วรากรณ์ สามโกเศศ

วรากรณ์-วีรกร ตรีเศศ



สิ่งละอันพันละน้อย 2556 > “สะสมทุนด้วยบ้านเก่า”

 

“สะสมทุนด้วยบ้านเก่า”

จากหนังสือสิ่งละอันพันละน้อย 2556
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
 
คำถามเกี่ยวกับการเลือกใช้จ่ายเงินระหว่างการบริโภคสิ่งต่าง ๆ ในปัจจุบันก็นับว่ายากแล้ว     แต่การตัดสินใจเลือกใช้จ่ายเงินระหว่างปัจจุบันและอนาคตยิ่งยากกว่า    คำถามเหล่านี้ไม่มีใครสามารถหลีกหนีได้เลย  สำหรับผู้เริ่มต้นชีวิตครอบครัวและผู้ที่เริ่มจะมีฐานะมั่นคงขึ้น  คำตอบมีความสำคัญในระดับคอขาดบาดตายทีเดียว  ผู้เขียนขอนำไอเดียที่เคยเขียนถึงมานำเสนออีกครั้ง
 
“พ่อครับทำไมเราไม่อยู่บ้านใหญ่สวยเหมือนในโทรทัศน์  พ่อแม่ก็มีเงินไม่ใช่หรือครับ?”  ลูกอาจถามพ่อแม่ที่เริ่มมีฐานะดี   อยากย้ายจากบ้านเก่าหลังแรกที่ซื้อตอนพ่อแม่แต่งงาน  คำถามนี้พ่อแม่หลายคู่คงให้คำตอบไม่เหมือนกัน   อาจมีบางคู่ที่ให้คำตอบที่ ถือว่าชาญฉลาดทางการเงิน
 
เป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนเมื่อมีเงินมากขึ้นก็อยากอยู่อย่างสะดวกสบายมากขึ้น  ในต่างประเทศที่มีระบบรักษาธรรมาภิบาลเข้มแข็ง  เขาใช้มูลค่าของบ้านที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกตเป็นมูลฐานสงสัยว่าจะเกิดการทุจริตคอรัปชั่น  เมื่อใดที่ผู้ทำงานมีที่ดินและบ้านใหญ่โตขึ้นอย่างผิดปกติ   การตรวจสอบเชิงลับก็จะเริ่มขึ้นและอาจตามมาด้วยการสอบสวน (ถ้าโจรเข้าไปปล้นบ้านจำนวนถึง  11 คน ก็เป็นเหตุน่าสงสัยเจ้าของทรัพย์เหมือนกันว่าทำไมถึงมีทรัพย์มากขนาดให้ทีมฟุตบอลเข้าไปขนได้)   เหตุที่ใช้มูลค่าบ้านเป็นเกณฑ์เช่นนี้ก็เพราะเมื่อมีเงินก็มักอดไม่ได้ที่จะต้องนำมาใช้จ่ายเพื่อความสะดวกสบาย  และสิ่งใดเล่าที่อยู่ใกล้ตัวมนุษย์เป็นเวลายาวนานในแต่ละวันและมีผลกระทบต่อความสะดวกสบายมากเท่าบ้าน
 
ประเด็นบ้านกับความสุขทำให้เห็นความจริงข้อหนึ่ง   คนมีบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบายแต่หาความสุขใจจากบ้านไม่ได้เพราะขาดครอบครัวที่อบอุ่นหรือได้ทำสิ่งชั่วร้ายไว้ในอดีตและเกรงว่ามันจะตามมาหลอกหลอนเป็นคนน่าสงสาร อย่างยิ่ง  ดังทำนองที่ว่าเงินซื้อเตียงได้แต่ซื้อการนอนหลับไม่ได้   เงินซื้ออาหารได้แต่ซื้อความอยากกินไม่ได้  เงินซื้อยาและวิตามินได้แต่ซื้อความแข็งแรงของร่างกายไม่ได้   เงินซื้อเพื่อนได้แต่ซื้อความจริงใจไม่ได้  ฯลฯ เงินซื้อได้เกือบทุกสิ่งแต่ซื้อความสงบแห่งจิตใจไม่ได้ 
 
พ่อแม่ที่ให้คำตอบชาญฉลาดทางการเงินสำหรับคำถามข้างต้นอาจเป็นว่า “การทนอยู่บ้านหลังแรกของเราต่อไปถึงแม้พอจะมีเงินซื้อบ้านหลังใหญ่กว่าคือการสะสมทุนสำหรับการศึกษาของลูกและการมีฐานะมั่นคงยิ่งขึ้นในอนาคต” 
 
