Paris Agreement เปลี่ยนโลก

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
29
ธันวาคม 2558

Photo by Stephen Leonardi on Unsplash

         เมื่อคืนวันที่ 11 ธันวาคม 2558 หอไอเฟลประดับไฟสว่างมีอักษรสื่อความหมายว่า “No Plan B” ในอนาคตหากมองย้อนหลังพิจารณาข้อความแปลกนี้ก็อาจเห็นว่ามีผลโยงใยกับความอยู่รอดของมนุษยชาติ เกิดอะไรขึ้นในปารีสในช่วงเวลานั้นจนถึงกับบอกว่า “ไม่มีแผนสำรอง”

          ก่อนหน้านั้นสองอาทิตย์เกิดเหตุสลดใจผู้ก่อการร้ายยิงคนไร้เดียงสาตายไป 130 คน แต่การประชุมครั้งสำคัญนี้เลิกไม่ได้เพราะวางแผนกันมายาวนาน ดังนั้นฝรั่งเศสจึงทุ่มตำรวจและพนักงานความมั่นคงกว่า 30,000 คน ดูแลการประชุมครั้งนี้จนประสบผลสำเร็จอย่างที่ฝันกันมายาวนาน

          การประชุมนี้เรียกว่า “COP 21” (Conference of Parties ครั้งที่ 21) เนื่องจากประชุมกันครั้งนี้เป็นปีที่ 21 ต่อเนื่องกันหลังจากสหประชาชาติได้กำหนดกรอบที่เรียกว่า “United Nations Framework Convention on Climate Change” (UNFCCC) ในปี 1992 เพื่อควบคุมสถานการณ์โลกร้อน

          การประชุมครั้งที่ 11 ในปี 1997 ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งของการลดภาวะโลกร้อนโดยมีข้อตกลงที่เรียกว่า Kyoto Protocol ซึ่งกำหนดกติกาจำกัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่แต่ละประเทศปล่อยออกสู่บรรยากาศ ใครปล่อยเกินโควต้าก็ต้องจ่ายเงิน มีการซื้อขายสิทธิกันได้เสรี โดยตั้งใจให้เป็นแรงจูงใจในการไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ส่วนใหญ่ก็คือคาร์บอนไดออกไซด์) ซึ่งจะช่วยไม่ให้โลกร้อนขึ้น อย่างไรก็ดีประเทศใหญ่ที่ปล่อยมากที่สุดคือจีน และสหรัฐอเมริกาไม่ได้ร่วมด้วย ดังนั้นจึงไม่เป็นผลนัก

          ในปี 2009 ที่ Copenhagen ข้อตกลงระดับโลกในเรื่องโลกร้อนของประเทศใหญ่ ๆ เกือบประสบความสำเร็จ แต่ก็ล้มเหลวตกลงกันไม่ได้ในขณะที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์เลวร้ายลงเป็นลำดับ ปรากฏการณ์อาเพศต่าง ๆ เกี่ยวกับภูมิอากาศไม่ว่าร้อนจัด แล้งจัด หนาวจัด แผ่นน้ำแข็งหนาเป็นกิโลเมตรที่ขั้วโลกเหนือและใต้ละลายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คาร์บอนไดออกไซด์ก็ออกสู่บรรยากาศมากขึ้นทุกทีจนน่าเป็นห่วงว่าการคาดคะเนว่าผลกระทบสำคัญจะตกอยู่กับชั่วคนต่อไปนั้นไม่เป็นจริงเสียแล้ว ดูจะตกกับคนรุ่นปัจจุบันเอาเลย

          ในช่วง 2009-2016 จีนและสหรัฐอเมริกา (สองประเทศรวมกันปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ต่ำกว่าครึ่งของที่ปล่อยกันทั้งโลก) ก็ประสบปัญหาภูมิอากาศรุนแรง อากาศในเมืองใหญ่ของจีนเลวร้ายลงมากเพราะมีโรงงานอุตสาหกรรม มีการเผาไหม้ถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า มีการเผาไหม้ Fossil fuels (พลังงานจากน้ำมัน ถ่านหิน ไม้ วัสดุอื่น ๆ ที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ) เป็นพลังงาน ส่วนสหรัฐอเมริกาและกลุ่ม EU ก็เห็นชัดเจนว่าโลกที่มีอายุ 4,500 ล้านปีนั้นเริ่มไม่เหมือนใบเก่าขึ้นทุกที ประชาชนก็สร้างแรงกดดันให้แก้ไขมากขึ้น จนในปี 2014 จีนและสหรัฐอเมริกาก็มีข้อตกลงที่จะพยายามลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์

          ระหว่างนี้กลุ่มผู้นำของ UN ก็เดินสายหาเสียงสนับสนุนการมีข้อตกลงครั้งสำคัญในระดับโลกที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาโลกร้อน คนจำนวนมากในหลายประเทศทำงานกันหลังฉากอย่างหนักโดยมีการเตรียมตัวกันมาเป็นอย่างดี โดยตั้งใจจะใช้การประชุมปี 2015 นี้แหละเป็นหลักชัย

          ในที่สุด 196 ประเทศก็มาร่วมประชุมกันที่ชานกรุงปารีสตั้งแต่ 30 พฤศจิกายน ถกเถียงต่อรองกันดึกดื่นเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันกว่า 10 วัน ก็ได้ข้อตกลงที่เรียกว่า Paris Agreement (นายกรัฐมนตรีไทยก็ไปร่วมประชุมด้วย และมีข่าวว่ากระทรวงทรัพยากรตั้งใจใช้เงิน 80 ล้านบาท เพื่อส่งคนจำนวนมากไปร่วมประชุม ซึ่งมีการชี้แจงไม่เป็นความจริง มีแผนการใช้เงินไม่ถึง 1 ใน 4 และน่าจะคุ้ม) เหตุที่ประสบผลสำเร็จก็เพราะเปิดโอกาสให้ทุกประเทศส่งข้อเสนอว่าตนเองจะมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างไร และรวบรวมเอามาเป็นข้อสรุป แต่ละประเทศต้องมีคนไปร่วมจำนวนมากเพราะต้องต่อรอง ตกลงกันในที่นั้นเพื่อหาข้อสรุปให้ได้

          ฝรั่งเศสประเทศเจ้าภาพทำหน้าที่อย่างดียิ่งจนได้รับคำชมในการเป็นผู้ประสานทุกทิศเพื่อให้สำเร็จ การที่ทุกประเทศมีฐานะเท่าเทียมกันในการเสนอความคิดเห็นทำให้เกิดพลังร่วม ซึ่งต่างจาก Copenhagen 2009 ที่ใช้ประเทศใหญ่เป็นผู้ร่างข้อตกลง (แนว “ดิ่ง” ไม่เคยสู้ “แนวราบ” ได้)

          เป้าหมายของข้อตกลงก็คือก่อน ค.ศ. 2100 จะต้องควบคุมไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซนติเกรดเมื่อเทียบกับอุณหภูมิก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อกว่า 200 ปีมาแล้ว และถ้าจะให้ดีเยี่ยมก็คือไม่เกิน 1.5 องศาเซนติเกรด สำหรับเป้าหมาย 2 องศานั้นโลกจะต้องปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิ (หักกลบลบที่ปล่อยและที่ถูกดูดโดนต้นไม้และวิธีทางวิทยาศาสตร์) เป็นศูนย์ใน 50 ปีหลังของศตวรรษนี้ (2050-2100)

          Paris Agreement มีความสำคัญต่อโลกอย่างยิ่งเพราะเป็นครั้งแรกที่โลกมีข้อตกลง ร่วมกัน และเป็นสัญญาณครั้งแรกอย่างจริงจังว่ายุคสมัยของการใช้พลังงานจาก fossil fuels ที่มีมากว่า 100 ร้อยปีนั้นบัดนี้ได้เริ่มจบสิ้นลงแล้ว มันเป็นสิ่งบอกเหตุว่าต่อนี้ไปโลกจะมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลงกว่าเก่า

          ข้อตกลงนี้จะส่งสัญญาณไปยังนโยบายเศรษฐกิจต่าง ๆ ในโลกในเรื่องการผลิต การบริโภค การลงทุน ที่ต้องเป็น ‘สีเขียว’ (ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง มีการเผาไหม้น้อยลง มีริไซเคิลมากขึ้น) ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมหาศาลต่อวิธีการดำรงชีวิตของผู้คน หลักสูตรการศึกษา การวางผังเมือง การปลูกบ้าน การใช้วัสดุปลูกบ้าน การใช้วัตถุดิบ กระบวนการผลิตและบริโภค การดูแลของเสีย สไตล์ของการดำรงชีวิต การเดินทาง ฯลฯ

          สัญญาณนี้จะลงไปถึงตลาดการเงินโลก (บริษัทใดที่ไม่เป็น ‘สีเขียว’ ก็จะมีคนร่วมลงทุนน้อยลง) ตลาดพลังงาน (ราคาน้ำมัน ราคา fossil fuels การใช้พลังงานทดแทน) ส่งเสริมประดิษฐกรรมที่ช่วยให้เป็นโลก ‘สีเขียว’ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา solar cells การใช้พลังงานลม พลังงานน้ำ ฯลฯ และพลังงานทดแทนอื่น ๆ

          การจะบรรลุ “2 องศา” ได้จริงหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นคือมติมหาชนในเรื่องการเป็น ‘สีเขียว’ ของชาวโลกว่าเป็นสิ่งพึงปรารถนาเพราะโลกได้มีมติร่วมกันแล้ว การกระทำใดที่ไม่เขียวเป็นสิ่งพึงรังเกียจ โมเมนตัมที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นแรงกดดันที่มีพลังมหาศาลต่อการกำหนดนโยบายต่าง ๆ ของประเทศใหญ่และเล็กให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง

          อาจมีข้อสงสัยว่า Paris Agreement นี้มีผลทางกฎหมายหรือไม่ คำตอบก็คือ “มี” และ “ไม่มี” กล่าวคือจะมีผลทางกฎหมายในระดับหนึ่งหากมีการลงนามระหว่างเมษายน 2016-เมษายน 2017 โดยอย่างน้อย 55 ประเทศที่ร่วมกันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกันกว่าร้อยละ 55 ของที่ปล่อยทั้งโลก เมื่อมีการลงนามแล้วแต่ละประเทศต้องรับเงื่อนไขไปดำเนินการภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศต่อไป

          ข้อตกลงนี้ไม่มีบทลงโทษหากไม่ทำตาม แต่จะต้องมีการรายงานโดยทุกประเทศทุก ๆ 5 ปีว่าได้ดำเนินการในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไปมากน้อยเพียงใดและอย่างเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้โดยตนเองได้หรือไม่เพียงใด การรายงานนี้จะมีผลบังคับทางกฎหมาย

          มีการใช้ระบบ “name and shame” หรือประเทศถูกประจานให้อายหากไม่ทำตามข้อตกลงที่ตนเองได้ทำไว้ โดยมีระบบการตรวจสอบโดย UN เชื่อกันว่าข้อตกลงนี้จะมีผลต่อประเทศยักษ์ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และเป็นการสร้างจุดเปลี่ยนโลกทัศน์ในการใช้ fossil fuels ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน

          แมลงสาบอยู่รอดมาได้นับล้านปีเพราะความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม มนุษย์ผู้น่าจะฉลาดกว่าแมลงสาบจะอยู่รอดได้ก็ด้วยการใช้ความสามารถของแมลงสาบบวกความสามัคคีร่วมมือกันทั้งโลกในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

Hate Speech

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
22 ธันวาคม 2558

Photo by Jon Tyson on Unsplash

         สังคมไทยมีความเข้าใจว่า Hate Speech หมายถึงคำพูดที่ใช้กันรุนแรงในโลกออนไลน์ เช่น ด่าทอ ดูถูก ท้าทาย ฯลฯ อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง แต่ในความเป็นจริงแล้วมันมีความหมายกว้างขวางกว่านั้นมาก

         Hate Speech มีมานานก่อนโลกไซเบอร์จะเกิดด้วยซ้ำ เพราะหมายความถึงคำพูด ใด ๆ ซึ่งกล่าวหาโจมตีด่าว่าบุคคล หรือกลุ่ม ไม่ว่าจะอยู่บนพื้นฐานของเพศ ศาสนา เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ดั้งเดิม ความพิการ หรือรสนิยมทางเพศ

         เดาว่ามนุษย์ใช้คำพูดเหล่านี้มานานกว่า 150,000 ปี ของยุคสมัยใหม่ของมนุษย์ มนุษย์สมัยไหนชาติไหนก็ไม่ต่างกันในสัญชาตญาณเพื่อความอยู่รอด โลภะ โทสะ โมหะ ความเอนเอียงไปทางไม่ชอบคนที่แตกต่างจากตนเอง หรือกลุ่มตนเองไม่ว่าในมิติใด ๆ มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันออกไป

         มนุษย์ฆ่าฟันกันมาตลอดในประวัติศาสตร์ก็เพราะเห็น “ความไม่เหมือนตนเอง” ของผู้อื่น นอกจากสัญชาตญาณที่ไม่ชอบสิ่งที่ต่างไปจากตนเองแล้ว มันยังเป็นสิ่งคุกคามความอยู่รอดหรือความ กินดีอยู่ดีของตนเองหรือกลุ่มอีกด้วย หน้าตา ชาติพันธุ์ ศาสนา เพศ ความเชื่อ ฯลฯ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่าง

