ทูตอเมริกันหญิงประจำญี่ปุ่น

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
3 กันยายน 2556

          ญี่ปุ่นมีประเพณีในการตอบรับบุคคลจากสหรัฐอเมริกามาเป็นทูตด้วยมาตรฐานที่สูงมายาวนาน ในครั้งล่าสุดนี้ก็อีกเช่นกัน ญี่ปุ่นเพิ่งตอบรับบุคคลสำคัญซึ่งเป็นทูตสตรีคนแรกด้วยความยินดี Caroline Kennedy คือชื่อของเธอ

          ชื่อนี้มักออกเสียงว่า แค-โร-ลีน แต่ในกรณีนี้อาจแตกต่างออกไป เราได้รับการยืนยันว่าชื่อเธอออกเสียงอย่างไรจากเหตุการณ์ในงานเลี้ยงวันเกิดของเธอตอนอายุ 50 ปี เมื่อ 6 ปีก่อน Neil Diamond นักแต่งเพลงเอกของสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่าเขาแต่งเพลงโด่งดังชื่อ “Sweet Caroline” (คงจำได้ว่าในเพลงนี้ออกเสียงว่าแค-โร-ไล) เมื่อต้นทศวรรษ 1960 เนื่องจากได้รับแรงจูงใจเมื่อเห็นเธอ ขี่ม้าอย่างน่ารักอยู่ในทำเนียบขาว

          Caroline เป็นลูกสาวคนโตของประธานาธิบดี Kennedy (JFK) ตอนพ่อเธอเป็นประธานาธิบดีนั้นเธออายุเพียง 3 ขวบ และตอนพ่อเธอตายเธออายุ 6 ขวบเท่านั้นเอง

          เธอมีน้องชายคือ John Jr. (จูเนียร์) อายุน้อยกว่าเธอ 3 ปี ที่จริงเธอยังมีน้องชาย คนเล็กสุดอีกคนชื่อ Patrick แต่เกิดได้ 2 วันก็ตายในปีเดียวกับพ่อของเธอ เธอรัก John Junior มาก โดยเฉพาะเมื่อแม่ของเขาสองคนคือ Jacqueline จากไปในปี ค.ศ. 1994 อย่างไรก็ดีในปี 1999 เธอก็สูญเสีย John ไปจากเครื่องบินตก ปัจจุบันเธอเป็นทายาทคนเดียวของ JFK

          เธอเป็นจุดสนใจของคนอเมริกันและชาวโลกมายาวนานว่าชีวิตเธอจะเป็นอย่างไรเมื่อไร้พ่อและแม่ ชีวิตของเธอประสบความสำเร็จ เธอเรียนจบปริญญาตรีด้านศิลปะจาก Radcliff และจบกฎหมายจาก Columbia เธอทำงานการกุศลให้องค์กรไม่หวังกำไรหลายแห่ง เขียนหนังสือและเป็นบรรณาธิการหนังสือหลายเล่ม เธอแต่งงานกับ Edwin Schlossberg นักออกแบบงานแสดงศิลปะเมื่อเธออายุ 29 ปี มีลูกด้วยกัน 3 คน โดยเป็นหญิง 2 และชาย 1 ทั้งสองครองชีวิตคู่มานาน 27 ปี

          มีคนทาบทามเธอให้ลงสมัครประธานาธิบดีหลายครั้งเพราะเชื่อว่าชื่อ JFK นั้นศักดิ์สิทธิ์แตะใจคนอเมริกัน แต่เธอก็ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งใด ๆ ที่ใกล้สุดก็คือเธอแสดงความสนใจตำแหน่งวุฒิสมาชิกของรัฐนิวยอร์กแทน Hilary Clinton ในปี 2008 เมื่อเธอลาออกไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อตำแหน่งว่างลงเช่นนี้ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กจะต้องแต่งตั้ง คนแทนโดยมีอายุเป็นสมาชิกจนถึงเลือกตั้งครั้งหน้า แต่เมื่อมีเสียงวิจารณ์เธอมากพอควรเธอก็ขอ ถอนตัว

          Caroline มีทั้งคนรักและไม่รัก พวกหลังเห็นว่าเธอเกิดมาเป็นอภิสิทธิชน ไม่ต้องออกแรงก็ได้ทุกสิ่งจากการเป็นลูก JFK เธอถูกจับผิดว่าจะเป็นวุฒิสมาชิกได้อย่างไร ไม่ลงคะแนนเลือกตั้งหลายครั้ง เวลาให้สัมภาษณ์โทรทัศน์ก็พูดอะไรไม่ชัดเจน แถมพูด “you know” ตั้ง 168 ครั้งในการสัมภาษณ์ทางทีวีในเวลา 30 นาที

          เธอเป็นคนแรก ๆ ที่ออกมาสนับสนุน Obama ตั้งแต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี แถมเธอช่วยหาเสียงและหาเงินสนับสนุนอีกด้วย เธอชอบพอกับประธานาธิบดี Obama เป็นพิเศษ และเมื่อ John Roos อดีต CEO ของบริษัทใหญ่ใน Silicon Valley ซึ่งเป็นทูตอเมริกาประจำญี่ปุ่นครบเทอม ประธานาธิบดีก็ต้องการให้เธอไปเป็นทูตญี่ปุ่นแทน

          ในประเพณีการแต่งตั้งทูตของอเมริกานั้น มีการแต่งตั้งคนใกล้ชิดหรือผู้สนับสนุนทางการเงินเมื่อครั้งเลือกตั้งไปเป็นทูตในบางประเทศกันเป็นประจำ ในเทอมของประธานาธิบดี Obama ก็ได้มีการแต่งตั้งทูตในลักษณะนี้ไปประจำอิตาลี อาฟริกาใต้ และอังกฤษไปแล้ว (ปู่ของเธอก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตอังกฤษในลักษณะเดียวกัน)

          อย่างไรก็ดีชื่อเธอจะต้องผ่านการอนุมัติของกรรมาธิการต่างประเทศของวุฒิสภา ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาเพราะข่าวได้ออกมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2013 แล้ว และเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2013 ญี่ปุ่นก็ตอบรับมาอย่างเป็นทางการ

          มีคนวิจารณ์ว่าเธออ่อนหัดในเรื่องการทูต ตำแหน่งนี้มีความสำคัญอย่างมากเพราะญี่ปุ่นกำลังมีปัญหากับจีนในเรื่องความเป็นเจ้าของหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก สหรัฐอเมริกากำลังส่งสัญญาณว่าสหรัฐอเมริกาจะอยู่ข้างญี่ปุ่น ไม่ต้องการให้จีนแสดงอำนาจทางการทหาร และก็ไม่อยากให้ญี่ปุ่นไปแหย่หางเสือด้วยท่าทีก้าวร้าว (จีนกับญี่ปุ่นมีเรื่องกินใจกันในประวัติศาสตร์ ญี่ปุ่นฆ่าคนจีนถึง 300,000 คน ในเวลาเพียง 3 อาทิตย์ในนานกิงในปี 1937)

          สหรัฐอเมริกาต้องการให้ความสัมพันธ์ของมหามิตรในภูมิภาคคือญี่ปุ่นและเกาหลีใต้แนบแน่นเพื่อเป็นแรงต้านอำนาจจีนไม่ให้มีอิทธิพลมากเกินไปในบริเวณนี้ แต่ญี่ปุ่นกับเกาหลีก็มีเรื่องกินใจกันในประวัติศาสตร์มายาวนานอีกเช่นกัน (เกาหลีถูกญี่ปุ่นยึดครองยาวนานตั้งแต่ 1910 ถึง 1945)

          การดำเนินการทูตของอเมริกาภายใต้เงื่อนไขที่เป็นผลพวงมาจากประวัติศาสตร์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ อย่างไรก็ดี Caroline ก็ไม่ธรรมดา เธอมีการศึกษาดี มีกึ๋น มีประวัติชีวิตที่ไม่ด่างพร้อย และการเป็นลูกสาว JFK นั้นมีความหมายมากเพราะคนญี่ปุ่นมีความผูกพันทางใจกับ JFK ภาพที่ลูกเล็ก ๆ 2 คนวิ่งเล่นอยู่ใกล้โลงศพพ่ออย่างไร้เดียงสาในพิธีศพนั้นตรึงใจคนทั่วโลกมายาวนาน

          ชาวโลกขอให้กำลังใจหญิงเก่งคนนี้ให้ทำงานสำเร็จเพื่อสันติภาพของโลก

จราจรจาการ์ต้าให้บทเรียน

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
27 สิงหาคม 2556

          รถติดเป็นปัญหาของเมืองใหญ่ทั่วโลก ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งในรูปของการใช้พลังงาน การสูญเสียเวลา การเผาไหม้ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การเพิ่มต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ความสึกหรอของเครื่องยนต์เกินจำเป็น โอกาสที่เสียไปจากการเลือกเมืองอื่น ๆ ในการท่องเที่ยวและการประชุม ฯลฯ การแก้ไขก็ทำกันในหลากหลายรูปแบบอย่างน่าสนใจ