พ่อแม่อาจซื้อบ้านสวยหลังใหม่โดยขายบ้านเก่าและกู้ยืมเงินก้อนใหญ่เพิ่มเติม   ทุกคนได้ความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น  แต่ก็ต้องจ่ายอย่างแพงในรูปของดอกเบี้ย  (เงินกู้ 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ผ่อนชำระ 20 ปี  ต้องจ่ายเงินรวมทั้งสิ้น 7.92 ล้านบาท  ซึ่งหมายถึงจ่ายดอกเบี้ยเป็นเงิน 2.92 ล้านบาท) และจ่ายในรูปของโอกาสที่เสียไปในการสะสมทุนเพื่อความมั่นคงของฐานะการเงินยิ่งขึ้นในอนาคต
 
สมมุติว่าแทนที่จะกู้เงินเพื่อซื้อบ้านหลังใหม่แต่ทนอยู่บ้านหลังเก่าโดยกู้เงินมาปรับปรุงให้ดีขึ้น และเอาเงินที่เหลือไปดาวน์ที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นคอนโด  อพาร์ตเม้นต์  และเอาค่าเช่าซึ่งคนอื่นเป็นคนจ่ายมาผ่อนชำระในแต่ละเดือน  หากกระทำอย่างนี้ในที่สุดเมื่อผ่อนครบก็จะมี “เครื่องปั๊มเงิน”  ไว้ในครอบครอง   อสังหาริมทรัพย์ชิ้นนี้จะให้ผลตอบแทนในรูปของค่าเช่าไปอีกนานเท่านานบวกมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต  หากปรารถนาจะขายในอนาคตก็จะได้เงินก้อนใหญ่มาใช้   ทั้งหมดนี้มาจากเงินดาวน์บ้านเพียงก้อนเดียวเท่านั้น
 
ถ้าครอบครัวมีรายได้มากก็อาจทำแบบนี้ได้หลายหลัง   โดยแต่ละหลังต้องเลือกทำเลที่ดี   มีคนอยู่อาศัยหนาแน่น   หาก “อยู่กินต่ำกว่าฐานะ” จนมีเงินออมและลงทุนเช่นนี้อย่างระมัดระวังไม่โลดโผนแล้ว  ในเวลาไม่นานก็จะมี “เครื่องปั๊มเงิน” อยู่หลายเครื่อง   เป็นปั๊มที่ไม่ต้องทำงานออกแรงก็มีเงินไหลเข้าบ้าน   เป็นปั๊มที่ไม่เกี่ยงอายุเจ้าของและมีศักยภาพที่ปั๊มเหล่านี้จะมีมูลค่าสูงขึ้น และเมื่อถึงตอนนั้นจะมีบ้านหลังใหญ่อีก 2 หลังแถมให้การศึกษาที่ดีที่สุดแก่ลูกก็ยังได้
 
ถ้ากู้เงินซื้อบ้านหลังใหญ่ที่ต้องผ่อนชำระสูงจนไม่มีเงินเก็บพอที่จะเอาไปลงทุนในสิ่งอื่นหรือสร้าง “ปั๊มเงิน” แล้ว   ถึงจะมีความสุขกับบ้านหลังใหญ่แต่ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงและเสียโอกาสที่จะมี “เครื่องปั๊มเงิน”
 
การปรับเปลี่ยนบ้านช่องเมื่อมีฐานะดีขึ้น พึงกระทำด้วยความระมัดระวังอย่าง สมฐานะและพอเหมาะพอควร   “การทนอยู่บ้านหลังเก่าคือการสะสมทุน” (อย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จนกว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย)   นี่แหละคือความลับหนึ่งของการสร้างฐานะทางการเงินที่มั่นคงในอนาคตของครอบครัว
 
ในยุคของการหวั่นไหวกับน้ำท่วม  การมีบ้านหลายหลังในหลายพื้นที่ก็คือการกระจายความเสี่ยงของมูลค่าทรัพย์สิน   แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการประสบภัยในภาพรวมไปได้อยู่ดี
 
  --------------------------------------------
 
There is a loftier ambition than merely to stand high in the world.
It is to stoop down and lift mankind a little higher.

ยังมีความทะเยอทะยานที่สูงส่งกว่าเพียงการประสบความสำเร็จในชีวิต
นั่นก็คือการก้มลงและอุ้มมนุษย์ชาติให้สูงขึ้นอีกเล็กน้อย
(Henry Van Dyke  
นักการศึกษาอเมริกัน : ค.ศ. 1852-1933)
 
 
--------------------------------------------
 
 
ข้อเขียนในสิ่งละอันพันละน้อย 2556

จำนวนการเยี่ยมชม 590821 ครั้ง