         ในสมัยอยู่ในถ้ำเมื่อ 50,000-60,000 ปีก่อนของมนุษย์ Hate Speech ก็มีให้เห็นในรูปของภาพเขียน และในการแสดงออกที่เป็นรูปธรรมของ Hate Speech ก็คือการฆ่าฟัน

         ในยุคไซเบอร์ Hate Speech เกลื่อนไปหมดเพราะสามารถแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของตนเองในเรื่อง “ความไม่เหมือนตนเอง” ได้สะดวก ง่ายดาย ต้นทุนต่ำ ไม่เขินอาย ไม่เกรงใจและไม่เกรงกลัวเพราะไม่เห็นหน้ากัน

         Hate Speech ในระดับโลกที่ดาษดื่นที่สุดคือเรื่องการดูหมิ่นเหยียดหยาม เกลียดชัง ชนกลุ่มน้อยที่มีชาติพันธุ์ดั้งเดิมหรือศาสนาแตกต่างจากตนเอง คำพูดซึ่งมีลักษณะที่เรียกว่า racist เหล่านี้มีผลเสียต่อคนที่ถูกกระทำเพราะวาทกรรมมีผลกระทบต่อความรู้สึก ทำให้รู้สึกต่ำต้อย เช่นเดียวกับที่คนถูกด่าทอว่าโง่ ยากจน เป็นเวลายาวนาน

         ในประเทศต่าง ๆ Hate Speech ผิดกฎหมายในดีกรีที่แตกต่างกันออกไป เหตุผลของการมีกฎหมายในเรื่อง Hate Speech แบ่งได้ออกเป็น 2 ลักษณะ กล่าวคือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ (Public Order) และเพื่อปกป้องศักดิศรีแห่งความเป็นมนุษย์ (Protect Human Dignity) ของทุกคนในสังคมอย่างเสมอหน้ากัน

         สิงคโปร์มีกฎหมายหลายฉบับที่ห้ามคำพูดซึ่งก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม การยุยงส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชัง หรือความรู้สึกไม่ดีระหว่างกลุ่มเชื้อชาติ และศาสนา มีโทษอาญา

         ในยุโรปซึ่งแต่ละประเทศประกอบด้วยประชาชนหลากหลายเผ่าพันธุ์ (ไม่มีประเทศใดในโลกที่ประกอบด้วยชาติพันธุ์เดียว ตนเองหรือบรรพบุรุษล้วนแต่เป็นคนอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศทั้งสิ้น เพียงแต่ใครมาถึงก่อนกันเท่านั้นเอง) การควบคุม Hate Speech จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในการสร้างความสงบเรียบร้อย

         ในประเทศแถบสแกนดิเนเวียแค่การเดินไปและชี้หน้าบอกว่า “เอ็งเป็นไอ้มืด” แค่นั้นก็สามารถติดคุกได้แล้วเพราะเข้าข่าย Hate Speech ยิ่งถ้าพูดในสาธารณะเรียกผู้คนว่าไอ้ยิว ไอ้เจ๊ก ไอ้แขก ไอ้มุสลิม ไอ้พุทธ รับรองได้ว่ามีคนให้ที่พักฟรี อาหารฟรี เพียงแต่ไม่ให้ออกไปไหนเท่านั้นนานทีเดียว

         ในสหรัฐอเมริกานั้นถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1789 ระบุไว้ว่าห้ามสภาผู้แทนราษฎรออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น การนับถือศาสนา เสรีภาพในการชุมนุม หรือสิทธิในการยื่นคำเรียกร้องต่อรัฐบาล แต่ก็ไม่ยอมให้ไปไกลถึงการทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นมาได้

         เมื่อถือได้ว่า Hate Speech เป็นสิ่งน่ารังเกียจในระดับมหาภาคอย่างเป็นสากลในปัจจุบัน ดังนั้นในระดับย่อย การด่าทอ ดูหมิ่น กล่าวหา เหยียดหยาม ระหว่างบุคคลในโลก ไซเบอร์ของทุกประเทศจึงเป็นสิ่งที่ต้องห้าม และผิดกฎหมายในหลายประเทศ (เฉพาะที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีไอที) เนื่องจากเป็นการบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สร้างความแตกแยกและความสามัคคี

         ในบ้านเราโลกไซเบอร์ของบางกลุ่มเต็มไปด้วย Hate Speech มีการด่าทอกันรุนแรงถึงพ่อถึงแม่และหยาบคาย บ่อยครั้งนำไปสู่ความรุนแรงในเวลาต่อมาโดยยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายเอาผิดกับผู้กระทำ

         สาเหตุของการแพร่กระจายของ Hate Speech ในโลกไซเบอร์ของบ้านเราอาจมาจากความคึกคะนอง ความใจร้อนของวัยรุ่น ความสามารถในการอดกลั้นต่ำ การสามารถใช้นามแฝงในเฟสบุ๊คจนทำให้ไม่รู้ตัวตนจริง การไร้การบังคับใช้กฎหมาย ฯลฯ

         เมื่อมนุษย์พบหน้ากันรู้ว่าใครเป็นใคร การด่าทอรุนแรงมีโอกาสเกิดได้น้อยกว่าในกรณีของการไม่เห็นหน้ากัน ไม่รู้จักตัวตนจริงของกันและกัน และเมื่อบวกเอาความสะดวก การสามารถตอบโต้ไปกลับได้อย่างรวดเร็วแล้ว เป็นธรรมดาที่จะเห็นสภาพการณ์ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

         อีกรูปลักษณ์หนึ่งของ Hate Speech ในบ้านเราก็คือการให้ฉายาเรียกคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นไอ้เป๋ ไอ้ใบ้ ไอ้บอด เราเห็นการเรียกอยู่บ่อย ๆ ในหมู่เพื่อนและรายการตลกในโทรทัศน์ การล้อเลียนความพิการก็เป็น Hate Speech ในอีกรูปลักษณ์หนึ่งที่ต้องช่วยกันทำให้หายไป

         ความเกลียดบ่มเพาะให้เกิดความเกลียดกันมากยิ่งขึ้นอันนำไปสู่การทำลายล้าง ในขณะที่ความรักปรารถนาดีต่อกันมีแต่จะส่งเสริมให้เกิดความงดงามในโลก

อย่าทึกทักความเห็นพ้องจากคนอื่น

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
15
ธันวาคม 2558

ที่มา https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcTTyn-mztlY491QxQP4-zjqxNx6JMdr2Wh7MA&usqp=CAU

        แม่ครัวที่ชอบกินเค็มมักปรุงอาหารออกเค็มเสมอ เช่นเดียวกับคนชอบดนตรีประเภทไหนก็มักจะทึกทักว่าคนอื่นก็ชอบดนตรีประเภทเดียวกับตน สำหรับคนบางกลุ่มไปไกลถึงขนาดเห็นว่าคนที่มีรสนิยมไม่เหมือนกับตนเป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่นเอาด้วยฃ้ำ ปรากฏการณ์นี้มีส่วนทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดอยู่บ่อย ๆ จนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

         มนุษย์ทุกคนที่ทำงานต้องเคยทำอะไรผิดพลาด ยิ่งไปกว่านั้นมนุษย์ทุกคนล้วนเคยตัดสินใจผิดพลาดมาด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเป็นกระทำหรือการตัดสินใจที่ผิดพลาดซึ่งมีผลกระทบไม่มากต่อผู้อื่นและตนเองแล้ว ความผิดพลาดเช่นนี้ก็ไม่กระไรนัก แต่ถ้าหากผิดพลาดแล้วก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างไกลแล้วก็จะเป็นปัญหาอย่างมาก

         ขึ้นรถเมล์ผิดสาย ลืมเอาพาสปอร์ตติดตัวไปสนามบิน ซื้อของราคาแพงกว่าความเป็นจริง ถูกต้มตุ๋นเงินไม่มาก ขับรถหลงทาง ฯลฯ เหล่านี้ไม่น่ากลัวแต่ถ้าเป็นการเลือกคู่ผิดพลาด ใช้ยาเสพติด คบโจร ได้โอกาสทองเรียนหนังสือแต่เกเร เข้าใจผิดว่าตนเองเก่งกว่าความเป็นจริงจนมีพฤติกรรมที่เป็นผลเสียต่อตนเอง ทึกทักว่าความคิดของกลุ่มตนนั้นถูกต้อง ส่วนของคนอื่นผิดเสมอ นโยบายผิด ๆ ที่รัฐเลือกให้นี้ถูกต้องแน่นอน ฯลฯ ความผิดพลาดเช่นนี้ทำความเสียหายได้รุนแรง

         Rolf Dobelli ในหนังสือชื่อ “The Art of Thinking Clearly” (2013) เรียกปรากฏการณ์ที่ทึกทักว่าคนอื่นต้องเหมือนตน และไปไกลถึงกับว่ากลุ่มตนนั้นถูกต้องเสมอว่า “false-consensus effect”

         ถ้าถามคนทั่วไปว่าชอบดนตรีสมัย ‘80 หรือ 60’ ก็มักได้คำตอบที่เป็นไปในลักษณะที่คนชอบดนตรีสมัยไหนก็คิดไปโดยอัตโนมัติว่าคนอื่นชอบเหมือนกลุ่มตนด้วย มนุษย์เรามักประเมินความเป็นเอกฉันท์เกินความจริงเช่นนี้อยู่บ่อย ๆ

         false-consensus effect หรือผลที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์เข้าใจความเห็นพ้องอย่างผิดพลาดเกิดขึ้นกับพรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ NGO’s จนทำให้ประเมินความนิยมที่ คนอื่นมีต่อกลุ่มของตนเองเกินความเป็นจริงอยู่บ่อย ๆ ตัวอย่างก็คือเรื่อง climate change ผู้คนทั่วไปมักเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เห็นเหมือนกับตนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง แต่ผลสำรวจจากโพลในประเทศจำนวนมากระบุว่าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

         นักการเมืองและพรรคการเมืองในทุกประเทศมักประเมินความนิยมของประชาชนเกินความเป็นจริงอยู่เสมอ จนทำให้เกิดการพลิกล็อกอยู่บ่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีล็อกให้พลิก กล่าวคือความ (ไม่) นิยมของประชาชนก็เป็นเช่นนั้น เพียงแต่นักการเมืองประเมินเข้าข้างตัวเองเกินความเป็นจริงและสามารถทำให้สื่อและประชาชนบางส่วนเข้าใจตามนั้น เมื่อมีการลงคะแนนประชาชนก็ลงคะแนนตามความชอบที่มีอยู่ ผลจึงออกมาว่ามีการพลิกล็อก

         ถ้า NGO’s และนักการเมืองระวังเรื่อง false-consensus effect แล้วก็จะมีการตระหนักถึงทางโน้มในการประเมินความนิยมเกินความเป็นจริง การดำเนินแผนกลยุทธ์ก็จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

         นักร้องนักแสดง ตลอดจนนักเทคโนโลยีที่หลงใหลผลิตภัณฑ์ของตนก็หนีไม่พ้น false-consensus effect เช่นกัน ในกรณีของนักร้องนักแสดงก็มักทึกทักว่ามีจำนวนแฟนคลับและมีคนชื่นชมนิยมในตัวเองเกินความเป็นจริงอยู่เสมอในทุกประเทศจนอาจนำไปสู่การต่อรองค่าตัวที่เกินเลยความเป็นจริงจนทำให้ไม่ได้งานในที่สุดก็มีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ

         สำหรับนักเทคโนโลยีที่ชื่นชอบผลงานของตนเองเป็นพิเศษอย่างเกินเลยความเป็นจริงอาจตกอยู่ในสภาวะ “ตาบอด” จนมองข้ามความก้าวหน้าของคู่แข่งและต้องเสียใจในเวลาต่อมาเพราะปรับตัวไม่ทัน

         หลายสินค้าเทคโนโลยีที่ออกสู่ตลาดและหลายบริษัทผู้ผลิตมีอันเป็นไปในที่สุด ถึงแม้ในสายตาของผู้ผลิตแล้วสิ่งนี้คือสุดยอดของสินค้า ยามเมื่อปล่อยสินค้าออกมานั้นมั่นใจอย่างเต็มที่ว่าผู้บริโภคจะหลงใหลและชื่นชอบเหมือนที่ตนเองเป็น หากไม่มี false-consensus effect แล้วก็อาจมีการวางแผนกลยุทธ์ด้านการตลาดอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมก็เป็นได้