          จาการ์ต้าของอินโดนีเซียเป็นเมืองที่รถติดมากที่สุดในอาเซียนและมากที่สุดเมืองหนึ่ง ของโลก กรุงเทพมหานครของเรานั้นถึงแม้รถจะติดมากในความรู้สึกของเรา แต่ก็ถือได้ว่ายังไม่อยู่ในภาวะวิกฤติและไม่อยู่ในลีกเดียวกับจาการ์ต้า

          จาการ์ต้ามีประชากรใกล้เคียงกรุงเทพมหานครคือ 10 ล้านกว่าคน แต่ถ้านับประชากรในปริมณฑลเข้าด้วยแล้ว ตัวเลขก็จะขึ้นไปถึง 28 ล้านคน โดยอยู่ในอันดับ 17 ของ 200 เมืองใหญ่ในโลก (ขึ้นไปจากอันดับ 171 เมื่อ 4 ปีก่อน) จาการ์ต้าเติบโตในด้านประชากรเร็วกว่าปักกิ่ง กัวลาลัมเปอร์ และกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 1960 จาการ์ต้ามีประชากรเพียง 1.2 ล้านคนเท่านั้น

          คนทำงานในจาการ์ต้าส่วนใหญ่อาศัยอยู่นอกเมืองซึ่งมีค่าเช่าถูกกว่าในเมือง เดินทาง มาทำงานใช้เวลาหนึ่งเที่ยว 1.5 ถึง 2 ชั่วโมง โดยใช้เวลายืนบนรถเมล์ประมาณ 1 ชั่วโมง และต่อรถเมล์เล็ก (minivans) อีก 0.5 ถึงเกือบชั่วโมง และเดินอีก 5-10 นาที

          ข้อมูลสำรวจการเดินทางของคนจาการ์ต้าพบว่าในจำนวนเที่ยวทั้งหมดของการเดินทางในแต่ละวัน ร้อยละ 40 หมดไปกับการเดินเท้า ร้อยละ 21 ใช้ไปกับรถเมล์ขนาดเล็ก ร้อยละ 13 กับรถมอเตอร์ไซต์ ร้อยละ 7.5 กับรถส่วนตัว ร้อยละ 5.4 กับรถเมล์ขนาดกลาง ร้อยละ 3.3 กับรถเมล์ขนาดใหญ่ ร้อยละ 2.9 กับมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ร้อยละ 2.1 กับจักรยาน ฯลฯ

          เหตุที่เราไม่เห็นการเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่เช่นรถไฟบนดิน รถไฟ ใต้ดิน รถโดยสารสาธารณะอย่างเป็นระบบ ฯลฯ ก็เพราะจาการ์ต้าไม่มีให้ใช้ การลงทุนส่วนใหญ่ที่ผ่านมาหมดไปกับการสร้างถนนเพื่อรองรับการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว

          จาการ์ต้ามีชื่อเสียงในเรื่องรถติดอย่างชนิดที่ชาวต่างชาติไม่ว่านักท่องเที่ยว นักลงทุน หรือนักธุรกิจครั่นคร้าม ถึงแม้จะมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาจราจรในเกือบทุกลักษณะแต่ก็ยังไม่เป็นผล

          เรื่องแรกที่ใช้แก้ไขปัญหาจราจรก็คือการสร้างเลนด่วนสำหรับรถโดยสารสาธารณะ ดังเช่นที่ใช้ได้ผลในอิสตันบุล นิวเจอร์ซี บริสเบน กวางเจา และหลายเมืองในอเมริกาใต้ ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อรถติดมากรถส่วนตัว มอเตอร์ไซต์ รถเมล์ขนาดเล็ก ก็จะเข้าไปวิ่งในเลนพิเศษนี้อัดกันแน่นจนรถโดยสารสายด่วนวิ่งไม่ได้

          เรื่องสองคือการเก็บค่าผ่านทางในบางถนนที่ติดขัดมากเพื่อทำให้มีโสหุ้ยเพิ่มขึ้นในการผ่านเข้าไปโดยเชื่อว่าจะจูงใจให้คนใช้ถนนนี้หันไปใช้เส้นทางอื่น อย่างไรก็ดีเมื่อทางการโดนคนสวดหนักก็ต้องเลิกไปในที่สุด เช่นเดียวกับการเลิกระบบห้ามรถที่มีบางเลขทะเบียนลงท้ายไม่ตรงกับวันที่กำหนดให้วิ่งในบางสาย

          ความคิดในเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ (electronic road price) เพื่อจงใจให้มี ค่าโสหุ้ยสูงขึ้นในการเข้ามาวิ่งในเมืองในช่วงเวลาเร่งด่วนนั้นใช้ได้ผลในหลายประเทศเนื่องจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีบันทึกการวิ่งผ่านจุด จนปัจจุบันเป็นที่นิยมไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ (ประเทศแรกที่เริ่มใช้เมื่อ 30 กว่าปีก่อน) ลอนดอน สตอกโฮล์ม โตรอนโต มิลาน ดูไบ ฯลฯ การจะใช้ให้ได้ผลนั้นจำเป็นต้องมีเส้นทางอื่นที่ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเป็นทางเลือกจึงจะได้รับความร่วมมือ ปัจจุบันคนจาการ์ต้ากำลังรอรัฐบาลตัดสินใจวิธีแก้ไขปัญหาจราจรโดยใช้ตรรกะทางเศรษฐศาสตร์นี้อยู่

          เรื่องสามคือการพยายามแก้ไขปัญหาจราจรสารพัดรูปแบบที่ทำกัน ไม่ว่าจะเป็น ไฟจราจรอัตโนมัติ ตำรวจช่วยโบกรถ เพิ่มพื้นที่และช่องจราจร เพิ่มทางลัด ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้ผลเนื่องจากจาการ์ต้าไม่มีระบบทางด่วน ไม่มีรถไฟใต้ดิน ไม่มีระบบถนนวงแหวนรอบเมือง ฯลฯ

          เมื่อประชาชนอดทนกับการเดินทางแบบโหดร้ายทารุณเช่นนี้ไม่ไหว (บ้านเราเมื่อยี่สิบ ปีก่อนก็อยู่ในสภาพเดียวกัน) ก็เกิดแรงกดดันต่อรัฐบาล และเมื่อฐานะการคลังของประเทศมั่นคงขึ้นเนื่องจากเศรษฐกิจอินโดนีเซียดีขึ้นเป็นลำดับ รัฐบาลก็ตัดสินใจใช้เงิน 4,000 ล้านเหรียญลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสารพัดรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟใต้ดินช่วงแรก ทางด่วน รถไฟด่วน ทางยกระดับ รถไฟรอบเมือง ฯลฯ โดยเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาจราจร

          อย่างไรก็ดีโครงการเหล่านี้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปีจึงจะเห็นผล และในช่วงเวลาของการก่อสร้างก็จะยิ่งทำให้การจราจรของสารพัดยานพาหนะที่วิ่งอยู่กว่า 9 ล้านคันในแต่ละวันติดขัดมากยิ่งขึ้น

          การจราจรมิได้แก้ไขได้ด้วยการเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง การเพิ่มผิวถนน สร้างระบบขนส่งมวลชน ฯลฯ แต่เพียงอย่างเดียว การปรับเปลี่ยนช่วงเวลาทำงาน การใช้รถยนต์ร่วมกัน ฯลฯ ตลอดจนการเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์จากเจ้าของผู้ได้อานิสงส์จากการเกิดขึ้นของระบบขนส่งมวลชนในบริเวณใกล้เคียง และเอาทรัพยากรนั้นมาช่วยแก้ไขปัญหาจราจร ก็ควรกระทำไปพร้อมกันด้วย

          การลงทุนแก้ไขปัญหาจราจรนั้นจะให้ผลตอบแทนมีมูลค่านับเป็นสิบเท่าในระยะเวลายาว ปัญหาที่สำคัญในปัจจุบันก็คือการหาเงินทุนในระยะสั้นเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของผู้อยู่อาศัยใน เขตเมือง

          การวางแผนการจราจรในทุกมิติก่อนหน้าที่จะเกิดปัญหาจราจรคือทางออกที่เหมาะสม การคอยให้เกิดปัญหาแล้วแก้ไขทำให้ปัญหารุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น ต้องใช้เงินมากขึ้น และยากต่อการแก้ไขยิ่งขึ้น

กลเม็ดลดการสูบบุหรี่

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
20 สิงหาคม 2556

          หลายสังคมพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ประชาชนสูบบุหรี่น้อยลง ออสเตรเลียเป็นตัวอย่างที่ไม่เหมือนใคร เมื่อปลายปี 2555 กฎหมายออสเตรเลียบังคับให้ใช้รูปน่าเกลียดของการเจ็บป่วยจากโรคต่าง ๆ อันเป็นผลจากการสูบบุหรี่แทนที่ตรายี่ห้อบุหรี่ การกระทำเช่นนี้จะมีผลหรือไม่ต่อการสูบบุหรี่ของประชาชน

