหาหรือไม่บอกหมอ จนอาจเกิดการแพร่เชื้อแบบลับ ๆ อย่างกว้างขวางขึ้นได้

          (3) เชื้อโควิด-19 มิได้ลอยอยู่ในอากาศแบบเชื้อวัณโรค จะรับเชื้อแบบผ่านอากาศก็ต่อเมื่อมีคนจามหรือ ไอใส่เราแบบเต็ม ๆ จนหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อเข้าไปในปอด ดังนั้น การใส่หน้ากากอนามัยป้องกันได้เฉพาะการ “ติดสด” (ขอใช้คำพูดของคุณหมอปัญญา ไข่มุก) การใส่หน้ากากมิได้ทำให้ป้องกันโรคนี้ได้อย่างสบายใจดังที่หลายคนเข้าใจ การใส่หน้ากากจึงอาจมีอันตรายในแง่มุมของการสร้างความประมาทเพราะไม่ตระหนักว่ายังมีสิ่งที่ร้ายแรงอยู่คือการ “ติดแห้ง”

          คนติดเชื้อเมื่อไอจามก็จะมีละอองฝอย (droplets) กระจายออกมาติดนิ้วมือและตกบนผิววัสดุต่าง ๆ หรือเสื้อผ้า ถ้าคนอื่นเอามือไปสัมผัสเชื้อและมาโดนเนื้อเยื่อด้านในของจมูกหรือปากหรือ ขยี้ตา ก็จะทำให้เชื้อเข้าร่างกาย ถ้าระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงเชื้อโควิด-19 ก็จะถูกทำลาย (งานวิจัยพบว่าเชื้อโควิด-19 ส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อจมูกมากกว่าตาและเยื่อในปาก)

          การล้างมือด้วยสบู่บ่อย ๆ หรือถูมือด้วยเจลแอลกอฮอร์จึงฆ่าเชื้อที่อาจติดมือเรามาและไม่เอามือจับหน้า หรือจับหน้ากากด้านนอกที่อาจมีเชื้อติดอยู่(หน้ากากผ้าที่เย็บกันเองตามมาตรฐานที่ทางการระบุก็ป้องกันเชื้อโควิด-19 ได้ และสามารถใช้ซ้ำได้ด้วยการนำมาซักและตากแดด)

          มีผู้ถามว่าสามารถติดเชื้อโควิด-19 ผ่านเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่ ดร.ยืน ภู่วรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญ (ด้านไวรัสนะครับ) บอกว่าติดต่อกันไม่ได้ ถ้ามีกิจกรรมที่มีระยะห่างกัน 2 เมตร

          หัวใจสำคัญของการแก้ไขคือการใช้มาตรการเข้มเพื่อ "ลากให้ยาวออกไป" กล่าวคือควบคุมยอดผู้ป่วยให้กระจายออกไปข้ามเวลาหรือพูดอีกอย่างว่าให้อัตราของการระบาดช้าลงเพื่อไม่ให้จำนวนคนป่วยประดังออกมาจนเกินกว่าขีดความสามารถในการรักษาพยาบาลที่มีอยู่ (อิตาลีและอิหร่านคือตัวอย่างที่ล้มเหลว)

          ถึงแม้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมดจะเท่ากัน แต่ถ้าไม่บริหารจัดการเช่นว่า ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นมาก วิธีการของไทยก็้เช่นเดียวกันคือป้องกันให้ยอดคนป่วยต่ำด้วยมาตรการที่เข้มข้น ไม่ให้คนเดินทางถึงกันเพราะเชื้อมันไปกับคน และถึงคนพบกันก็ให้รักษาระยะห่างกันไว้ (social distancing) เช่น ไม่พยายามสัมผัสกัน นั่งห่างกัน ฯลฯ (สนามมวย สนามตีไก่ชนวัวมีปัญหาก็เพราะการเชียร์มีตะโกน น้ำลายน้ำมูกจึงกระเด็นใส่กันในที่แออัด)

          (5) ขอจบลงด้วยความหวัง ตอนนี้มีประกาศการมีต้นแบบวัคซีนป้องกันโควิด-19 แล้วจากหลายประเทศ เช่น จีน อิสราเอล และออสเตรเลีย วิธีการใหม่ก็สามารถผลิตวัคซีนได้จำนวนมากและรวดเร็วด้วย ดังนั้นเรามีความหวังครับในเวลาอีกไม่นาน ขอให้มีกำลังใจสู้และเชื่อมาตรการที่รัฐบาลออกมา “เจ็บแล้วจบ” เป็นความเจ็บปวดที่ทนได้เสมอครับ


 

 

จำนวนการเยี่ยมชม 921420 ครั้ง