         กลุ่มมังสวิรัติมักบอกคนทั่วไปว่าการกินมังสวิรัตมิใช่ทางเลือก หากเป็นสิ่งที่ต้องเลือกเพราะไม่มีสิ่งอื่นที่ดีกว่าอีกแล้วดังนั้นต้องกระทำเหมือนพวกตน กลุ่มคนที่กระทำความดีก็เช่นเดียวกัน มักมีลักษณะที่ฝรั่งเรียกว่ามี hubris คือมีความภาคภูมิใจ มีความเชื่อมั่นอย่างมากในความสำคัญของตนเอง ฃึ่งในกรณีนี้มาจากความเชื่อว่าตนเองได้ทำสิ่งที่ถูกต้องดีงามแล้ว นักปฏิบัติธรรมบางส่วนก็เข้าหรอบนี้เช่นเดียวกัน คนอื่น ๆ ก็ควรต้องทำตัวเหมือนตนเพราะเป็นทางเดินเดียวที่ถูกต้องงดงาม

         มนุษย์ถูกลวงตาและลวงใจได้ไม่ยากอันเนื่องมาจากความเอนเอียงอันเป็นผลจากการรับรู้รับทราบ (perception) ที่บิดเบี้ยวว่าคนอื่น (ควร) จะต้องเหมือนตน และหากไม่เหมือนก็จะกลายเป็นคนแปลกประหลาด ผิดปกติ หรือไม่ก็เป็นศัตรูกันไปเลย

         ปัญหาแบ่งแยกสี แบ่งศาสนาจนเกิดความวุ่นวายส่วนหนึ่งก็เป็นผลพวงจาก false-consensus effect อย่างไม่ต้องสงสัย คนบางกลุ่มไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงโง่เหลือทน และอีกฝ่ายก็มีความเห็นในลักษณะเดียวกันเพียงแต่ความโง่ย้ายฝั่งเท่านั้น

         แต่ละฝ่ายก็มีเหตุผลและข้อเท็จจริงสนับสนุนความเชื่อของตนเอง ส่วนใครจะ “ฉลาด” ในการตีความข้อเท็จจริงกับการใช้เหตุใช้ผลเก่งกว่ากันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

         การตระหนักถึงการมีอยู่จริงของ false-consensus effect ของแต่ละฝ่ายอาจช่วยให้ข้อขัดแย้งน้อยลงก็เป็นได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องยอมรับก่อนว่ามันมีปรากฏการณ์นี้อยู่จริง

         มนุษย์เป็น “สัตว์สังคม” ที่เปราะบางต่อการทำลายตนเองเพราะมีอีโก้ (Ego) เป็นชิบฝังอยู่ลึกในจิตใจ เฉพาะคนที่ตระหนักว่าตนเองอาจมีความเชื่อมั่นในตัวเองที่สูงเกินความเป็นจริงและตนเองอาจมีความสามารถในระดับที่ต่ำกว่าที่ตนเองเชื่อเท่านั้นที่พอเยียวยาความเปราะบางนี้ได้

โคลนนิ่งเพื่อการค้า

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
8
ธันวาคม 2558

ที่มา https://www.europarl.europa.eu/resources/library/images/20150616PHT67001/20150616PHT67001-cl.jpg

           แกะ “ดอลลี่” เป็นสัตว์ตัวแรกของโลกที่มนุษย์โคลนได้สำเร็จเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เมื่อเวลาผ่านไปการค้นคว้าต่าง ๆ ด้านเทคโนชีวภาพ (biotechnology) ก็ก้าวหน้าไปมากจนปัจจุบัน การโคลนสัตว์เพื่อการค้ากำลังจะเป็นทางโน้มของโลกอย่างน่าตกใจ

           เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2015 FDA ของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศยอมรับว่าปลา Atlantic Salmon ที่เกิดจากการตกแต่งพันธุกรรมเป็นอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางอาหาร ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่สัตว์ซึ่งเกิดจากการตกแต่งพันธุกรรมได้การรับรองอย่างเป็นทางการ

           ผู้ผลิตปลา Atlantic Salmon เลี้ยงในฟาร์มในปานามาได้ยื่นคำขอรับรองมาเป็นเวลา 20 ปี FDA ศึกษาอยู่ถึง 10 ชั่วอายุของปลาก่อนที่จะรับรอง วิธีการทำก็คือตกแต่งเอายีนส์ซึ่งผลิต growth hormone ของปลา Pacific Chinook Salmon ไปใส่ใน DNA ของปลา Atlantic Salmon จนทำให้เลี้ยงได้ตลอดทั้งปีและเติบโตเร็วมาก กล่าวคือจาก 3 ปี เหลือเพียง 16-18 เดือนสำหรับขนาดปลาที่ขายในตลาดได้

           ในเวลาใกล้กันก็มีข่าวของการตกแต่งยีนส์ของยุงลายที่เป็นพาหะของเชื้อมาเลเรียให้สิ้นฤทธิ์เพื่อให้ไม่มีคนตายถึง 3 ล้านคนต่อปีในอาฟริกาเพราะมาเลเรียอีกต่อไป โครงการนี้สนับสนุนโดยมูลนิธิ Bill and Melinda Gates ด้วยเงินทุนมหาศาลเพื่อใช้กลยุทธ์เทคโนโลยีชีวภาพในการปราบ โรคร้ายนี้

           ในยุคแรกของการโคลน (cloning) นักวิทยาศาสตร์ประสบความยากลำบากจนมีอัตราความสำเร็จต่ำ ต้นทุนก็สูง แต่หลังจากลองผิดลองถูกตลอดเวลาที่ผ่านมา ในที่สุดก็ได้เทคโนโลยีใหม่ที่เรียกรวมกันว่า Gene-editing หรือการตกแต่งยีนส์ แบบชนิดตัดโดยเอนไซม์และเอายีนส์อื่นมาใส่แทน

           มีอยู่หลายตัวอย่างของความสำเร็จของการโคลนสัตว์ด้วยวิธีใหม่ (ก) หมูที่ขุนให้อ้วนด้วยอาหารที่น้อยลง (ข) ไก่ที่ฟักออกมามีแต่ตัวเมีย เพื่อเอามาออกไข่ (ค) วัวที่ออกมาเป็นตัวผู้เพื่อเลี้ยงเอาเนื้อ เนื่องจากตัวผู้สามารถเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อได้มีประสิทธิภาพกว่าตัวเมีย (ง) หมูตัวเล็กแคระแกรน เพื่อเอามาเป็นสัตว์เลี้ยง (จ) สุนัขพันธุ์บีเกิลที่มีกล้ามเนื้อขาแข็งแรงขึ้น เพื่อให้สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว (ฉ) แพะพันธุ์แคชเมียรที่มีเนื้อหนาแน่นขึ้นและมีขนยาวเพื่อเอาไปทอเสื้อหนาว (ช) วัวพันธุ์เนื้อที่มีเนื้อมากขึ้นโดยกินอาหารเท่าเดิม

           แต่ดั้งเดิมมนุษย์ผสมพันธุ์สัตว์ข้ามหลายสายพันธุ์เพื่อให้ได้ลักษณะตรงตามที่ต้องการ ซึ่งต้องใช้เวลานานและไม่มีความแน่นอน เช่น ไก่ชน ม้าแข่ง สุนัข วัวพันธุ์เนื้อและ พันธุ์นม ฯ แต่เมื่อมีเทคโนโลยีโคลนนิ่งเกิดขึ้น มนุษย์ก็มีทางลัดคือเพียงเอาเซลล์หนึ่งของตัวต้นแบบมาเพาะในจานทดลอง และใช้วิธีการแต่งยีนส์โดยเอายีนส์ที่รู้แน่นอนว่าทำหน้าที่ในเรื่องใด (จำเป็นต้องมีแผนที่ DNA หรือ genome จึงจะรู้ว่ายีนส์ตำแหน่งใดใน DNA ของสัตว์สายพันธุ์อื่นทำหน้าที่อะไรและก่อให้เกิดคุณลักษณะใด) มาแทนยีนส์ที่ไม่พึงปรารถนา จากนั้นก็นำไปเพาะเลี้ยงในมดลูกของสัตว์พันธุ์นั้น

           พูดสั้น ๆ ก็คือ การตกแต่งยีนส์คือการไปแก้ไขสิ่งที่ธรรมชาติกำหนดมาเพื่อให้ได้คุณลักษณะที่พึงปรารถนา ส่วนการผสมข้ามสายพันธุ์ก็คือการคัดเลือกคุณลักษณะที่ต้องการโดยเป็นไปตามวิธีทางธรรมชาติ

           ข่าวล่าสุดของการทำธุรกิจจากการโคลนสัตว์อย่างเป็นล่ำเป็นสันก็คือเอกชนจีนร่วมลงทุนกับบริษัทเกาหลีประกาศตั้งโรงงานในตอนเหนือของเมืองเทียนจิน เพื่อผลิตสัตว์จากการโคลน เช่น วัว ปีละ 100,000 ตัว และจะเพิ่มเป็น 1,000,000 ตัว รวมทั้งการโคลนม้าแข่งและสุนัขพันธุ์ดี

           เพียง 4 ปีหลัง “ดอลลี่” จีนก็มีความสามารถในการโคลน จีนสามารถโคลนสุนัขพันธุ์ Tibetan Mastiff แท้ซึ่งมีขนาดใหญ่มากได้ 3 ตัว โคลน “หมูใจเด็ด” ฮีโร่จากการสามารถรอดชีวิตอยู่ได้ถึงกว่าเดือนหลังตึกถล่มในแผ่นดินไหวในเสฉวนในปี 2008 (มีคนตายกว่า 70,000 คน สูญหายอีก 20,000 คน)

           จีนเชื่อว่าความต้องการของเนื้อวัวพันธุ์เนื้อในจีนจะเพิ่มขึ้นอีกมาก การเลี้ยงแบบปกติจะช้าไม่ทันใจ หากโคลนตัวเยี่ยมยอดแล้วก็จะได้แฝดเหมือนกันเป็นแสนเป็นล้านตัวต่อไป นอกจากนี้การโคลนม้าแข่งและสุนัขที่มีราคาแพงก็จะเป็นการค้าที่ดีมากอีกด้วย

           จีนสามารถทำได้โดยไม่ถูกรัดรึงด้วยกฎเกณฑ์ในการคำนึงประเด็นจริยธรรม การละเมิดกฎธรรมชาติ เพราะไม่มีการควบคุมเข้มงวดเหมือนประเทศอื่น ๆ จีนใช้ข้อได้เปรียบตรงนี้ทุ่มเททรัพยากรเพื่อการวิจัย หาวิธีโคลนที่แม่นยำบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการ โดยมุ่งเน้นการค้าจากการโคลนสัตว์ซึ่งหลายประเทศก็ต้องการหากทำไม่ได้เพราะมีกฎหมายห้าม

           ในเดือนกันยายนที่ผ่านไป รัฐสภา EU ห้ามการโคลนสัตว์เพื่อเอามาเป็นอาหาร และห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์อีกด้วย ในสหรัฐอเมริกาก็เพิ่งมีการยอมรับปลา GMO พันธุ์ Atlantic Salmon อย่างเป็นทางการเท่านั้น

           อย่างไรก็ดีการโคลนในอุตสาหกรรมเลี้ยงวัวก็มิใช่สิ่งใหม่ในสหรัฐอเมริกา มีมาตั้งแต่ ค.ศ. 2004 เพียงแต่ยังไม่ได้รับการรับรองจาก FDA

           การโคลนซึ่งดูน่าหวาดหวั่นที่สุดก็คือการโคลนหมูเพื่อให้อวัยวะมนุษย์สามารถเติบโต ในตัวหมูได้ หากทำได้สำเร็จก็หมายถึงการเพาะอวัยวะมนุษย์ เช่น หัวใจ ตับ ไต เซลล์ต่าง ๆ ได้อย่างไม่รู้จบ โดยใช้หมูเป็นเครื่องมือเนื่องจากหมูและคนมีความคล้ายคลึงกันมากในเชิงชีววิทยา

           ในปัจจุบันมีความพยายามที่จะโคลนวัวพันธุ์เนื้อที่มีภูมิคุ้มกันเชื้อโรคต่าง ๆ ให้แข็งแรงเป็นพิเศษ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะรักษาซึ่งอาจมีพิษตกค้างถึงมนุษย์ได้ แค่นี้ยังไม่พอ ตอนนี้มีการโคลนวัวตัวผู้ไม่ให้มีเขาเพราะเขาเป็นปัญหาทำให้เกะกะและเป็นอันตราย หากจะถอนทิ้งตอนโตวัวก็จะเจ็บปวดและมีต้นทุนสูง

           การโคลนม้าพันธุ์ดีเพื่อแข่งโปโลเป็นการเฉพาะก็ทำได้สำเร็จแล้วในอเมริกาใต้ ดังนั้นการโคลนม้าแข่งพันธุ์ดีราคานับล้านบาทเพื่อการค้าจึงไม่ใช่เรื่องยาก บางประเทศก็ใช้การโคลนเพื่อการค้าที่มีตลาดเฉพาะ อย่างเช่นในปัจจุบันอิสราเอลสามารถโคลนองุ่นจากซากเมล็ดเก่าแก่จากสมัยพระเยซูที่พบในถ้ำเพื่อเอามาผลิตไวน์ซึ่งเชื่อว่าเป็นไวน์ที่พระเยซูเคยดื่มเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว

           สิ่งที่ผู้คนหวาดหวั่นในเรื่องการโคลนก็คือการโคลนมนุษย์ซึ่งน่าเชื่อว่ามีการทดลองลับ ๆ อยู่ทั่วโลก เพียงแต่ว่าใครจะเปิดเผยก่อนเท่านั้นเองว่าทำได้สำเร็จแล้ว คิดแล้วน่ากลัวยิ่งขึ้นหากกลายเป็นการค้าไป ลองคิดดูว่าหากมีการโคลนตนเองเพื่อหาคู่แฝดและเอาอวัยวะมาใช้เพื่อตนเองตามใจชอบ คน ๆ นั้นจะมีชีวิตยิ่งกว่าเป็นทาสสมัยก่อน

           การโคลนคู่ชีวิต พ่อแม่ ลูกที่จากไป อาจทำได้ในอนาคต แต่อย่าลืมว่าเราโคลนได้แต่ร่างกายเท่านั้น จิตใจ บุคลิกลักษณะอุปนิสัยของเขามิได้ถูกโคลนมาด้วย ร่างกายหน้าตาเหมือนกันแต่จิตใจที่เลวร้ายจะเป็นเรื่องที่เศร้ายิ่งกว่าให้เขาจากไปและทิ้งความทรงจำที่ดีเอาไว้

           โลกข้างหน้าน่ากลัวเพราะมนุษย์ทำให้น่ากลัว การละเมิดกฎธรรมชาติทำให้ได้ประโยชน์เชิงการค้าและความพอใจ อย่างไรก็ดีหากขาดกฎระเบียบที่ควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ในที่สุดคนที่ทำให้โลกน่ากลัวก็จะไม่มีโลกที่น่าอยู่ให้กลัวอีกต่อไป

Where Have All ตำรวจจราจร Gone?