          การสูบบุหรี่โดยแท้จริงแล้วเป็นสมบัติของมนุษยชาติ มนุษย์รู้จักการสูบบุหรี่ตั้งแต่ 5,000 ปี ก่อนคริสตกาลในหลายวัฒนธรรม ในตอนแรกนั้นการสูบบุหรี่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา สำหรับการสูบใบยาสูบเพื่อความสุขของคนสูบนั้นแพร่หลายไปทั่วโลกหลังจากการพบทวีปอเมริกาเมื่อ 500 ปีก่อน

          ในยุคสมัยก่อนการใช้ยาสูบ มนุษย์สูบกัญชา ใบกระท่อม ใบไม้ชนิดต่าง ๆ ส่วนการสูบใบยาสูบและฝิ่นได้กลายเป็นเรื่องปกติในหลายวัฒนธรรมในศตวรรษที่ 19

          ในทศวรรษ 1920 มีการผลิตบุหรี่กันเป็นกอบเป็นกำในยุโรป อย่างไรก็ดีผลเสียจากการสูบบุหรี่เริ่มเป็นที่รู้กันดี ในปี 1929 นักวิจัยชาวเยอรมันตีพิมพ์บทความแสดงความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่และมะเร็งในปอด กลุ่ม Nazi ในเยอรมันมีแนวคิดต่อต้านการสูบบุหรี่ อย่างไรก็ดีเมื่อเยอรมันพ่ายแพ้สงครามแนวคิดนี้ก็ตกไป

          การสูบบุหรี่เป็นที่นิยมอย่างมากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1964 ทางการของสหรัฐอเมริการายงานความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่และมะเร็งในปอดโดยมีหลักฐานที่แน่นหนามากขึ้น และในยุคทศวรรษ 1980 หลักฐานเหล่านี้ก็ชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที

          อัตราจำนวนผู้สูบบุหรี่ในสหรัฐอเมริกาลดลงจากร้อยละ 42 ในปี 1965 เหลือร้อยละ 20.8 ในปี 1970 แต่จำนวนบุหรี่ที่สูบต่อวันเพิ่มจาก 22 เป็น 30 ม้วนต่อวันระหว่างช่วงเวลานี้

          ในประเทศพัฒนาแล้วอัตราจำนวนผู้สูบบุหรี่ในประชากรลดลง ในขณะที่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3.4 ต่อปี ในปัจจุบันประเทศที่บริโภคยาสูบต่อหัวมากที่สุดคือรัสเซีย และไล่ลงไปตามลำดับคือ อินโดนีเซีย ลาว ยูเครน เบลารุส กรีก ออสเตรีย และจีน

          สำหรับไทยนั้นอัตราการสูบบุหรีในหมู่ประชากรผู้ใหญ่ลดลงเป็นลำดับ กล่าวคือ ในปี 2534 มีผู้สูบบุหรี่ร้อยละ 32 ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ในปี 2554 ตัวเลขดังกล่าวเหลือเพียงร้อยละ 21.4 ในระหว่าง พ.ศ. 2533-2536 มียอดจำหน่ายบุหรี่เฉลี่ยปีละ 2,000 ล้านซอง (!) ในขณะที่ระหว่าง พ.ศ. 2537 -2544 ยอดขายเฉลี่ยปีละ 2,100 ล้านซอง และระหว่าง 2545-2556 ยอดขายเท่ากับ 1,933 ล้านซองต่อปี

          ออสเตรเลียแก้ไขปัญหาสูบบุหรี่ตามสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมได้ค้นพบ นั่นก็คือมนุษย์ไม่กลัวสิ่งที่อยู่ห่างตัวออกไป แต่จะกลัวสิ่งที่ทำให้เห็นผลในปัจจุบันมากกว่า

          การเอารูปน่าเกลียด เช่น รูปปอดที่เป็นมะเร็ง รูปแผลในปาก รูปถุงลมโป่งพอง ฯลฯ อันเนื่องมาจากการสูบบุหรี่มาแสดงไว้บนซองบุหรี่อย่างเต็มที่นั้น ทำให้เสมือนกับเห็นผลเสียที่เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่อย่างทันใจ การบอกล่าวด้วยตัวอักษรว่าการสูบบุหรี่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายด้วยการเป็นโรคต่าง ๆ นั้นไม่เป็นผลเท่ากับการแสดงรูปที่เห็นผลเสียชัด ๆ

          รูปภาพเช่นนี้อาจทำให้เกิดความกลัวการสูบบุหรี่ขึ้นมาทันที โดยเฉพาะในกรณีที่ ภาพน่าเกลียดบดบังตรายี่ห้อบุหรี่ทั้งหมดจนทำให้ลดการปลุกเร้าความซื่อสัตย์ที่มีต่อยี่ห้อของบุหรี่ลง นักสูบยอมรับว่าการปิดปังตรายี่ห้อด้วยภาพดังกล่าวทำให้เกิดปฏิกริยาที่เป็นลบต่อยี่ห้อที่ตนเป็นทาส มานาน และนี่คือสิ่งที่นักต่อสู้การสูบบุหรี่ต้องการ

          การกระทำเช่นนี้ของภาครัฐออสเตรเลียก่อให้เกิดฟ้องร้องจากต่างชาติในเรื่องการประกอบการค้าที่ไม่เป็นธรรม แต่รัฐบาลก็ไม่ย่อท้อเพราะเชื่อว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องให้แก่สังคม ออสเตรลียโดยอยู่บนพื้นฐานของวิชาการ

          เป็นที่ทราบกันดีว่าการบรรจุหีบห่อ (packaging) มีผลกระทบต่อการบริโภค การบังคับให้มีหีบห่อที่น่าเกลียดน่ากลัวคู่ขนานไปกับราคาบุหรี่ที่แพงระดับโหดเหี้ยมเพราะภาษี (ราคาบุหรี่ซองละ 440 บาท) น่าจะช่วยลดภาระที่บุหรี่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนลงได้ในระดับหนึ่ง

          เวลาจะเป็นตัวตัดสินว่าการออกกฎหมายบังคับเช่นนี้จะมีผลหรือไม่ในการลดการสูบบุหรี่ของประชาชน

          คนสูบบุหรี่ตระหนักดีถึงผลเสียของการสูบบุหรี่ เพียงแต่ยังไม่อยากเลิกสูบบุหรี่ เพราะเชื่อว่าเขาสามารถเอาชนะความป่วยไข้ได้ หรือไม่ก็คิดว่าจะเลิกได้ในอนาคตอันใกล้ ระหว่างนี้ก็ขอสูบไปก่อน และขอบอกว่าจะ ๆ ๆ ๆ เลิกในอนาคตอย่างแน่นอน

ทักษะสร้างความคิดสร้างสรรค์

วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ธันวาคม 2556

         งานศึกษาเรื่องการมีชีวิตอยู่รอดอย่างดีในศตวรรษที่ 21 (ค.ศ. 2000-2100) พบว่าทักษะในการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

         ในงานศึกษานี้เขาแบ่งสิ่งที่พบว่าเป็นทักษะสำคัญออกเป็น 3 กลุ่มคือ (1) กลุ่มทักษะชีวิตและทักษะวิชาชีพ (2) กลุ่มทักษะ 4 C’s และ (3) กลุ่มทักษะในการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร ส่วนอีกกลุ่มความรู้ที่ต้องมีนอกเหนือจากความรู้วิชาหลัก ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา ฯลฯ ก็คือความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน การเป็นผู้ประกอบการ สุขภาพ การเข้าใจการเชื่อมต่อของส่วนต่าง ๆ ในโลก การเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

         กลุ่มที่ (1) คือ ทักษะชีวิตและทักษะวิชาชีพเป็นสิ่งจำเป็นในการครองชีวิตทั้งในด้านการครองตนและหารายได้เลี้ยงชีพ สำหรับกลุ่มที่สองคือ 4 C’s นั้นได้แก่ทักษะในด้าน creativity (การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์) communication (การสื่อสาร) collaboration (การทำงานร่วมมือกับผู้อื่น) และ critical thinking (การคิดวิเคราะห์หรือคิดเป็น)

         กลุ่มที่ 3 คือทักษะในการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร ซึ่งหมายถึงทักษะในการใช้สื่อทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน หรือการใช้สื่อสมัยใหม่อื่น ๆ เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน

         ในเรื่องทักษะในการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในเศรษฐกิจนั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะภาคบริการซึ่งต้องอาศัยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นพิเศษนั้นเป็นภาคที่มีอิทธิพลมากขึ้นเป็นลำดับในระบบเศรษฐกิจ

         ทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์นั้นประกอบด้วยหลายองค์ประกอบด้วยกัน ประการแรกได้แก่การมีความอยากรู้อย่างเห็น ถ้าไม่มีสิ่งนี้ในเบื้องต้นการจะเกิดความคิดใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อนำไปประยุกต์ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้

         ถ้ากัปตันเครื่องบิน Northwest Airline คนหนึ่งในทศวรรษ 1980 ไม่อยากรู้อยากเห็นว่าจะทำอย่างไรให้มีล้อใต้กระเป๋าชนิดสามารถลากและเดินไปด้วยอย่างสะดวกแล้ว ป่านนี้กระเป๋าชนิดที่ใช้กันทั่วโลกในปัจจุบันก็ไม่เกิดขึ้นเป็นแน่

         ประการที่สองได้แก่การคิดต่อยอด ในโลกเรานี้ในระดับมหภาคไม่มีอะไรที่เป็นความคิดใหม่ที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน มีแต่สิ่งที่คนคิดไว้แล้วแต่ยังไม่มีใครเอาไปคิดต่อยอดในระดับย่อยเท่านั้น ก่อนหน้ากัปตันคนนี้ กระเป๋าขนาดใหญ่ก็มีล้อใช้กันอยู่แล้วในทศวรรษ 1970 เพียงแต่เป็นลักษณะของล้อที่ใช้สำหรับการลากกระเป๋าขนานกับพื้นซึ่งไม่สะดวกต่อการลาก

         ประการที่สามได้แก่การคิดแปลกออกไปจากแนวคิด วิธีคิด หรือสิ่งที่เป็นอยู่ ถ้ากัปตันคนนี้ไม่คิดนอกกรอบ ไม่ปรับการใช้สี่ล้อใต้กระเป๋าเพื่อลากชนิดราบไปกับพื้นมาเป็นการ ติดล้อขนาดเล็กใต้กระเป๋าด้านข้างเล็กเพื่อลากในแนวตั้ง โดยลากกระเป๋าแบบเอียงซึ่งสะดวกต่อ การลาก เราคงยังไม่มีกระเป๋ามีล้อใช้กันอย่างสะดวกในปัจจุบัน

         การอยากรู้อยากเห็น การคิดต่อยอด และการคิดแปลกไปจากเดิม ประกอบกันเป็นการคิดอย่างสร้างสรรค์ซึ่งทำให้เกิดนวตกรรมขึ้น เช่น การสร้าง K-wave ของเกาหลีเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมของเกาหลี เราเห็นการใช้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม มาสร้างเป็นภาพยนตร์และ ดนตรี อันนำไปสู่การท่องเที่ยวและการยอมรับความเป็นเกาหลีในเวทีโลก

         การจะมี 3 องค์ประกอบนี้ได้ จำเป็นต้องพัฒนาทักษะในการมีความอยากรู้อยากเห็น (เช่น ทักษะภาษาเพื่อเข้าสู่ข้อมูลตอบสนองความอยากรู้อยากเห็น) ทักษะในการคิดต่อยอดของเก่า (เช่น นำเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาขยายเป็นเรื่องเล่าอมตะ) และทักษะในการคิดแปลกออกไปจากเดิม (เช่น ไม่สร้างภาพยนตร์เรื่องแม่นาคพระโขนงสไตล์เดิมคือแม่นาคกับการดัดแปลงพล็อตเรื่อง หากย้ายความสนใจจากแม่นาคไปที่พี่มากแทน)

         ในปัจจุบันทักษะการคิดอย่างริเริ่มสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างรายได้ และการจ้างงาน เนื่องจากระบบเศรษฐกิจต้องการการผลิตที่มีความหลากหลายเพื่อสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคอันหลากหลายและซับซ้อน ต้องการสร้างสิ่งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจที่ไม่พึ่งการใช้ทรัพยากรและพลังงานมากแบบดั้งเดิม ต้องการหลีกเลี่ยงการแข่งขันผลิตสินค้าแบบเดียวกัน ฯลฯ

         การฝึกฝนทักษะเหล่านี้ไม่ควรทิ้งให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนแต่เพียงอย่างเดียว พ่อแม่ต้องมีส่วนร่วมในการหว่านและบ่มเพาะทักษะเหล่านี้ในตัวลูกตั้งแต่ยังเยาว์วัยด้วย

“พรสวรรค์” ต้องการ “พรแสวง” ประกอบ

วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
กันยายน 2556

           คนที่เกิดมาโชคดีมี “พรสวรรค์” ไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จมากกว่าคนขาด “พรสวรรค์” เพราะถึงมี “พรสวรรค์” ก็จำเป็นต้องฝึกฝนพัฒนาต่อยอด ซึ่งก็คือการใช้ “พรแสวง” นั่นเอง ดังนั้น “พรแสวง” จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เพราะถึงอย่างไรก็จำเป็นต้องพึ่ง “พรแสวง” เสมอ

            “พรสวรรค์” หมายถึงสิ่งพิเศษที่บุคคลหนึ่งได้รับมาจากธรรมชาติจะด้วยพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อมก็ตามที เช่น เล่นดนตรีหรือกีฬาเก่ง ฉลาดมี IQ สูง พูดเก่ง ร้องเพลงเก่ง ฯลฯ ส่วน “พรแสวง” หมายถึงการฝึกฝน ฝึกปรือจนมีทักษะ หรือความสามารถเป็นเลิศได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งพิเศษที่มีติดตัวมา

            “พรแสวง” สื่อความหมายของการบากบั่นมานะโดยไม่มีข้อได้เปรียบทางธรรมชาติ แต่ที่ประสบความสำเร็จได้นั้นเพราะการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ

            อย่างไรก็ดีถึงแม้บุคคลจะมี “พรสวรรค์” แต่ถ้าไม่ตระหนักว่าตนเองมีก็ไม่เกิดประโยชน์ ปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญศึกษาลายนิ้วมือและลายฝ่ามือเชิงสถิติจนสามารถวิเคราะห์ได้ว่ามี “พรสวรรค์” ในเรื่องใด มีทางโน้มในด้านอุปนิสัยใจคอเช่นไร

            การศึกษาเช่นนี้เป็นวิทยาศาสตร์ มีการพิสูจน์ว่ามีความแม่นยำสูง เด็กที่มีปัญหาทางสมองแต่กำเนิดหรือแม้แต่เป็นออธิสติกส์ก็สามารถเห็นได้จากลายนิ้วมือเนื่องจากเป็นสิ่งเฉพาะตัวที่ถูกกำหนดโดยธรรมชาติตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้ว

            “พรสวรรค์” ไม่ใช่ ‘พรอัตโนมัติ’ ที่เปิดสวิตซ์ก็เกิดความเป็นเลิศ จำเป็นต้องฝึกฝนเพิ่มเติม บางคนถึงแม้รู้ว่าตนมี “พรสวรรค์” ในบางเรื่องแต่ถ้าไม่มีการพัฒนาขึ้นมาก็ไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใดเช่นกัน

            โลกมีอายุ 4 พันล้านปี เมื่อ 1.7 ล้านปีก่อนบรรพบุรุษมนุษย์เริ่มเดินหลังตรง มือทั้งสองไม่ต้องแตะพื้นดินเพื่อประคองตัวอีกต่อไป มนุษย์จึงเริ่มสามารถใช้มือหยิบจับสิ่งต่าง ๆ ได้ และมือนี้แหละเปรียบเสมือน “พรสวรรค์” ซึ่งเป็นรูปธรรมสำคัญของมนุษย์

            ในกรณีนี้มนุษย์ตระหนักถึง “พรสวรรค์” และเริ่มหัดฝึกฝนใช้มือจนเกิดความชำนาญและนำไปสู่การสร้างขวานหินซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของมนุษย์

            บรรพบุรุษของมนุษย์ฝึกฝนกับ “พรสวรรค์” ดังกล่าวจนสามารถกะเทาะหินให้หลุดออกจนเกิดส่วนที่คมขึ้น ซึ่งการฝึกฝนสร้างขวานหินต้องอาศัยการเรียนรู้ความแตกต่างของหินแต่ละประเภทเพื่อให้เกิดเหลี่ยมมุมที่เหมาะสม

            ไม่เพียงแต่สร้างความคมของหินด้วยการกะเทาะเท่านั้น ยังรู้จักเอาเขาและกระดูกสัตว์มาใช้ตกแต่งคมหินเพื่อให้ขอบเรียวคมยิ่งขึ้น

            ขวานที่คมเป็นอาวุธที่สำคัญในการล่าสัตว์ สามารถเฉือนเนื้อสัตว์ที่มีหนังหนา และทุบกระดูกให้แตกจนทำให้ได้รับสารอาหารจากเนื้อสัตว์ ไขมัน และไขกระดูกมากขึ้นกว่าเดิม ผลที่เกิดขึ้นก็คือมนุษย์ได้รับวัตถุดิบเสริมการพัฒนาสมอง

            ตลอดระยะเวลาเกือบ 1.7 ล้านปี ขวานหินถูกพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ และมนุษย์เริ่มพัฒนาอย่างรวดเร็วเมื่อประมาณ 70,000 ปีที่ผ่านมา โดยต่อยอดประดิษฐ์หัวธนูจากขวานหินจนทำให้สมองมนุษย์พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากการบริโภคอาหารที่ให้คุณค่าและพลังงานสูง

            เรื่องข้างต้นแสดงให้เห็นถึงการผสมปนเปกันของ “พรสวรรค์” และ “พรแสวง” โดยเริ่มต้นจากการมี “มือ” ซึ่งเปรียบเสมือน “พรสวรรค์” เมื่อฝึกปรือการใช้มือจนคล่องแคล่วซึ่งเปรียบเสมือนการสร้าง “พรแสวง” คือใช้มือเพื่อพัฒนาสิ่งซึ่งได้รับมาก่อนให้ดียิ่งขึ้นซึ่งในที่นี้คือขวานหิน การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์มนุษยชาติจึงเกิดขึ้น

            คำถามสำคัญก็คือมนุษย์จำเป็นต้องมี “พรสวรรค์” เพื่อใช้ “พรแสวง” พัฒนาตนเองขึ้นมาหรือไม่ คำตอบก็คือไม่จำเป็น ต่อให้ไม่มี “พรสวรรค์” เลยหากบากบั่นมานะก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้เช่นกัน เช่น ช่างแกะสลักไม้ หรือผลไม้ หรือสบู่ ในตอนเริ่มแรกไม่รู้จักการแกะสลักแต่อย่างใด แต่เมื่อฝึกฝนทักษะมากขึ้นก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ในที่สุด

            ไม่มีม้าแชมป์เปี้ยนวิ่งเร็วปานลมกรดถ้าไม่มีการฝึกฝนอย่างถูกวิธีถึงแม้พ่อแม่จะเป็นแชมป์ก็ตาม ไม่มีใครเป็นหมอผ่าตัดหัวใจชั้นยอดที่ไม่เคยเป็นแพทย์ฝึกหัดและผ่าตัดหัวใจนานปีมาก่อน นักดนตรีวง ‘เดอะบีเทิลส์’ ก่อนจะดังทะลุโลกเล่นดนตรีในไนท์คลับในเยอรมันเป็นเวลานาน ทุกคนถึงแม้จะมี “พรสวรรค์” แต่ก็ต้องฝึกฝนต่อยอดยาวนานผ่าน “พรแสวง” จึงจะได้ประโยชน์เต็มที่

            ถ้าบรรพบุรุษของมนุษย์ไม่ใช้ “พรสวรรค์” (มือ) ให้เกิดประโยชน์ผ่าน “พรแสวง” คือ การบากบั่นฝึกหัดการใช้มือจนคล่องแคล่วแล้ว ป่านนี้น่าจะไม่มีประดิษฐกรรมมีด ช้อน ส้อม และวิวัฒนาการของมนุษย์ พวกเราอาจจะยังใช้การกัดเทาะอาหารใส่ปากอยู่ก็เป็นได้

            หากมองไปรอบตัวเราจะเห็นอิทธิพลของ “พรสวรรค์” น้อยกว่า “พรแสวง” มาก ความสำเร็จทุกอย่างมี “พรแสวง” ปนอยู่ด้วยทั้งสิ้น เพราะ “พรแสวง” คือความพากเพียรบากบั่น มานะซึ่งเป็นหัวใจของความสำเร็จของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย

อยู่กับความจริง ไม่ทิ้งความฝัน

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
สิงหาคม 2556

          เกือบทุกคนมีความฝันด้วยกันทั้งนั้น ฝันว่าจะรวย มีชื่อเสียง มีอาชีพนั้น ๆ เป็นที่ยอมรับและชื่นชอบของผู้คน ฯลฯ แต่บ่อยครั้งที่เราเห็นผู้คนหลุดลอยไปกับความฝันของตัวเองอย่างไม่อยู่กับความจริง จนในที่สุดไม่บรรลุความฝันใด ๆ ทั้งสิ้น ทำอย่างไรที่เราจะมีความฝันโดยไม่หลุดไปจากโลกแห่งความเป็นจริง

          ในภาษาไทย “ความฝัน” มีสองความหมาย หนึ่งหมายถึงสิ่งที่เราฝันในยามที่เราหลับ กับอีกความหมายคือความหวังหรือความใฝ่ฝันที่อยากให้เกิดขึ้นในอนาคต ในที่นี้เรากำลังพูดถึงความฝันในความหมายที่สอง

          คนที่จะมีความฝันได้นั้นจะต้องเป็นคนมีความทะเยอทะยาน อยากมีและอยากเป็น ส่วนคนเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ อยู่ไปวัน ๆ จะไม่มีความฝัน เนื่องจากผูกพันอยู่แต่กับปัจจุบันโดยมิได้คำนึงถึงอนาคต ดังนั้นการเป็นคนมีความฝันจึงไม่มีอะไรเสียหาย

          อย่างไรก็ดีถ้าบุคคลหนึ่งมีความคิดพัวพันอยู่แต่กับอนาคตที่อยากเป็นอย่างไม่ใส่ใจกับความเป็นจริงในปัจจุบันและอดีตซึ่งเป็นที่มาของปัจจุบันแล้วก็คือการไม่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง อย่าลืมว่าการจะเป็นอย่างไรในอนาคตนั้นผูกพันโยงใยกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

          มนุษย์ที่มีปัญญาจะนึกถึงปัจจุบันและอนาคตมากกว่าจมปลักอยู่กับอดีต ฝรั่งบอกว่าอดีตคือสิ่งที่ตายไปแล้ว อนาคตคือสิ่งที่ยังไม่เกิด ปัจจุบันเท่านั้นคือสิ่งที่มีชีวิตอยู่ คนที่มีความฝันคือคนที่ให้ความสำคัญกับชีวิตปัจจุบันโดยมองไปถึงอนาคต

          มนุษย์ต้องฝันถึงสิ่งที่พอจะเป็นไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริง คนผอมตัวเตี้ยสูง 150 เซนติเมตรในวัย 30 ปี ฝันว่าจะเป็นแชมป์มวยปล้ำของโลก คือ ความเพ้อฝัน

          หญิงวัยปลาย 20 ที่เพียงเดิน 100 เมตรก็หอบแล้ว หากฝันว่าจะเป็นนักวิ่งลมกลดก็เป็นความเพ้อฝัน เช่นเดียวกับหญิงวัยรุ่นผู้ชอบอยู่ในโลกคนเดียวและไม่ชอบการปรับตัว ฝันว่าจะเป็นแอร์โฮสเตสซึ่งเป็นงานบริการผู้คนทุกระดับก็เป็นความเพ้อฝันอีกเช่นกัน

          อย่างไรก็ดีในบางกรณีความฝันบางอย่างที่ไม่น่าจะเป็นจริงก็สามารถเกิดขึ้นได้ ในปี 2008 เด็กตาบอดชาวทิเบต 6 คน กับพี่เลี้ยงซึ่งมาจากหลากหลายประเทศ 8 คน สามารถทำให้ความฝันของเด็กตาบอดเป็นจริงได้ด้วยการปีนเขาจนเกือบขึ้นไปถึงยอดเขาเอเวอเรสต์ของเทือกเขาหิมาลัย

          ในหลายกรณี ความฝันกับความเพ้อฝันซึ่งไม่อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงมีเส้นแบ่งบาง ๆ ที่มองไม่เห็นคั่นอยู่ การจะรู้ว่าเราอยู่กับความฝันที่อยู่กับความเป็นจริงหรืออยู่กับความเพ้อฝัน มีขั้นตอนหลักให้ตรวจสอบอยู่อย่างน้อย 3 ขั้นด้วยกัน

          ข้อที่หนึ่ง จงตรึกตรองว่าอะไรคือความฝันของเรา ความฝันของเราชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมเท่าใดก็จักได้รู้ว่าต้องทำอะไรบ้างจึงจะถึงความฝันนั้นได้ ถ้ามันเป็นเพียงความฝันเบลอ ๆ ก็เป็นการยากที่จะบรรลุความฝันนั้นได้ เพราะเมื่อเป้าหมายไม่ชัดเจนก็ไม่รู้จะเดินทางไปถึงได้อย่างไร

          ข้อที่สอง พึงตรวจความเป็นไปได้ในการบรรลุความฝันอย่างจริงใจ ดังกรณีของคน ตัวเตี้ยในวัย 30 ปี ที่อยากเป็นแชมป์มวยปล้ำ หากตรวจสอบแล้วมีความเป็นไปได้ต่ำมากก็จงละทิ้งความฝันนั้นเสีย และเลือกฝันในเรื่องอื่นที่พอจะเป็นไปได้