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
1 ธันวาคม 2558

Photo by Nabeel Syed on Unsplash

        เดือนที่ผ่านมานี้คนกรุงเทพฯ มีความรู้สึกว่ารถติดมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณถนนวิภาวดีรังสิต สาทร สุขุมวิท ลาดพร้าว หรือราชดำเนิน สิ่งที่คนใช้รถรู้สึกหงุดหงิดก็คือแทบไม่เห็นตำรวจจราจรเลย และถ้าจะว่าไปแล้วก็ไม่เห็นมานานแล้วตลอดเวลา 1-2 ปี ที่ผ่านมา คำถามก็คือหายไปไหนกันหมด

          สาเหตุสำคัญที่ทำให้การจราจรหนาแน่นจนถึงจุดที่เรียกว่ารถติดก็คือเมื่อความต้องการใช้ผิวถนน (ปริมาณการจราจร) มากกว่าผิวถนนที่มีให้ใช้ในช่วงเวลาหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเร่งด่วน อย่างไรก็ดีมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้การจราจรเลวร้ายลง เช่น พื้นที่ผิวจราจรหายไป (ขุดท่อ รถล้างถนนขีดขวาง สร้างสะพาน หรือสร้างรถไฟกลางเกาะหรือใต้ดิน) หรือจำนวนยานพาหนะเพิ่มขึ้นมากในช่วงเวลาหนึ่งเป็นพิเศษ (ช่วงเวลาเร่งด่วน หรือมีงานมหกรรม) หรือมีการขับช้าลงเพราะเหลือบดูเหตุการณ์ผิดปกติ หรือมีการกั้นปิดถนนบางสายเป็นพิเศษ หรือผู้ขับขี่ทำผิดกฎจราจรกันอย่างกว้างขวาง

          ผลเสียของการจราจรติดขัดมีมากมายอย่างที่รู้ ๆ กัน (ก) เพิ่มต้นทุนการเดินทาง (ค่าเสียโอกาส กล่าวคือถ้ารถไม่ติดก็ได้กลับไปนอนเล่นที่บ้าน หรือเล่นกับหมาที่บ้านนานแล้ว ช่วงเวลาเหล่านี้มีคุณค่าแต่ก็ต้องเสียไปเพราะการจราจรติดขัด) (ข) การไปสายไม่ว่าการนัดหมายหรือ การทำงาน การไม่สามารถจัดการเวลา ทำให้เกิดการสูญเสียและเสียหาย (ค) ต้องจัดแบ่งเวลาไว้เผื่อรถติดมากจนสูญเสียเวลาที่ไม่ควรเสียไป (ง) เผาผลาญน้ำมันโดยไม่จำเป็น สูญเสียเงินตราต่างประเทศ (จ) สร้างมลภาวะอากาศ (ฉ) รถสึกหรอมากขึ้นโดยไม่จำเป็นเพราะต้องติดเครื่องไว้ขณะรถติด (ช) คนป่วยเร่งด่วนอาจเสียชีวิต (ซ) โอกาสอุบัติเหตุรถชนกันมีสูงขึ้น เพราะเดี๋ยวหยุดเดี๋ยวไป ฯลฯ

          ข้อเสียสำคัญนอกเหนือจากที่กล่าวมาก็คือทำให้เกิดความเครียดในอารมณ์ของผู้ใช้ถนนจนอาจทำให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงอย่างคาดไม่ถึงซึ่งฝรั่งเรียกว่า road rage คือ ผู้ขับขี่มีความก้าวร้าวต่อกันมากเป็นพิเศษ ด่าทอกัน สบถสาบาน ลงไม้ลงมือกัน ขับรถคุกคามกันจนเกิดอุบัติเหตุหรืออาชญากรรม

          คำนี้เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 1987-1988 ในเมืองลอสแองเจลิสที่มีการจราจรติดขัดอย่างหนัก (ปัจจุบันยังเป็นเมืองที่รถติดมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา รถคันหนึ่งเสียเวลาจากการ รถติดเฉลี่ยปีละ 64.4 ช.ม.) จนเกิด road rage มีการยิงกันจนคนตายหลายศพบนถนนหลายสายอย่างผิดสังเกต

          นักเศรษฐศาสตร์พยายามอธิบายสภาวะจราจรติดขัด โดยอธิบายว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า The Tragedy of the Commons (โศกนาฏกรรมของการใช้ทรัพยากรร่วมกัน) กล่าวคือเมื่อมีแปลงที่ดินที่ใช้ร่วมกัน ต่างคนก็ต่างใช้ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์อย่างไม่คำนึงถึงคนอื่นเนื่องจากไม่มีค่าใช้ เมื่อทุกคนต่างทำอย่างเดียวกัน ในที่สุดที่ดินแปลงนั้นก็จะมีปัญหาเสื่อมโทรมและเละเทะไปหมด ไม่มีใครคิดจะดูแล ดังนั้นกฎระเบียบที่ออกโดยภาครัฐเพื่อมากำกับดูแลการใช้ที่ดินเช่นว่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น

          เมื่อสามารถใช้ถนนได้โดยไม่มีค่าใช้ ผู้คนก็ใช้รถใช้ผิวจราจรกันอย่างไม่มีขีดจำกัด แต่ละคนไม่มีแรงจูงใจทางการเงินที่จะหลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ถนนชนิดที่เรียกว่ามากเกินไป ก็จะเป็น เช่นนี้ไปจนถึงจุดที่การจราจรเป็นอัมพาต ยกเว้นแต่จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

          Anthony Downs นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันผู้ศึกษาเรื่องนโยบายสาธารณะเสนอว่าการจราจรติดขัดในช่วงเร่งด่วนเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพราะทุกคนจำเป็นต้องใช้ผิวถนนในช่วงเวลานั้น ในสังคมทุนนิยมสินค้าบริการถูกแบ่งสรรโดยการซื้อขาย ใครมีเงินมากน้อยแค่ไหนก็เลือกซื้อกันไป ปัญหาการจราจรก็เหมือนกัน เมื่อการจัดสรรผิวจราจรเป็นไปโดยไม่ต้องจ่ายค่าใช้ก็ต้องขยายถนนกันไม่รู้จบสิ้นเพื่อรับมือช่วงเวลาเร่งด่วน การเก็บเงินจากการใช้ผิวถนนในช่วงเวลานั้นจะทำให้บางคนตัดสินใจที่จะไม่ใช้โดยเลี่ยงไปใช้ในเวลาอื่น ปัญหาติดขัดก็จะลดลง (สิงคโปร์ทำมากว่า 30 ปี อย่างประสบความสำเร็จ ปัจจุบันหลายเมืองก็ทำเช่นลอนดอน มิลาน สต๊อกโฮล์ม โกเธนเบิร์ก)

          วารสารเศรษฐศาสตร์ชื่อ The American Economic Review ในปี 2011 มีบทความเขียนโดยนักวิจัยจาก London School of Economics and Political Science ซึ่งใช้ข้อมูลการใช้ถนนในสหรัฐอเมริกา จำนวนประชากร การจ้างงาน ภูมิศาสตร์ ปัจจัยการเมือง การเดินทางของปี 1983 / 1997 / และ 2003 วิเคราะห์สภาวะการจราจรและสรุปว่ามีกฎพื้นฐานเกี่ยวกับการจราจรติดขัดว่า “ระยะทางที่เดินทางโดยรถยนต์จะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนโดยตรงกับระยะทางของถนน (คำนวณจากทุกช่องทางการจราจร) ที่มีให้ใช้เสมอ” ข้อสรุปมีนัยยะว่าการสร้างถนนใหม่ การขยายช่องทางจราจรจะก่อให้เกิดการจราจรเพิ่มขึ้นและจะไม่หยุดจนเกิดการติดขัดสูงสุด การแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดด้วยการเพิ่มพื้นที่ถนนจึงไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง

          การเก็บเงินค่าใช้ถนนในบ้านเรายากที่จะเป็นไปได้ถ้าไม่มีทางเลือกในการเดินทางให้ แก่เขา การขยายช่องทางจราจร การเพิ่มผิวถนน ฯลฯ ก็ไม่ช่วยให้การจราจรดีขึ้นในช่วงเวลาเร่งด่วน การบังคับใช้กฎหมายอย่างแข็งขันโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมายคือตำรวจจราจรเท่านั้นที่อาจช่วยได้อย่างสำคัญ

          การไร้วินัยยามไม่มีตำรวจกำกับนั้นเกิดขึ้นทุกชาติ แต่มากเป็นพิเศษในบ้านเรา ปัจจุบันเราเห็นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ขับฝ่าไฟแดงกันเป็นเรื่องปกติเพราะยากนักที่จะเห็นตำรวจจราจรยืนริมถนนหรือตรงสี่แยกเพื่อปรามพฤติกรรมเหล่านี้ดังที่เราเคยเห็นกันในอดีต (แม้แต่ “จ่าเฉย” ของผมก็ถูกเก็บไปหมดเพราะเกรงว่าจะเตือนใจให้นึกถึงตำรวจที่หายไป?)

          ตำรวจอาจเชื่อว่าการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่โดยมีกล้องถ่ายภาพเพื่อส่งใบสั่งจราจรไปทางไปรษณีย์เป็นเรื่องสมัยใหม่ที่สบายกว่าและได้ผลกว่าการมาโบกและ “ขู่” กันตามสี่แยก อยากบอกว่าวิธีไฮเทคนี้ผู้ใช้ถนนเขาไม่กลัวเพราะ (1) ไม่เชื่อว่าจะมีกล้องทุกแห่งและจะใช้งานได้ทุกตัว (2) ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมนุษย์บอกว่ามนุษย์กลัวภัยใกล้ตัวกว่าไกลตัว (มีใบสั่งมาปรับใน วันหลัง) ขอฝ่าไฟแดงก่อนแล้ว วันหลังจะปรับค่อยว่ากันใหม่ ตอนนี้ขอเสี่ยงดวงไปก่อน

          สงสัยว่าเหตุใดบางครั้งจึงเปิดไฟจราจรแปลก ๆ เช่น ปล่อยบางสายนานเป็นพิเศษ (ถูกสั่งหรือเปิดเพื่อเอาใจนายที่บ้านอยู่แถวนั้น?) เมื่อเหลียวไปมองป้อมตำรวจตามสี่แยกก็ไม่เห็นตู้ใดเลยที่ดูเป็นมิตร ทุกตู้ล้วนมีกระจกสีดำมืดมิดจนมองเข้าไปไม่เห็นราวกับเป็นไนท์คลับ ไม่มีทาง รู้ว่ามีตำรวจอยู่หรือไม่

          แรงจูงใจในการทำงานเป็นเรื่องที่เราเห็นใจ การที่สถานีตำรวจได้ส่วนแบ่งจากใบสั่งจราจรและอาจได้น้อยลงตามอารมณ์ของผู้กำกับจนไม่อยากออกมาโชว์ตัวตามสี่แยกตอนรถติดเพราะกลัว โดนด่า ควันก็เหม็น ร้อนก็ร้อนนั้นเราก็เห็นใจ แต่อย่าลืมนะครับว่าท่านก็รับเงินเดือนเป็นประจำอยู่แล้วซึ่งก็มาจากภาษีของพวกเรา ดังนั้นการดูแลจราจรเป็นความรับผิดชอบพื้นฐาน ส่วนเงินจากแรงจูงใจนั้นเป็นของแถม