          ข้อที่สาม เมื่อความฝันชัดเจนและมีโอกาสแห่งความบรรลุความฝัน สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือการพิจารณาว่าจะต้องทำอะไรเพื่อให้เดินทางถึงเป้าหมายนั้น และตรวจสอบว่าเราสามารถกระทำสิ่งที่จำเป็นนั้นได้หรือไม่

          สมมุติว่าความฝันคืออยากเป็นนักร้องมีชื่อเสียงดังก้องประเทศ เมื่อเข้าใจความฝันของตนเองอย่างชัดเจนแล้วต่อไปก็คือตรวจสอบอย่างจริงใจว่าตนเองมีคุณลักษณะพอที่จะเป็นนักร้องระดับนั้นหรือไม่ กล่าวคือมีน้ำเสียง มีหน้าตา มีบุคลิก ฯลฯ รวมกันแล้วเรียกว่าพอไปได้หรือไม่

          หากผ่านขั้นที่สองคือมีแววแล้วก็ถึงขั้นที่สามคือต้องตรึกตรองว่าต้องทำอะไรบ้าง และเราสามารถกระทำสิ่งที่จำเป็นเหล่านั้นเพื่อให้บรรลุฝันได้หรือไม่ กล่าวคือต้องฝึกหัดเป็นเวลายาวนาน อดนอน ตรากตรำ บากบั่นมานะ ฯลฯ จึงจะได้เป็นนักร้องมีชื่อเสียง และเราสามารถกระทำสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ตัวอย่างในเรื่องการอดทนและอดกลั้นเช่น ต้องไม่กินอาหารรสจัด ไม่กิน ของเย็น ไม่กินอาหารมากเกินไป ไม่เที่ยวดึกดื่น ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฯลฯ ถ้าตอบว่าทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ก็จงเลิกความฝันนั้นเสีย และปรับลงมาเป็นนักร้องระดับครอบครัวและญาติมิตรในคาราโอเกะแทน

          ทุกคนจงฝันเพราะมันเป็นความหวังที่บันดาลให้ทุกคนมีกำลังใจ คนขาดกำลังใจก็เปรียบเสมือนคนขาดอ๊อกซิเจน เพียงแต่ต้องตระหนักเสมอว่าความฝันนั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่ ต้องทำอะไรเพื่อให้บรรลุความฝัน และสามารถทำสิ่งที่จำเป็นทั้งยากลำบากเพื่อให้ความฝันนั้นเป็นจริงได้หรือไม่

          จงมีความฝันพร้อมกับสติในการตรวจสอบเพื่อทำให้เราฝันอย่างมีเหตุผลโดยอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่หลงวนเวียนอยู่ในโลกแห่งความเพ้อฝัน

เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
กรกฎาคม 2556

          เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นพลเรือเอกเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อตอนเป็นเด็กนั้นเกเรมาก เป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่ อาศัยอยู่กับลุงและป้า ไม่ยอมเรียนหนังสือ เอาแต่ชกต่อยและคบเพื่อนไม่ดีตอนเริ่มต้นวัยรุ่นจนลุงป้าและญาติ ๆ ระอา ไม่มีแววเลยว่าวันหนึ่งจะได้เป็นพลเรือเอก วันหนึ่งในตอนอายุประมาณ 15 ปี ได้มีโอกาสคุยกับพระที่นับถือ ท่านถามว่าจะ
          ทำตัวอย่างนี้ไปได้อีกกี่ปี อนาคตจะเป็นอย่างที่เป็นนี้หรือ

          จะด้วยบุญเก่าหรือวาสนาบารมี หรือการคิดเป็นก็ไม่ทราบได้ เพื่อนผมกลับตัวกลับใจกลายเป็นอีกคนหนึ่งเพื่ออยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม เลิกคบเพื่อนเกเร ตั้งอกตั้งใจเรียนหนังสือ วางแผนชีวิตและสอบเข้าโรงเรียนนายเรือได้ ผ่านไป 40 ปี เพื่อนเก่าที่เคยคบกันมานั้นติดคุกติดตะรางก็หลายคน ถูกฆ่าตาย ติดเหล้า ติดยาก็มี เขาบอกว่าถ้าเขาไม่ตัดสินใจเปลี่ยนชีวิต ชะตากรรมก็คงไม่ต่างไปจากเพื่อนเหล่านี้อย่างแน่นอน

          เมื่อฟังเรื่องจริงเรื่องนี้แล้วก็เกิดความคิดขึ้นว่ามนุษย์คงมีจุดเปลี่ยนชีวิตเช่นนี้ด้วยกันเกือบทุกคน จะขึ้นสวรรค์หรือลงนรกก็จุดนี้แหละ ถ้าได้คิดขึ้นมาและฮึดมุ่งมั่นในใจว่าตนเองต้องมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมให้ได้ และปฏิบัติตามแนวทางที่ตนเองคิดได้อย่างบากบั่นมานะไม่ท้อถอยแล้ว ชีวิตต้องดีกว่าเดิมแน่

          มนุษย์ทุกคนมีโอกาสคิดฮึกเหิมและปฏิบัติเช่นนี้ได้ทุกคน แต่คำถามก็คืออะไรที่จะพลิกผันให้เขาเกิดความคิดที่จะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมขึ้นมาได้

          คำตอบมีหลายประการ อาจมาจากคำพูดของคนที่เรารักนับถือ การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เราเกิดความคิดเช่นนั้นขึ้น การอ่านหนังสือดี ๆ ที่ให้กำลังใจ การพบปะบุคคลที่มีบุคลิกจูงใจให้เปลี่ยนแปลงชีวิต การได้ดูภาพยนตร์หรือละครที่กินใจจนจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ

          ไม่ว่าจะเป็นคำตอบใดก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงในความคิดว่าต้องการมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม ถ้าความคิดและความปรารถนานี้ไม่เกิดแล้ว “ชีวิตที่ดีกว่าเดิม” ไม่มีวันเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

          ความต้องการที่จะมี “ชีวิตที่ดีกว่าเดิม” ประกอบด้วยอย่างน้อย 3 องค์ประกอบดังนี้ (1) การตระหนักว่าทุกคนมีชีวิตเดียวเท่านั้น มีโอกาสมีอายุ 20 หรือ 30 หรือ 40 เพียงครั้งเดียว หากปล่อยให้วันเวลาของชีวิต่ผานไปอย่างไร้ความหมายและไร้ประโยชน์แล้ว ก็จะเป็นที่น่าเสียดายอย่างที่สุด เพราะมันจะไม่มีวันหวลกลับมาอีก

          (2) การคำนึงถึงความจริงว่าถ้าไม่มีการปฏิบัติที่ผิดแปลกไปจากเดิมแล้ว ผลที่เกิดตามมาก็ย่อมเหมือนเดิม เราไม่อาจหวังว่าจะมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเก่าได้ ถ้าไม่ทำอะไรต่างไปจากที่เคยทำมา

          (3) การเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยว่าการมี “ชีวิตที่ดีกว่าเดิม” นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับ ทุกคน การมองโลกในแง่ดีเช่นนี้จะทำให้เกิดพลังใจที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงชีวิต

          ทั้ง 3 องค์ประกอบนี้จะช่วยให้ตระหนักถึงความจริงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงชีวิต คุณค่าของชีวิต การสร้างโอกาสให้แก่ตนเองในการมี “ชีวิตที่ดีกว่าเดิม” และการมีกำลังใจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต

          เมื่อได้คิดที่จะฮึดสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการปฏิบัติ การเพียงนั่งคิดนอนคิดว่าตนเองต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตไม่อาจทำให้เกิดการพลักผันไปในทางที่ดี ขึ้นได้หากไม่มีการลงมือปฏิบัติจริง

          ขั้นแรกของการลงมือปฏิบัติก็คือการวางแผนว่าจะมีเป้าหมายในแต่ละขั้นตอนของชีวิตอย่างไร ใช้เวลาในการปฏิบัติยาวนานเท่าใด เช่น ปัจจุบันมีอาชีพที่ทำงานหนักและมีรายได้ไม่มากนัก การวางแผนที่อยู่บนพื้นฐานความจริงและมีความเป็นไปได้เท่านั้นที่จะทำให้เดินทางไปสู่เป้าหมายของการมีรายได้สูงขึ้นและเหน็ดเหนื่อยน้อยลงได้

          ขั้นสอง ลงมือปฏิบัติตามแผนอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง เช่น เพิ่มเติมทักษะและความรู้ของตนเอง หากขับรถบรรทุกธรรมดาก็ต้องขวนขวายเลื่อนระดับเพื่อหารายได้ด้วยการพัฒนาทักษะเพิ่มเติมโดยการหัดขับรถบรรทุกสมัยใหม่ที่มีระบบไฮเท็คช่วยควบคุม

          ขั้นสาม ประเมินผลสำเร็จของแผนการที่ได้กำหนดไว้ในแต่ละขั้นตอนอย่างซื่อสัตย์ต่อตนเองและปรับการดำเนินงานอยู่ตลอดเวลา เช่น การพัฒนาทักษะขับรถไฮเท็ค ถ้าพบว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดก็จำเป็นต้องไปหาความรู้เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มเติมเพื่อให้สามารถขับรถสมัยใหม่ได้ในที่สุด

          การจะมี “ชีวิตที่ดีกว่าเดิม” ได้นั้นเป็นไปได้เสมอ ตราบที่มีความฮึดสู้เพื่อปรับเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นโดยมีแผนการปฏิบัติการอย่างชัดเจน และมีการลงมือปฏิบัติอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง

สุภาพบุรุษในฝัน

วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
มิถุนายน 2556

          คำว่า ‘สุภาพบุรุษ’ มีความหมายเชิงบวกมาทุกยุคทุกสมัย และในสมัยปัจจุบันของ ‘สุภาพบุรุษจุฑาเทพ’ ก็เช่นกัน ผู้คนนึกถึงคำนี้ขึ้นมาคราใดก็อดรู้สึกชื่นใจไม่ได้

          หญิงทุกคนมีภาพในใจของ ‘สุภาพบุรุษในฝัน’ หรือ ‘ชายในสเป็ค’ ด้วยกันทั้งนั้น เพราะการคาดหวังหรือการฝันเป็นธรรมชาติของปุถุชนทุกคนโดยเฉพาะผู้หญิง

          ผู้หญิงมีความเปราะบางเพราะมีจุดอ่อนสำคัญอันหนึ่งที่ธรรมชาติสร้างมา นั่นก็คือสามารถท้องได้ การท้องหมายความถึงภาระในการอุ้มท้องที่ทำให้ขาดโอกาสในการทำงานเลี้ยงชีพได้เต็มที่ และเมื่อคลอดแล้วก็มีภาระรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกไปตลอดชีวิต

          ด้วยความเป็นไปได้ในการต้องแบกภาระอันหนักอึ้งนี้ ผู้หญิงจึงจำเป็นต้องคาดหวัง ‘สุภาพบุรุษในฝัน’ ของเธอว่าเป็นผู้สามารถปกป้องเธอ (ผู้อ่อนแอทางร่างกายกว่าชาย) และอุ้มชูเลี้ยงดูเธอและลูกได้

          ที่กล่าวมานี้คือลักษณะที่เกิดขึ้นทางธรรมชาติของหญิง อย่างไรก็ดีในโลกแห่งความเป็นจริง มีผู้หญิงเป็นจำนวนมากที่ไม่หวังพึ่งพิงชายใด ไม่ว่าจะมาดูแลเธอหรืออุ้มชูดูแลลูก เธอสามารถยืนหยัดบนขาตนเองได้อย่างเป็นอิสระและกล้าหาญ

          ลักษณะที่ควรเป็นของ ‘สุภาพบุรุษในฝัน’ นั้นมีดังต่อไปนี้ (1) เป็นคนมีความรับผิดชอบ ชายที่ไร้ความรับผิดชอบนั้นไม่ว่าจะร่ำรวยแค่ไหนก็ตาม หญิงพึงหลีกเลี่ยงให้ไกล ความรับผิดชอบคือองค์ประกอบสำคัญของการเป็น ‘สุภาพบุรุษ’ สำหรับผู้หญิงและสังคมโดยส่วนรวม

          ในฐานะสามีของหญิง ‘สุภาพบุรุษ’ ต้องทำหน้าที่ปกป้องดูแล เลี้ยงดูคู่ชีวิตและลูกอย่างรับผิดชอบ การเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีก็คือการเป็น ‘สุภาพบุรุษ’ ของครอบครัว

          ส่วนการรับผิดชอบในฐานะสมาชิกของสังคมได้แก่การเป็นพลเมืองที่ดี ดำรงตนอยู่ในกรอบของกฎหมาย ทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต เสียภาษี เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม ฯลฯ

          (2) เป็นคนรักการทำงานและมีความขยันขันแข็ง ชายที่งอมืองอเท้า รักความสบาย ไม่ทำงานอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่สมควรเป็น ‘สุภาพบุรุษในฝัน’ ของหญิง ไม่ว่าจะเป็น ‘สุภาพบุรุษจุฑาเทพ’ หรือ ‘ทุรบุรุษ’ ก็ตามที

          ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน คนที่ทำงานมีโอกาสที่จะรับรู้และเข้าใจเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปรับปรุงตนเองมากกว่าคนที่อยู่บ้านโดยไม่ทำงาน

          พ่อแม่คือครูคนแรกของลูก ครอบครัวที่มีพ่อแม่ขยันขันแข็งมักจะมีลูกในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากลูกมักเลียนแบบการกระทำของพ่อแม่มากกว่าการฟังคำสอน ความขยันของผู้นำครอบครัวเปรียบเสมือนการตอกความเป็น ‘สุภาพบุรุษ’ ลงไปใน DNA ของลูก ๆ

          (3) มีบุคลิกที่เข้มแข็งในการรักษาคุณธรรม ชายที่ประพฤติตนอย่างมีจริยธรรมและมีความสามารถในการรักษาวัตรปฏิบัตินี้ คือ ‘สุภาพบุรุษ’

          การดำรงตนอย่างมีคุณธรรมจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างสงบและเป็นสุข ครอบครัวที่มีผู้นำเยี่ยง ‘สุภาพบุรุษ’ เช่นนี้ จะสร้างความสุขและความมั่นคงให้แก่หญิงและลูกที่จะเกิดตามมา

          ผู้หญิงหลายคนก็ย่อมมีความฝันที่แตกต่างกัน มี ‘สุภาพบุรุษในฝัน’ ที่แตกต่างกันเป็นธรรมดา ข้อเสนอ ‘สุภาพบุรุษในฝัน’ ข้างต้นมาจากข้อสังเกตและประสบการณ์ในชีวิต ถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าทั้งสามข้อนี้ล้วนอยู่ในตัวของ ‘คุณชายพุฒิภัทร’ และ ‘คุณชายรัชชานนท์’

          ถ้าไม่มีคุณลักษณะนี้คนดูเพศหญิงคงไม่คลั่งไคล้ดังที่เป็นอยู่แน่นอน

เหนือกว่าปริญญาบัตร

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
พฤษภาคม 2556

          การไขว่คว้าหาปริญญาบัตรของคนไทยกันเกร่อในปัจจุบันไม่แตกต่างไปจากคนในประเทศอื่น ๆ ที่เห่อปริญญาเหมือนกัน อย่างไรก็ดีถึงแม้คนจำนวนมากจะได้รับปริญญาแต่ก็ไม่รุ่งเรืองในชีวิตการงานเท่าที่ควร

          ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1980’s เป็นต้นมา ชาวโลกตื่นตัวในการศึกษาระดับอุดมศึกษากันเป็นอันมาก จำนวนสถาบันอุดมศึกษาของไทยเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับจนในปัจจุบันนับได้ถึงเกือบ 200 แห่ง

          รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้ระบุเป็นครั้งแรกว่าผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นผู้เรียนจบอย่างน้อยปริญญาตรีขึ้นไป เงื่อนไขนี้ทำให้เกิดจุดอ้างอิงใหม่ขึ้นมาในสังคมไทย นั่นก็คือการเรียนจบปริญญาตรี

          ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นดูราวกับว่าปริญญาตรีคือมาตรฐานขั้นต่ำของ “การมีระดับ” “การมีหน้ามีตา” ในสังคมไทย และความรู้สึกนี้ทำให้ผู้คนพากันหลั่งไหลไปเรียนปริญญาตรีและปริญญาที่สูงกว่า สถาบันทั้งหลายก็พากันแข่งขันตอบสนองและหลายแห่งไม่รักษาคุณภาพ ทำให้มาตรฐานโดยเฉลี่ยของความรู้ความสามารถของผู้จบปริญญาตรีด้อยลงไปกว่าเมื่อสมัยก่อน

          หลายคนคิดว่าเมื่อเรียนจบปริญญาตรีหรือสูงกว่านั้นแล้วคือการขึ้นลิฟต์แก้วหรือขึ้นทางด่วน ต่อไปชีวิตจะพุ่งไปก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีตำแหน่งใหญ่โต และมีเงินเดือนสูง

          อย่างไรก็ดีเป็นที่ชัดเจนในทุกสังคมว่าการเรียนจบได้ปริญญามาไม่ว่าตรี โท หรือเอก มิใช่เป็นสิ่งประกันว่ามีความก้าวหน้าในงานและชีวิตเสมอไป ทั้งนี้ก็เพราะมันมีสิ่งที่ “เหนือกว่าปริญญาบัตร” ซึ่งจะเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายว่าชีวิตจะรุ่งโรจน์ไปได้ไกลแค่ไหน