          ปัจจุบันเราไม่รู้จักผู้บังคับการจราจร (เดี๋ยวนี้เรียกตำแหน่งนี้ว่าอะไรก็ไม่รู้ ยศอาจถึง พลตำรวจโท) ไม่เคยเห็นออกโทรทัศน์มาชี้แจง ไม่เคยเห็นตำรวจยศระดับนายพันมายืนดูแลกำกับการจราจรแบบสมัยก่อนเลย ตำรวจจราจรผู้น้อยก็กลายเป็นนินจา เห็นตัวได้ยากเต็มที การย้ายผู้รับผิดชอบการจราจรของกรุงเทพฯ ไปมาอยู่เนือง ๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ต่อเนื่อง ไม่มีผู้ใหญ่หาญกล้าออกมารับผิดชอบจนคนกรุงรู้สึกว่ามีการขาดความรับผิดชอบในเรื่องการจราจรของกรุงเทพฯ

          ตำรวจจราจรกรุณากลับมาทำหน้าที่ของท่านเถอะครับ ต่างคนต่างทำหน้าที่ พวกเราผู้ใช้ถนนก็ทำหน้าที่ของเราในฐานะผู้เสียภาษีจ่ายเป็นเงินเดือนท่านอยู่แล้วตลอดเวลาที่รถติด เผาผลาญน้ำมันราคาสูงเพราะภาษี

Word of the year 2015

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ 
24 พฤศจิกายน 2558

Photo by Raphael Schaller on Unsplash

         ฝรั่งผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่มีสิ่งหนึ่งที่ ‘เล่น’ มายาวนานอย่างน้อยก็ตั้งแต่ ค.ศ. 1990 นั่นก็คือ Word of the Year ซึ่งหมายความถึงคำที่มีผู้ใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุดในโลกของการใช้ภาษาอังกฤษ ในปี 2015 มีการเลือกคำที่น่าสนใจซึ่งบ่งบอกอะไรหลายอย่างในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

          ผู้ผลิต dictionary ในโลกตะวันตกและสมาคมเกี่ยวกับภาษาต่างก็มี Word of the Year ของตนเอง อย่างไรก็ดีโลกจะให้ความสนใจกับ Oxford University Press มากกว่าเพื่อน

          ล่าสุดเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนค่าย Collins English Dictionary เลือกคำว่า “Binge-watch” เป็นคำแห่งปี และรู้สึกจะ ‘โดนใจ’ คนจำนวนมาก สำหรับค่าย Oxford University Press นั้นในปีนี้เลือกคำแห่งปีที่แหวกแนวกว่าเพื่อนอย่างน่ารัก

          ในภาษาอังกฤษ “go on a binge” (เป็นการใช้อย่างไม่เป็นทางการ) หมายถึง ดื่มแอลกอฮอล์หนักในเวลาอันสั้น ตามนัยยะของความหมายนี้ binge จึงหมายความถึงการกินอย่างมากในเวลาอันสั้นในลักษณะที่ควบคุมไม่ได้ “binge on บางอย่าง” เช่น binge on chocolate

          กล่าวโดยสรุปก็คือ binge หมายถึงการทำอะไรในลักษณะที่สุดโต่ง เช่น การกิน การดื่ม หรือใช้เงินอย่างไม่บันยะบันยัง

          คำถามที่น่าสนใจก็คือแล้ว binge-watching ได้กลายเป็นคำแห่งปีไปได้อย่างไร คำตอบก็คือมันมาจากพฤติกรรมการดำรงชีวิตของผู้ใช้ภาษาอังกฤษจำนวนมากในปัจจุบันที่บ้าคลั่งดูโทรทัศน์อย่างต่อเนื่องไม่ยอมหลับยอมนอน เรียกง่าย ๆ ว่า marathon-viewing

          พฤติกรรมที่เห็นบ่อย ๆ ก็คือการดูโทรทัศน์เป็นเวลายาวนานกว่าที่คนเขาดูกันตามปกติในการนั่งดูครั้งหนึ่งโดยดูรายการโทรทัศน์หรือซีรี่ส์ใดเป็นพิเศษ จากการสำรวจในปี 2014 ของ Netflix ซึ่งอยู่ในกิจการโทรทัศน์ on-line พบว่าคนให้คำจำกัดความของ binge-watching คือดูตั้งแต่ 2-6 ตอนของรายการทีวีหรือซีรี่ส์ต่อเนื่องกัน

          Binge-watching เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นผลพวงจากการให้บริการ โทรทัศน์ on-line ของบริษัทต่าง ๆ เช่น Netflix / Hull และ Amazon Prime ซึ่งคนดูสามารถเลือกรายการได้ตามความต้องการทั้งช่วงเวลาและความยาว บริษัทเหล่านี้แหละที่ทำให้เกิดคำยอดนิยม binge-watching ขึ้น

          ในบ้านเรา binge-watching ก็มีจากการดู DVD ของซีรี่ส์หนังละครจากหลายชาติต่อเนื่องกันหลายแผ่นแบบไม่ยอมนอน ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือโทษก็ตามแก่ร่างกายของคนเหล่านี้แต่เขาก็ไม่ตระหนักถึงเพราะมีความปรารถนาที่จะหาความบันเทิงอย่างไม่ให้มีอะไรมาปิดกั้นให้ขาดตอน

          binge-watching ทำให้ไม่มีการรอคอยความตื่นเต้นจากตอนต่อไปในอาทิตย์หน้าหรือเดือนหน้า ทุกอย่างล้วนเป็น “ความสุขสมอย่างทันด่วน” (instant gratification) ตามยุคสมัยมาม่า-ยำยำ-ไวไว

          สำหรับฝั่ง Oxford University Press ก็มี “คำแห่งปี” ของ 2015 เช่นกัน แต่อาจเรียกได้ว่าล้ำหน้ากว่าแหล่งอื่นเพราะใช้ emoji ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Face with Tears of Joy” เป็น “คำแห่งปี” โดยเป็นรูปคนยิ้มและมีน้ำตาเล็ดออกมาจากสองตา อันแสดงถึงการมีความสุขอย่างล้นเหลือ

          เหตุผลที่เลือกก็คือ emoji ก็เป็นภาษาในอีกลักษณะหนึ่งเพียงแต่มิได้เป็นตัวอักษรในรูปแบบธรรมดา การสำรวจพบว่าในปี 2015 emoji ตัวนี้มีผู้ใช้เป็นร้อยละ 20 ของ emojis ที่ใช้กันอยู่ทั้งหมดในอังกฤษ ในขณะที่ตัวเลขเดียวกันในสหรัฐอเมริกาคือร้อยละ 17

          emoji เป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่มาจาก “e” (picture) + “moji” (character) (เป็นสิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า pictograph) โดยเป็นรูปภาพที่แสดงออกถึงอารมณ์ต่าง ๆ emoji บังเอิญคล้ายกับคำว่า emotion จึงจดจำได้ง่ายและใช้คำนี้กันอย่างกว้างขวาง

          emoji ชุดแรกสุดมีมาแต่ ค.ศ. 1998 สมาชิกคนหนึ่งของทีมที่ทำงานโทรศัพท์มือถือของ NTT ชื่อ Shigetaka Kurita เป็นผู้ริเริ่มโดยได้ความคิดมาจากคำพยากรณ์อากาศซึ่งใช้ภาพเป็นสัญลักษณ์ของสภาพอากาศ และเมื่อ Apple’s iPhone เปิดตัวในปี 2007 และเอา emoji มารวมไว้จึงเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง

          emoji อันที่ได้ความนิยมสูงสุดนี้เป็นตัวแทนของความสุขชนิดน้ำตาเล็ด หรือ “สุขสุด ๆ” จึงได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนของการสื่อความหมายว่าตนเองนั้นมีความสุขในระดับใด การส่ง emoji สุดน่ารักนี้มักเป็นปฏิกิริยาตอบกลับคำพูดอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อผู้ส่ง ๆ ข้อความที่ดีจนทำให้ผู้รับพอใจมาก และเมื่อผู้ส่งเห็นว่าผู้รับมีความสุขมากตนก็ย่อมพอใจไปด้วย ดังนั้นทั้งสองจึงมีความสุขจากการใช้ emoji ตัวนี้

          “emoji แห่งความสุขจนน้ำตาเล็ด” จึงเป็นสื่อกลางที่ไม่มีใครรังเกียจ และทุกฝ่ายชอบที่จะใช้มันเป็นตัวกลางแห่งการเชื่อมความสุขไปโดยปริยาย

          World of the Year สื่อให้เห็นวัฒนธรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลง เหตุที่คำเหล่านี้ไม่เคยซ้ำกันเลยก็เพราะ “การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์”

Hydrogen Society

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
17
พฤศจิกายน 2558

Photo by Riccardo Annandale on Unsplash

       ญี่ปุ่นประกาศตัวเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าจะเป็น Hydrogen Society ซึ่งหมายถึงการใช้ไฮโดรเจนเป็นพลังงานพื้นฐานเพราะเป็นพลังงานทดแทนได้และสะอาด อีกทั้งก่อให้เกิดผลกระทบน้อยมากต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจากการใช้รถยนต์ หรือการดำรงชีวิตประจำวัน

          เราได้ยินคำว่า Hydro society หรือสังคมพลังน้ำของไทยมานมนาน เราอาศัยน้ำในการเพาะปลูกและดำรงชีวิตตลอดจนใช้คลองและแม่น้ำเป็นเส้นทางสัญจร การอยู่กับน้ำเป็นวัฒนธรรมของไทยมายาวนาน ปัจจุบันเราได้ยินคำว่า Hydrogen Society ซึ่งตีฆ้องร้องป่าวโดยญี่ปุ่นในปัจจุบัน

          มีการพูดถึง Hydrogen Economy ในทศวรรษ 1970 โดยผู้ประดิษฐ์คำนี้คือ John Bockris ศาสตราจารย์ด้าน Electrochemistry ชาวอังกฤษ (ค.ศ. 1923-2013) และสานต่อโดยนักคิดจาก University of Michigan เพื่อหลีกหนีผลเสียจากการใช้ hydrocarbon fuels (เช่น พลังงานจากกาซ ถ่านหิน และน้ำมัน) เพราะการเผาไหม้ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด climate change

          ไอเดียของการใช้ไฮโดรเจนมาจากการเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาด เพราะเมื่อเผาไหม้แล้วไม่เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ อีกทั้งมีปริมาณไม่จำกัดเพราะเป็นองค์ประกอบของน้ำ

          ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นกับภาคธุรกิจญี่ปุ่นร่วมกันผลักดันให้รถยนต์ที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นพลังงานออกสู่ตลาด ทั้งโตโยต้า ฮอนด้า และนิสสัน ต่างกำลังเร่งการผลิตเป็นการใหญ่ รถยนต์รุ่น Mirai ของโตโยต้าซึ่งใช้พลังงานไฮไดรเจนออกสู่ตลาดเมื่อปลายปี 2014 และเชื่อว่าจะทยอยออกตามมาอีกหลายรุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นจะให้เงินอุดหนุนรถยนต์ทุกคัน อาจถึง 500,000-600,000 บาทต่อคัน

          ญี่ปุ่นตั้งเป้าว่าจะใช้ Tokyo Olympics 2028 เป็นตัวเปิดการเป็น Hydrogen Society รถโดยสารที่ขนนักกีฬาและใช้ในการจัดการจะเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยโฮไดรเจนทั้งหมด ขณะนี้กำลังวางแผนสร้างเครือข่ายสถานีเติมไฮโดรเจนทั่วประเทศให้มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 35 แห่ง ก่อนปี 2020

          นอกจากนี้ยังมีแผนจะใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าที่มาจากไฮโดรเจนเป็นแหล่งพลังงานของที่อยู่อาศัยอีกด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือญี่ปุ่นทุ่มเต็มที่กับการใช้ไฮโดรเจนเป็นพลังงาน อย่างไรก็ดีความฝันของญี่ปุ่นในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย มีผู้วิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะในโลกตะวันตกเป็นจำนวนมาก

          ปัญหาแรกของการใช้ไฮโดรเจนเป็นพลังงานก็คือราคาของการผลิตไฮโดรเจนซึ่งยังสูงมาก สำหรับญี่ปุ่นเองอาจต้องนำเข้าจากต่างประเทศเช่นจากออสเตรเลีย เพียงรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจนในเวลาหนึ่งปีโดยเฉลี่ยใช้ไฮโดรเจนประมาณ 1,000 คิวบิกเมตรต่อปี การผลิตที่ใช้อยู่ในปัจจุบันประมาณ 300 ล้านคิวบิกเมตรจึงไม่เพียงพอหากมีการใช้รถยนต์และในการดำรงชีวิตกันมากขึ้น

          ปัญหาที่สอง คือ ความปลอดภัย ไฮโดรเจนที่ไม่บริสุทธ์สามารถติดไฟและระเบิดได้ บริษัทผลิตรถยนต์และผลิตไฮโดรเจนต่างยืนยันว่าได้ป้องกันไว้อย่างดีแล้วและปลอดภัยอย่างไว้ใจได้ (โรงงานนิวเคลียร์ที่ Fukushima ก็เคยพูดอย่างเดียวกัน) ดังนั้นความเชื่อมั่นของผู้ใช้ในเรื่องความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ

          ปัญหาที่สาม ถึงแม้การใช้ไฮโดรเจนจะสะอาด แต่การได้มาซึ่งไฮโดรเจนก็ต้องใช้พลังงานซึ่งอาจมาจากการเผาไหม้ถ่านหินหรือก๊าซโดยแยกไฮโดรเจนจากน้ำ (H2O) หากจะให้สะอาดจริงก็ต้องใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ ฯลฯ ดังนั้นพลังงานไฮโดรเจนจึงมิได้สะอาดบริสุทธ์ หรือ “เขียวอื๋อ” เสมอไป

          ปัญหาที่สี่ ราคารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจน (อ๊อกซิเจนกับไฮโดรเจนหากอยู่ใกล้กันโดยมีแผ่นกั้นจะทำปฏิกิริยาเคมีเกิดความร้อนขึ้นและสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า) ยังมีราคาสูงมาก รถยนต์ Mirai มีราคาสูงกว่ารถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเกือบเท่าตัว

          ไม่ว่าจะมีคนวิจารณ์เรื่องการใช้ไฮโดรเจนเป็นพลังงานอย่างไร ญี่ปุ่นก็เดินหน้าทั้ง ๆ ที่รู้ว่าคานาดาก็เคยพยายามทำสิ่งเดียวกันในปี 2010 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เช่น ผลิตรถโดยสารพลังงานไฮโดรเจนแต่ก็ไม่ไปไหนเนื่องจากต้นทุนในการดำเนินงานสูง

          สหรัฐอเมริกาเองก็เคยพยายามใช้พลังงานไฮโดรเจนแต่ก็ดูแผ่วไป เนื่องจากการเกิดขึ้นของรถพลังไฟฟ้า รถไฮบริด (ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน) แบตเตอรี่ไฟฟ้าที่ทรงพลังและมีราคถูกลง ฯลฯ

          ญี่ปุ่นประกาศผลักดันการเป็น Hydrogen Society ท่ามกลางคำวิจารณ์ (ความหวาดหวั่นว่าญี่ปุ่นจะทำสำเร็จ?) ของประเทศตะวันตกว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งโง่เขลา ฯลฯ ญี่ปุ่นอาจต้องเลือกทางเดินนี้เพราะความจำเป็นในเรื่องการลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ซึ่งเคยก่อปัญหา และความต้องการสร้าง ‘อัตลักษณ์’ ใหม่ของการเป็นสังคมที่เขียวอย่างแท้จริง

          ภาคธุรกิจและภาครัฐบาลญี่ปุ่นได้ทำวิจัยเรื่องพลังงานไฮโดรเจนมายาวนาน เป็นไปได้หรือไม่ว่าญี่ปุ่นอาจค้นพบอะไรที่ลึกซึ้งกว่าที่ผู้คนรู้และเข้าใจกันอยู่ในขณะนี้ จึงกล้าที่จะเดินหน้าประกาศเป็น Hydrogen Society

          การมีผู้กล้าหาญออกมาบุกเบิกการใช้ไฮโดรเจนที่มีอยู่ไม่จำกัดในโลกมาใช้เป็นพลังงานที่สะอาด เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน โลกแห่งการหันไปใช้พลังงานทางเลือกนอกจาก fossil fuels ได้เปิดกว้างขึ้นอีกแล้วเพื่อประโยชน์ของชาวโลก เราควรเชียร์ญี่ปุ่นในเรื่องนี้เพราะยิ่งมีทางเลือกมากเท่าใด ก็ย่อมเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติมากเพียงนั้น

          การเข้าใจว่าไม่มีหงส์ดำในโลกมาแต่ดึกดำบรรพ์ จนกระทั่งพบใน ค.ศ. 1697 พิสูจน์ให้เห็นว่าการยังไม่เคยเห็นหงส์ดำมิได้หมายความว่าไม่มีหงส์ดำในโลก ความเป็นไปได้ของ Hydrogen Society ของชาวโลกอาจรออยู่ข้างหน้าก็เป็นได้

ทบทวนแฟชั่น “ผ่าท้อง” แทนคลอดลูก

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
10
พฤศจิกายน 2558 

Photo by 🇸🇮 Janko Ferlič on Unsplash

        หนึ่งปัญหาหนักอกขององค์การสาธารณสุขระดับโลกในปัจจุบันก็คือการผ่าตัดเอา ทารกออกจากมดลูกแทนการคลอดตามธรรมชาติ ในเมืองจีนนั้นประมาณร้อยละ 50 ของเด็กที่เกิดในแต่ละปีใช้วิธีผ่าตัด บ้านเราก็มีสถิติที่ไม่ห่างนักคืออยู่ประมาณร้อยละ 40 เช่นเดียวกับอินเดีย กระแสความนิยมที่กำลังมาแรงเช่นนี้มีอันตรายแฝงที่พ่อแม่ไม่รู้อยู่หลายประการ

          การผ่าตัดเช่นนี้คือสิ่งที่เรียกว่า Caesarean section หรือเรียกย่อ ๆ ว่า C-sections เคยมีความเชื่อว่าเหตุที่เรียกการผ่าตัดเอาทารกออกมาจากครรภ์แม่เช่นนี้ก็เพราะ Gaius Julius Caesar รัฐบุรุษและนักรบเอกสมัยโรมัน (มีชีวิตอยู่ประมาณ 500 ปี หลังพระพุทธเจ้า) ออกมาสู่โลกด้วยวิธีนี้ ความเข้าใจนี้ผิดเพราะแม่ของเขาคือ Aurelia ก็ยังมีชีวิตอยู่หลัง Caesar เกิด ในสมัยนั้นเด็กที่เกิดวิธีนี้ได้ก็เพราะแม่พึ่งตายจึงรีบผ่าเอาลูกออกมา

          นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าชื่อการผ่าตัดน่าจะมาจากบรรพบุรุษของเขาซึ่งมีชื่อเดียวกันผู้เกิดมาด้วยการผ่าตัด ที่จริงในประวัติศาสตร์ของจีนและอินเดียก็มีการกล่าวถึงการเกิดของทารกด้วยการผ่าตัดจากแม่ที่กำลังจะตายหรือพึ่งตาย (ชาวโรมันห้ามฝังแม่ที่มีครรภ์ อาจเกรงว่าจะเป็นการฆ่าทารกโดยไม่ตั้งใจก็เป็นได้)

          C-sections พัฒนามาเรื่อยอย่างช้า ๆ แม้แต่ใน ค.ศ. 1865 การผ่าตัดเช่นนี้ในอังกฤษแม่ยังตายร้อยละ 85 เพิ่งแม่พอจะปลอดภัยบ้างก็ประมาณหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914-1917) ปัจจุบัน C-sections เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

          อย่างไรก็ดีสถิติ C-sections ของประเทศพัฒนาแล้วก็มิได้ให้ความอุ่นใจนักเมื่อเปรียบเทียบกับการคลอดแบบธรรมชาติ ในกรณีของครรภ์ปกติที่มีความเสี่ยงต่ำ อัตราการตายของ C-sections คือ 13 ต่อ 100,000 รายของการคลอด ในขณะที่ตัวเลขเดียวกันของการคลอดแบบธรรมชาติคือ 3.5 ต่อ 100,000

          อันตรายของ C-sections ที่เห็นกันชัดเจนก็คือปัญหาจากการวางยาสลบ ติดเชื้อหลังผ่าตัด แผลปริ เสียเลือดขนาดนัก มีปัญหากับการท้องต่อมา ฯลฯ งานวิจัยตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปัจจุบันหลายชิ้นพบผลเสียที่มองไม่เห็นทันทีของ C-sections หลายประการดังต่อไปนี้

          (1) C-sections เป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ กล่าวคือเมื่อแม่ต้องถูกเย็บแผลทันทีและใช้เวลาพักฟื้น การสัมผัสทันทีระหว่างแม่กับลูกหลังเกิดก็ขาดไป ไม่เหมือนกับการคลอดธรรมชาติซึ่งลูกต้องต่อสู้ผ่านช่องคลอด เกิดการสัมผัสรัดรึงกับลูกจนคลอดออกมา (2) การคลอดปกติทำให้ทารกมีโอกาสได้รับสิ่งที่เรียกว่า microbiota ของแม่ (เป็น microorganism หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากที่อยู่ร่วมในร่างกายมนุษย์ เช่น แบคทีเรียในกระเพาะที่ช่วยย่อยอาหาร) มากกว่าซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องสุขภาพของทารกในเวลาต่อไป

          (3) หากทารกขาด microbiota จากแม่อาจทำให้สิ่งที่เรียกว่า bifido bacteria probiotics ซึ่งอยู่ในลำไส้ของทารกไม่เติบโตเต็มที่ ซึ่งมีผลทำให้ไม่สามารถย่อยสลายสารอาหารที่อยู่ในนมแม่ได้อย่างเต็มที่ ในบางกรณีอาจนำไปสู่การขาดสารอาหารที่รุนแรงในทารกและทำให้การเจริญเติบโตของทารกสะดุดหยุดชะงักได้ ทารกลักษณะนี้เมื่อโตขึ้นมีทางโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ โรคไต และโรคเบาหวาน

          งานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้พบว่า C-sections ซึ่งเป็นสิ่งที่ไปกระทบ microbiota ที่ทารกมีมาแต่แรกอาจทำให้เกิดการปรับระบบภูมิคุ้มกันของทารกไปในด้านลบจนอาจทำให้เป็นโรคภูมิแพ้ หรือ หอบหืดเมื่อโตขึ้นได้ หรือแม้แต่ทำให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเป็นเบาหวานตั้งแต่ยังเป็นเด็ก (โรคเบาหวาน Type 1)

          งานศึกษาล่าสุดพบว่าการมีอัตรา C-sections สูงถึงประมาณครึ่งหนึ่งของการเกิดของเด็กจีนเกี่ยวพันกับการพุ่งสูงขึ้นของโรคเบาหวานตั้งแต่ยังเป็นเด็กของเด็กในประเทศนี้ ในเซี่ยงไฮ้มีอัตราการเกิดโรคเบาหวานตั้งแต่ยังเป็นเด็กเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.2 ต่อปีระหว่างปี 1997 ถึง 2011 และคาดว่าอัตรานี้จะเพิ่มอีกหนึ่งเท่าตัวระหว่างปี 2016 ถึง 2020

          นอกจากนี้ยังพบอีกว่าคนที่มี microbiota ในลำไส้เปลี่ยนแปลง (ลดลง) มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานเมื่อเป็นผู้ใหญ่ งานศึกษาเหล่านี้ล้วนชี้ให้เห็นว่า C-sections ซึ่งเกิดขึ้นมากมายในจีนตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 เป็นต้นมาอาจเป็นตัวจุดประกายให้เกิดโรคเบาหวานอย่างดาษดื่นในหมู่พลเมืองจีนในอนาคต

          การเกิดกระแส C-sections ในจีนมาจากหลายสาเหตุ (ก) เมื่อร่ำรวยขึ้นก็ไม่อยากเจ็บปวดจากการคลอดลูก อีกทั้งสามารถเข้าถึงบริการแพทย์ได้สะดวกขึ้น หมอตำแยและพยาบาลผดุงครรภ์ในจีนจึงหมดอาชีพ แม่หญิงทั้งหลายต่างคลอดลูกที่โรงพยาบาลซึ่งทำให้การเลือก C-sections เป็นไปอย่างสะดวก (ข) โรงพยาบาลถูกบังคับให้เก็บค่าธรรมเนียมจากการคลอดธรรมชาติเพียงครึ่งเดียวของ C-sections และการคลอดธรรมชาติมีต้นทุนสูงกว่า ดังนั้นหมอจึงมักสนับสนุนให้เลือก C-sections เพื่อประโยชน์ด้านรายได้ของโรงพยาบาล (ค) เกิดความสะดวกสำหรับแม่และแพทย์ โดยแพทย์ไม่ต้องรอให้เจ็บท้องเต็มที่หรือต้องถูกตามตัวไม่เป็นเวล่ำเวลา ส่วนแม่ก็สามารถวางแผนชีวิตได้คล่องตัวขึ้น (ง) สามารถเลือกวันเวลาที่ลูกเกิดได้ตามโหราศาสตร์ (คนจีนชอบที่จะให้คลอดก่อน 1 กันยายน ซึ่งเป็นวันโรงเรียนเปิดเพื่อให้ลูกได้เรียนเร็วขึ้น)

          นอกจากนี้นโยบาย “ลูกคนเดียว” ของภาครัฐจีนทำให้ผู้หญิงไม่กังวลกับท้องต่อไปว่าจะเป็นปัญหาหรือไม่หลังจากทำ C-sections ไปแล้ว ทั้งหมดนี้ทำให้มีทางโน้มสู่ C-sections กันมากขึ้นทุกที จนเป็นอัตราสูงสุดในโลก

          ในบ้านเราซึ่งมีอัตรา C-sections ใกล้เคียงกับอินเดียคือกว่าร้อยละ 40 (ในอินเดียมีอัตรา C-sections ถึงร้อยละ 58 ในรัฐ Tamil Nadu ทางตอนใต้ของประเทศ) ก็มีเหตุผลไม่ต่างจากคนจีนและอินเดีย เหตุผลทางวัฒนธรรมในเรื่องฤกษ์ยามมีอิทธิพลอยู่ไม่น้อยในหลายครอบครัว จนทำให้ C-sections เป็นคำตอบ (“ดวงบังคับเกิด” แทน “ดวงเกิด”) เช่นเดียวกับเหตุผลในเรื่องความสามารถในการควบคุมด้านเวลา แรงสนับสนุนจากแพทย์ผู้ทำคลอด ความสะดวกของทุกฝ่าย จนกระทั่งอาจมองข้ามเรื่องความเสี่ยง และผลเสียที่อาจเกิดตามมา

          WHO พยายามบอกว่า C-sections เป็นทางเลือกที่พิเศษเมื่อการคลอดด้วยวิธีธรรมชาติเกิดปัญหา เช่น ตำแหน่งของทารกทำให้คลอดได้ยากมาก มีการกีดขวางการเคลื่อนตัวของทารก หัวใจและความดันโลหิตของแม่และ/หรือทารกอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง แม่มีปัญหาสุขภาพและหมดแรงเบ่ง ฯลฯ

          แฟชั่นการคลอด C-sections แพร่กระจายไปเกือบทั้งโลกในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมา จากอัตราไม่เกินร้อยละ 8 ก่อนหน้านั้น (ในทศวรรษ 1970 คนจีนน้อยคนมากที่รู้จัก C-sections) ได้กลายเป็นกว่าร้อยละ 30 ในประเทศส่วนใหญ่ ความกินดีอยู่ดีทำให้ความเจ็บปวดจากการเป็นแม่เป็นเรื่องน่ากลัว และเมื่อสามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่รีรอ อีกทั้งธุรกิจแพทย์ก็พร้อมที่จะรับมือ

          ในสังคมไทยปัจจุบัน C-sections ได้กลายเป็นแฟชั่นของคนรุ่นใหม่ และเป็นสัญลักษณ์ของคนที่ไม่ตกเทรนด์และมีเงินโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแม่ในกรุงเทพกรุงเทพมหานคร คุณแม่เหล่านี้อาจไม่มีข้อมูลใหม่ ๆ เกี่ยวกับผลเสียที่มีต่อทารกและตนเองอย่างเพียงพอ

          ถ้าผมเป็นทารกคงจะน้อยใจมากหากมีแม่ที่ชื่นชม C-sections ตามแฟชั่นโดยไม่คำนึงถึงผลเสียต่อสุขภาพของผมเมื่อโตขึ้น อย่าลืมว่าเมื่อแม่เป็นคนนำผมมาสู่โลก แม่ก็ต้องรับผิดชอบชีวิตผมอย่างรอบคอบที่สุดด้วยนะครับ

เมียนมาร์เลือกตั้ง 2015

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
3
พฤศจิกายน 2558

Photo by Gayatri Malhotra on Unsplash

         เมียนมาร์เป็นเพื่อนบ้านสำคัญของเรา แต่ดูเหมือนสังคมไทยรู้เรื่องการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้กันไม่มากนัก

          หากย้อนหลังประวัติศาสตร์ไปเมื่อปี 1962 พม่าซึ่งเป็นชื่อเดิมมีการปฏิวัติเพื่อเข้าสู่เส้นทางที่เรียกว่า Socialist Burmese Way และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึง 1990 ก็ไม่มีเลือกตั้ง รัฐบาลทหารครองอำนาจมาตลอด

          ในปี 1990 มีการเลือกตั้ง นางอองซาน ซูจี (ลูกสาวของผู้ก่อตั้งกองทัพบกพม่าและถือกันว่าเป็นบิดาของเมียนมาร์สมัยใหม่อันเป็นผลจากการเป็นผู้นำต่อสู้อังกฤษผู้เป็นเจ้าอาณานิคม จนได้รับ เอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น คะแนนรวมได้กว่า 60% และได้คะแนนจากที่นั่งในรัฐสภา 80% แต่ก็ไม่ได้เป็นประธานาธิบดี รัฐบาลทหารคุมขังไว้ในบ้านเป็นเวลา 15 ปี

          พรรค NLD (National League for Democracy) ของเธอบอยคอร์ตเลือกตั้งในปี 2010 ตามรัฐธรรมนูญใหม่ อย่างไรก็ดีในปี 2012 พรรค NLD ก็ส่งคนลงเลือกตั้งซ่อมซึ่งมีจำนวน 45 ที่นั่ง ปรากฏว่าพรรค NLD ได้รับเลือกตั้งถึง 43 ที่นั่ง

          รัฐบาลเมียนมาร์เปิดกว้างมากขึ้นทุกที ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ชักชวนอองซาน ซูจี หรือชื่อที่คนเมียนมาร์เรียกอย่างรักใคร่ว่า The Lady ลงเล่นการเมืองซึ่งมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เธอก็ร่วมมือลงสมัครรับเลือกตั้งและได้เป็นผู้แทนราษฎร แต่ไม่สามารถพังทลายบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าผู้มีสามีหรือภรรยา หรือลูกเป็นคนสัญชาติอื่นไม่สามารถเป็นประธานาธิบดีได้ ดังนั้นเมื่อการเลือกตั้งทั่วไป 2015 นี้มาถึง อย่างไรเสียเธอก็ไม่ได้เป็นประธานาธิบดี (จะแก้รัฐธรรมนูญได้ต้องมีเสียงเกิน 75% แต่ในสภาที่มีตัวแทนทหารอยู่ 25% จึงหมายความว่าถ้าทหารไม่ยอมก็แก้ไขไม่ได้) ในจำนวนกว่า 90 พรรคที่ส่งคนลงเลือกตั้ง จริง ๆ แล้วมีเพียง 2 พรรคใหญ่เท่านั้นที่ต่อสู้กันคือ พรรค USDP (Union Solidarity and Development Party) ซึ่งเป็นแขนขาของทหารที่ครองอำนาจกับพรรค NLD (National League For Democracy) ซึ่งเป็นพรรคของ The Lady

          การเลือกประธานาธิบดีของเมียนมาร์ก็ซับซ้อนพอควรคือเลือกกันเดือนพฤศจิกายน แต่จะได้ประธานาธิบดีต้องรอจนถึงเดือนมีนาคมตามรัฐธรรมนูญ สภาบนมีวุฒิสมาชิก 224 คน ในจำนวนนี้เป็นโควต้าของทหาร (เรียกว่า Army Representative อยู่ 25%) เสีย 56 คน มีให้เลือกตั้ง 168 คน

          สภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎรมี 440 คน เป็นของทหาร 25% คือ 110 คน และที่เหลือ 330 ให้เลือกตั้ง ดังนั้นจึงมีจำนวนทั้งสภาบนและสภาล่างรวม 664 คน เป็นโควต้าของทหารรวม 166 คน มีให้เลือกตั้ง 498 คน

          หลังเลือกตั้งแล้ว 3 กลุ่ม คือ สภาบน สภาล่าง และทหาร จะส่งตัวแทนมาแข่งเป็นประธานาธิบดีกลุ่มละ 1 คน รวมเป็น 3 คน และมาลงคะแนนในที่ประชุมรวมทั้งหมด 664 คน คนที่ได้คะแนนสูงสุดได้เป็นประธานาธิบดี อีก 2 คน ที่เหลือเป็นรองประธานาธิบดี

          เห็นได้ชัดว่ากลุ่มทหารได้เปรียบเพราะมีที่นั่งแน่นอนอยู่แล้วคือ 25% ของ 664 คือ 166 คน พรรค USDP จึงมีโอกาสชนะสูง แต่โลกนี้ก็ไม่มีอะไรแน่นอนถ้า The Lady ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นก็อาจชนะได้ คาดว่าเธอจะได้รับความนิยมจากกลุ่มบามันน์ (ชาติพันธุ์พม่าประมาณ 2 ใน 3 ของประชากรพม่า 50 ล้านคน อีก 1 ใน 3 คือชนกลุ่มน้อย เช่น ไทยใหญ่ มอญ กะเหรี่ยง คะฉิ่น ฯลฯ ซึ่งมีอยู่ 7 กลุ่มใหญ่) ซึ่งอยู่หนาแน่นทางใต้และตอนกลาง บริเวณนี้มีการเลือกตั้ง 291 คน ส่วนชนกลุ่มน้อยรวมกันมีการเลือกตั้ง 207 คน

          คาดว่าชนกลุ่มน้อยจะเลือกพรรคของชาติพันธุ์ตนเอง ซึ่งถ้าหากรวมตัวกับ NLD แล้วก็น่าหวาดหวั่นสำหรับพรรค USDP พอควร แต่พรรค UNDP มีความชัดเจนว่าถ้าชนะแล้วประธานาธิบดีเต็ง เส่ง จะได้เป็นประธานาธิบดี ส่วนพรรค NLD ยังไม่มีความชัดเจนเนื่องจาก The Lady ไม่อาจเป็นได้จึงต้องมีตัวแทน ซึ่งส่วนใหญ่ที่สนิทกับ The Lady ก็สูงอายุแทบทั้งนั้น

          เคยมีข่าวลือว่านายพล ฉ่วย มาน ซึ่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และเป็นประธานพรรค USDP อาจเป็นสะพานเชื่อมกับ The Lady ได้ดีเพราะนอกจากจะมีคนนิยมแล้ว ยังเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเสรีนิยมของ The Lady เมื่อร่วมมือกันแล้วก็อาจแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นขวากหนามขวางทางเธอได้ อย่างไรก็ดีเมื่อไม่นานมานี้นายพล ฉ่วย มาน ก็ถูก “ปฏิวัติเงียบ” ถูกถอดออกจากทั้งสองตำแหน่งเพราะดูจะใกล้ชิดพรรค NLD และ The Lady เกินไป

          เรื่องหนึ่งที่เป็นกระแสที่น่ากลัวก็คือการต่อต้านมุสลิมอันเป็นผลจากบทบาทของชน กลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาซึ่งเป็นมุสลิมอยู่ทางตะวันตกของเมียนมาร์ในรัฐอาระกันที่ติดกับบังคลาเทศ (เมียนมาร์มีพรมแดนติดกับอินเดีย จีน บังคลาเทศ ลาว และไทย) โรฮิงญามีประชากรประมาณ 1.3 ล้านคนในเมียนมาร์ การฆ่าฟันกันระหว่างชาวพุทธและมุสลิมมีมาตลอดเวลา ในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมาสมาคมเพื่อคุ้มครองชาติพันธุ์และศาสนา (พุทธ) ซึ่งเรียกกันว่า Ma Ba Tha มีพระผู้ใหญ่หลายรูปเป็นผู้นำต่อต้านมุสลิม และได้รับความรู้สึกร่วมจากชาวเมียนมาร์จำนวนมาก (ในการสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีมุสลิมแม้แต่คนเดียว) กระแสความรู้สึกเช่นนี้เป็นสิ่งคุกคามสันติภาพและความสงบของประเทศได้ในช่วงเวลาต่อไป

          ประธานาธิบดีมีวาระ 5 ปี คนส่วนใหญ่เชื่อว่าประธานาธิบดีเต็ง เส่ง อาจไม่ต้องการอยู่ครบเทอมเนื่องจากปัญหาสุขภาพ บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในปัจจุบันอีกคนคือนายพล Min Aung Hlaing ผู้บัญชาการทหารบก

          บรรยากาศเลือกตั้งของเมียนมาร์คึกคักมากเนื่องจากประชาชนได้มีโอกาสเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 3 ในเวลา 53 ปี (ถ้าไม่นับเลือกตั้งซ่อมในปี 2012) รถกระบะที่มีป้ายและรูปตลอดจนผู้สมัครยืนพูดบนรถวิ่งกันไปทั่วคล้ายบรรยากาศเลือกตั้งของไทยสมัยก่อนที่อาศัยสไตล์การหาเสียงแบบถึงตัวเช่นนี้

          ในการลงคะแนนเลือกตั้งของผู้อยู่ในต่างแดนเรียกได้ว่าเมียนมาร์ล้ำหน้าไทยก็ได้เพราะเพียงไม่กี่การเลือกตั้งก็สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งสำหรับคนเมียนมาร์ในต่างแดนได้แล้ว เพียงแต่ไปใช้สิทธิกันน้อยมากเนื่องจากข่าวสารมีจำกัดและมีปัญหาเรื่องบัญชีรายชื่อผู้เลือกตั้งอยู่มาก

          ไม่ว่าใครจะชนะเลือกตั้งจากการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 30 ล้านคน การหันกลับไปปิดประเทศอย่างเดิมไม่มีทางเกิดขึ้นแล้ว เมียนมาร์เปิดกว้างมากขึ้นโดยเป็นประเทศสุดท้ายของ ASEAN ที่ยอมให้พลเมืองของประเทศสมาชิกเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า (เดินทางด้วยเครื่องบินจะมีปัญหาน้อยสุด) อย่างไรก็ดีผู้เชี่ยวชาญในโลกตะวันตก เชื่อว่ายังมีโอกาสของการกลับไปสู่บรรยากาศของปี 1990 เมื่อพรรคของ The Lady ชนะเลือกตั้งแต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล

          ผู้เขียนไม่เชื่อว่าสถานการณ์แบบปี 1990 จะกลับมาอีกถึงแม้ The Lady จะชนะแบบถล่มทลายก็ตาม ช่วงเวลาระหว่างพฤศจิกายนถึงมีนาคมก่อนที่รู้ว่าใครเป็นประธานาธิบดีจะเป็นเวลาของการต่อรองระหว่างพรรคและกลุ่มการเมืองเพื่อหาทางออกให้ประเทศและกลุ่มอำนาจของตน “อากาศ” ที่มีให้หายใจมากขนาดนี้จะทำให้มีโอกาสในการเกิดอาการผิดสำแดงต่ำถึงต่ำมาก

          ดู ๆ ไปแล้วการเมืองไทยกับเมียนมาร์ไม่แตกต่างกันมากนักถึงแม้เราจะมี “ประชาธิปไตย” กันมาแล้วถึง 83 ปี ในขณะที่เมียนมาร์เพิ่งมี “ประชาธิปไตย” ยุคใหม่ไม่ถึง 5 ปี ดี

แนวคิด Resilience Dividend เพื่อเมือง

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
27
ตุลาคม 2558

Photo by Brett Jordan on Unsplash

          เมื่อหันไปมองรอบตัว เราจะเห็นสิ่งคุกคามเมืองอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ภัยจากผู้ก่อการร้าย ภัยโลกร้อน โรคระบาด มลภาวะ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ฯลฯ นับวันสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเป็นประจำจนกลายเป็น “new normal” หรือ “เกณฑ์ปกติใหม่” ไปแล้ว เราจะหาทางต่อสู้มันได้อย่างไร นักคิดในโลกปัจจุบันได้เสนอแนวคิดที่เรียกว่า “Resilience Dividend” หรือ “ผลตอบแทนจากการกลับสู่สภาวะเดิม”

          Resilient หมายถึงสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมหลังจากมีสิ่งหนึ่งไปขัดขวางสภาพปกติของมัน เช่น ฟองน้ำ เมื่อถูกบีบก็แปลงสภาพ แต่เมื่อปล่อยมือมันก็กลับสู่สภาพปกติ สำหรับเศรษฐกิจไทยนั้นเราเชื่อกันมานานว่าเป็น Resilient Economy กล่าวคือไม่ว่าจะมีการประท้วง น้ำท่วม ฝนแล้ง ฯลฯ อย่างไรก็ตามในที่สุดแล้วมันก็จะกลับสู่สภาวะเดิมหรือสภาวะปกติคือมูลค่าการส่งออกขยายตัวร้อยละ 10-20 ต่อปี การเจริญเติบโตอยู่ในระดับร้อยละ 4-5 ต่อปี อย่างไรก็ดีในปัจจุบันมีจำนวนคนที่มีความเชื่อดังกล่าวอยู่ไม่มากนัก

          Resilience ซึ่งเป็นคำนามของ Resilient หมายถึงการสามารถกลับคืนสู่สภาวะเดิมหรือปกติหลังจากสิ่งขัดขวางหมดไป น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ทำให้เห็นว่ากรุงเทพฯ มี Resilience อยู่สูงพอควรกล่าวคือ เมื่อน้ำลดทุกอย่างก็กลับคืนสู่ภาวะปกติจนแทบไม่เห็นร่องรอยภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน อย่างไรก็ดีมีคำถามว่าแล้วเราจะมี

          Resilience ในลักษณะนี้เพื่อรับมือน้ำท่วมอีกครั้งแล้วครั้งเล่ากระนั้นหรือ และเราแน่ใจได้หรือว่าเราจะสามารถรับมือกับปัญหาอื่น ๆ ที่จะถาโถมเข้าใส่ แนวคิดใหม่ของ Resilience Dividend หมายถึงการหาผลตอบแทนจากการมี Resilience ในหลายลักษณะ ถ้าไม่มีก็สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันและแก้ไขมากกว่าตั้งรับ

          กลุ่มที่ริเริ่มและผลักดันแนวคิดนี้คือมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) ซึ่งมีอายุครบ 100 ปี ในปี 2013 โดย Dr. Judith Rodin ซึ่งเป็นประธานของมูลนิธิได้เสนอแนวคิดไว้ในหนังสือ “The Resilience Dividend” (2013)

          Judith Rodin เคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย Pennsylvania มาก่อน และเป็นอาจารย์สอนจิตวิทยาที่ Yale อยู่หลายปี เธอเป็นประธานมูลนิธิมาตั้งแต่ปี 2005 ปัจจุบันอายุ 71 ปี เป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อความคิดของผู้บริหารเมืองทั่วโลกเนื่องจากแนวคิดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่กำลังเป็นไปของโลกอย่างยิ่ง

          เธอบอกว่าการสร้าง Resilience หรือการสามารถกลับสู่สภาพเดิมเป็นสิ่งที่มีลำดับความสำคัญสูงที่สุดอันหนึ่งในชีวิตของเราเนื่องจากมันมี 3 ทางโน้มที่จะมีอิทธิพลต่อโลกใน 10 ปีข้างหน้า นั่นก็คือ (ก) อัตราการอยู่อาศัยในเขตเมือง (Urbanization Rate) จะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ประชากรโลกจะถึง 9 พันล้านคน (จาก 7 พันล้านคนในปัจจุบัน) ในกลางศตวรรษ ในปัจจุบันมีคนอาศัยในเขตเมืองถึงร้อยละ 50 ของประชากร

          (ข) ปรากฏการณ์โลกร้อน ซึ่งมีผลกระทบมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และจะหนักมือขึ้นในอนาคตอันใกล้ เป็นสิ่งคุกคามธุรกิจ สถาบัน และเมือง เช่น อากาศร้อนได้ฆ่าคนอเมริกันมากกว่าจำนวนคนตายที่เกิดจากภัยธรรมชาติทั้งหมดรวมกัน และผู้เชี่ยวชาญบอกว่าความร้อนจะมากขึ้นจนมีคนตายมากขึ้น และ (ค) โลกาภิวัตน์ ทำให้เหตุการณ์ไม่ดีในแห่งหนึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่ดีในอีกแห่งได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว เช่น economic shocks และโรคติดต่อ ฯลฯ สามารถเดินทางถึงกันได้อย่างรวดเร็วอย่างไร้พรมแดน

          3 ปัจจัยข้างต้นทำให้เกิดการเชื่อมต่อของสังคม-สิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ ซึ่งมีผลอย่างมหาศาลและน่ากลัวยิ่งต่อเมือง สิ่งซึ่งมากระทบจนทำให้เราต้องวุ่นวายในปัจจุบัน เช่น น้ำท่วม ไฟป่า ภัยผู้ก่อการร้าย โรคระบาด ฯลฯ จะเกิดบ่อยกว่านี้ รุนแรงกว่านี้ และอันตรายกว่านี้สำหรับคนซึ่งมีจำนวนมากขึ้น ขณะเดียวกันเมืองก็ต้องควบคุม

          “ความเครียดเรื้อรัง” (chronic stresses) เช่น อาชญากรรม ซึ่งจะพัฒนาช้า ๆ จนมีผลเสียข้ามเวลาอย่างไม่ต่างจาก shocks ทั้งหลายเลย

          Judith Rodin บอกว่าอย่าหลอกตัวเองอีกต่อไปว่าในที่สุดสิ่งต่าง ๆ ก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเช่นเดิม มันจะไม่เป็นเช่นนี้อย่างแน่นอน เราจะแพ้ถ้าเราคิดแต่จะทุ่มเททรัพยากรเพื่อฟื้นฟูเมืองจากวิกฤต ที่ถูกต้องนั้นควรใช้แนวคิด Resilience Dividend ซึ่งมิได้หมายความถึงการแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งเลวร้ายเท่านั้น หาก

          Resilience จะทำให้เมืองแน่ใจได้ว่าจะมีการกลับมาทำงานอย่างเดิมและด้วยประสิทธิภาพที่สูงทั้งในสภาพแวดล้อมดีที่สุดและเลวที่สุด มันเหมือนกับตัวปลดล๊อกให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ มีการลงทุนทางธุรกิจ และการมีส่วนร่วมกันในความมั่งคั่งที่เกิดขึ้น

          ตัวอย่างของการทำให้เกิดผลตอบแทนจาก Resilience ก็ได้แก่เมือง Medellin ในประเทศโคลัมเบียซึ่งเคยเป็นเมืองอันตรายที่สุดในอเมริกาใต้ มีทั้งความรุนแรง ฆ่ากันหลายศพต่อวัน คอรัปชั่น ยาเสพติด ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การขาดโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ แต่ปัจจุบันได้รับผลตอบแทนจาก Resilience กล่าวคือเป็นเมืองที่มีความปลอดภัย คนมีงานทำและ ความเหลื่อมล้ำลดลงมาก

          สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะในยุคทศวรรษ 1990 เกิดแนวคิดกำจัดอาชญากรรมโดยสร้างชุมชนที่มี Resilience มากขึ้นด้วยการทำให้คนจนซึ่งเป็นคนก่ออาชญากรรมมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ผู้บริหารสร้าง Resilience โดยสร้างระบบคมนาคมให้คนจนสามารถเดินทางได้สะดวกขึ้น มีงานทำและ มีรายได้ สร้างรถรางไฟฟ้าวิ่งจากชุมชนแออัดที่มีคนจนอยู่มากมายเชื่อมต่อเข้ากับระบบขนส่งมวลชน สร้างบันไดเลื่อนไฟฟ้าให้คนจนซึ่งอยู่ในชุมชนแออัดบนเขาสามารถถึงจุดหมายบนเขาเพียง 6 นาที แทนที่จะเป็น 30 นาที

          เส้นทางขนส่งนี้สามารถใช้รับส่งคนเวลาเกิดวิกฤตได้ด้วย เมื่อคนจนมีงานทำและมีรายได้ สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างแท้จริง อาชญากรรมก็ลดลงในที่สุด พูดสั้น ๆ ว่าแนวคิดสร้าง Resilience ให้แก่เมืองทำได้ทั้งในด้านรูปธรรมคือ สร้างโครงสร้างพื้นฐานและนามธรรม คือมีชุมชนเข้มแข็ง มีความรักสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกันจนสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้

          ขณะนี้แนวคิดนี้กระจายไปทั่วโลก มูลนิธิ Rockefeller เชิญชวนให้เมืองต่าง ๆ สมัครเข้าเป็นเครือข่าย Resilience City เพื่อรับความช่วยเหลือให้คำแนะนำในการเป็นเมืองที่มี Resilience มากกว่าเดิม

          ตัวอย่างต่อไปนี้อาจทำให้ชัดเจนขึ้นว่า Resilience คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร ในเชิงรูปธรรม เมืองมี Resilience มากขึ้นหากมีระบบระบายน้ำท่วมขังได้รวดเร็ว มีบันไดดับไฟที่สูงเพียงพอต่ออาคารสูงมาก มีการสร้างอาคารที่คำนึงถึงแผ่นดินไหวรุนแรง สร้างการจ้างงานในระดับชุมชน มีคลองที่ระบายน้ำได้ดีไม่มีบ้านเรือนกีดขวาง มีทางเดินให้ความสะดวกในชุมชนแออัด มีระบบการจราจรที่ไม่เป็นง่อย ฯลฯ

          ในด้านนามธรรม การปราบปรามคอรัปชั่นเด็ดขาดคือการสร้าง Resilience Dividend ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง หากสาธารณชนเข้มแข็งสนใจติดตามการใช้งบประมาณก่อสร้าง ตรวจสอบการใช้อำนาจที่ไม่ชอบของพนักงานรัฐ ปัญหาโครงสร้างอาคารพาณิชย์และของรัฐขาดมาตรฐานก็จะไม่มี จนสามารถทนทานต่อปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ของเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากขึ้น

          ถ้าชุมชนเข้มแข็ง มีความสามัคคีกลมกลืนกันก็จะไม่มีปัญหาใดที่ช่วยเหลือกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ภัยยาเสพติด ภัยโรคระบาด ภัยก่อการร้าย ฯลฯ การมีกล้อง CCTV มีการปราบปรามอาชญากรรมที่ได้ผล มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง คือการสร้าง Resilience อย่างหนึ่งเพื่อให้เกิดผลตอบแทน

          การสร้างงานให้ชุมชน การกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชน ตลอดจนการลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน การเปิดกว้างให้ทุกคนได้รับประโยชน์เท่าเทียมกันจากการเป็นผู้อยู่อาศัย ในเมือง ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งของการสร้าง Resilience Dividend

          แนวคิดใหม่ของ Resilience Dividend ทำให้เกิดความคิดเชิงนวัตกรรมในการเตรียมรับมือกับภัยที่มาสู่เมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เมืองกลับสู่สภาวะปกติเท่านั้นหากต้องการให้อยู่ในสภาวะที่ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ

          แนวคิดใหม่ที่กำลังมีอิทธิพลต่อเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกอยู่ในปัจจุบันสมควรได้รับการพิจารณาไตร่ตรองโดยสังคมไทย และผู้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับเมืองเพราะจะมีวิกฤติแล้ววิกฤตเล่าถาโถมเข้าสู่เมืองต่าง ๆ ของบ้านเราอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้เหมือนเมืองอื่น ๆ ทั่วโลก