          สิ่งที่ “เหนือกว่าปริญญาบัตร” นั้นมีมากมายไม่ว่าจะเป็นโชค โอกาส พื้นฐานสิ่งแวดล้อมทางสังคม ผู้สนับสนุน เครือข่ายญาติมิตร ฯลฯ สำหรับข้อเขียนนี้จะขอเน้นไปที่ สิ่งสำคัญหนึ่งที่ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ “เหนือกว่าปริญญาบัตร” ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตและการงาน สิ่งนั้นก็คือบุคลิกอุปนิสัย หรือ character ในภาษาอังกฤษ

          ฝรั่งพูดกันมานานแล้วว่า “character is destiny” (บุคลิกอุปนิสัย คือชะตากรรม”) ก่อนที่จะขยายข้อความนี้ขอนำเอาคำพูดตัวละครที่เล่นเป็น Margaret Thatcher อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง ผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้ ในภาพยนตร์อัตตชีวประวัติของเธอเรื่อง “The Iron Lady” มาลงให้ดู

จงระวังความคิด เพราะมันจะกลายเป็นคำพูด

จงระวังคำพูด เพราะมันจะกลายเป็นการกระทำ

จงระวังการกระทำ เพราะมันจะกลายเป็นนิสัย

จงระวังนิสัย เพราะมันจะกลายเป็นบุคลิกอุปนิสัย

จงระวังอุปนิสัย เพราะมันจะกลายเป็นชะตากรรมของคุณ

          “บุคลิกอุปนิสัย” มิได้มีความหมายแคบ ๆ เพียงหมายถึงนิสัย เช่น ขยัน ขี้เกียจ เห็นแก่ตัว ขี้ขลาด กินจุ จู้จี้ ฯ หากกินความลึกซึ้งไปถึงบุคลิกอันเป็นลักษณะประจำตัว อีกด้วย เช่น การวางตัว การพูด การรู้จักกาลเทศะ การพูดจริงทำจริง ความเจ้าเล่ห์เจ้ากล ฯลฯ ดังนั้น “บุคลิกอุปนิสัย” จึงมีความหมายลึกซึ้ง

          “บุคลิกอุปนิสัย” เป็น “ชะตากรรม” ของคนได้อย่างไร? เราคงเคยเห็นคนที่มีความรู้ท่วมหัวแต่เข้ากับคนไมได้ เช่น พูดจาไม่เข้าหูคน เก็บตัว จิตใจคับแคบในการเป็นมิตรกับผู้อื่น ไม่ชอบทำอะไรที่ตรงไปตรงมาแต่ชอบการเลี้ยวลดหาประโยชน์จากกฎหรือจากบุคคลอื่น ฯลฯ คนที่มี “บุคลิกอุปนิสัย” เช่นนี้ก็พอคาดเดาว่าชะตากรรมของเขาจะเป็นอย่างไร

          ในทำนองเดียวกันเราก็เคยเห็นคนที่เรียนไม่ถึงปริญญา หรือไม่จบชั้นมัธยมด้วยซ้ำ แต่เป็นที่นับหน้าถือตาของผู้คน พูดจาอะไรผู้คนก็เชื่อถือเพราะมี “บุคลิกอุปนิสัย” ที่รักความสัตย์ รักษาคำพูดของตนเอง มีจิตใจที่ปรารถนาดีต่อผู้อื่น รักมนุษย์ มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พูดจาไม่หักหาญน้ำใจคน ฯลฯ

          “ชะตากรรม” ของทั้งสองคนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งหมดนี้มาจากสิ่งเดียวคือ “บุคลิกอุปนิสัย” ซึ่งมิใช่สิ่งที่มาจากพันธุกรรมหรือธรรมชาติ (nature) หากมาจากการสนับสนุนเอื้อให้มันเกิดขึ้น (nurture)

          ไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสเรียนจนได้รับปริญญา แต่ทุกคนมีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองให้เกิด “บุคลิกอุปนิสัย” อันพึงปรารถนาได้

          ที่มาของ “บุคลิกอุปนิสัย” ก็คือความคิดที่แปรเปลี่ยนเป็นคำพูด จากคำพูดเป็นการกระทำ จากการกระทำเป็นนิสัย จากนิสัยเป็น “บุคลิกอุปนิสัย” และในที่สุดนำไปสู่ “ชะตากรรม” ดังกล่าวแล้ว

มีความสุขกับชีวิต

วรากรณ์  สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
เมษายน 2556

          การดำเนินชีวิตของมนุษย์ไม่ต่างอะไรไปจากการเดินทางด้วยเรือไปตามกระแสน้ำ ถ้าไม่มีจุดหมายปลายทางแน่ชัดและการบังคับทิศทางมันก็จะลอยล่องไปอย่างไร้ความหมาย และถ้าไม่รู้เทคนิคของการพายเรือก็อาจประสบปัญหาเรือล่มระหว่างเดินทางได้

          เมื่อเป็นเช่นนี้ ในการดำเนินชีวิตจึงจำเป็นต้องมีหลักที่พึงยึดถือบางประการเพื่อการมีชีวิตที่ราบรื่นและมีความสุข ขอเสนอหลักในการดำเนินชีวิต 3 ประการดังต่อไปนี้

          ข้อ 1 จงเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ไม่ว่าอยู่ในวัยใดก็ตาม ผู้ที่มีสุขภาพดีไม่ควรอยู่นิ่งเฉย นั่งนอนดูดายโดยไม่ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน

          มนุษย์เรานั้นมีชีวิตเดียว อายุ 20 หรือ 30 หรือ 40 หรือ 50 ปี มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิต มันจะไม่มีวันหวนกลับมาเป็นอันขาด ดังนั้นการปล่อยให้เวลาในช่วงชีวิตใดก็ตามผ่านเลยไปโดยไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อย่างเต็มที่ จึงเท่ากับเป็นการเสียโอกาสอย่างน่าเสียดายยิ่ง

          เราไม่รู้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้นานกี่ปี กี่วัน จำนวนวันที่มีชีวิตของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไปแต่ก็เป็นสิ่งที่มีจำนวนจำกัด เราทำฉันใดกับสิ่งที่เรามีอยู่อย่างจำกัด ไม่ว่าจะเป็น เงินทอง ของเก่าหรือพระเก่าหายาก หรือสิ่งมีค่าอื่น ๆ เราก็พึงทำเช่นนั้นกับเวลาของเรา

          การไม่อยู่นิ่งเฉย ทำงานทำการสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่า เช่น ปลูกต้นไม้กระถาง ปลูกผักผลไม้ ทำจักสาน เขียนภาพ ตกปลา รับจ้างทำงาน ฯลฯ ล้วนเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจส่วนตัวและเศรษฐกิจส่วนรวมทั้งสิ้น

          บางกิจกรรมอาจไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่เป็นตัวเงินโดยตรง แต่เป็นการเพิ่มพูนรายได้ที่ไม่ใช่ตัวเงินทางอ้อม เช่น การปลูกผักผลไม้ หากเราไม่ขายเพราะต้องการเอาไว้บริโภคเองก็คือการไม่ต้องซื้อผักและผลไม้ เปรียบเสมือนกับมีคนเอามาให้เราโดยเราไม่ต้องควักเงินจากกระเป๋าซื้อ และถ้าเราเอาไปขายก็ได้เงินมา ดังนั้นการปลูกผักผลไม้เพื่อบริโภคเองเช่นนี้จึงเปรียบเสมือนกับการสร้างรายได้ที่ไม่ใช่ตัวเงินให้ตัวเราเอง

          การไม่อยู่นิ่งนอกจากจะเป็นการทำให้เวลาของเราที่มีอยู่จำกัดมีค่าแล้ว ยังทำให้เรามีทักษะและความรู้เพิ่มเติมเพื่อเป็นพลังในการทำมาหารายได้ในอนาคตอีกด้วย เช่น การเขียนรูป งานจักสาน งานฝีมือ ฯลฯ ในตอนแรกอาจขายไม่ได้แต่เมื่อมีฝีมือแล้วสถานการณ์ก็จะเปลี่ยนแปลงไป

          ข้อ 2 พอใจในสิ่งที่ตนเองมี ความสุขของมนุษย์มิได้เกิดจากการ “มี” เสมอไป บางคนถึง “มี” ก็หาความสุขไม่ได้เพราะยังมีความทุกข์กับสิ่งที่ตนเองยังไม่มี เช่น ถึงมีรถมอเตอร์ไซค์ขี่แต่ก็ไม่มีความสุขเพราะยังไม่มีรถปิกอัพ หรือมีรถปิกอัพแล้วก็ยังไม่มีความสุขเพราะมีเพียงคันเดียว

          คนที่บังเอิญ “มี” แต่มีความทุกข์ในลักษณะนี้เป็นคนน่าสงสาร เพราะจะไม่มีวันที่มีความสุขจากการ “มี” เลย ตลอดชีวิตของคนเขลาเช่นนี้จะมีแต่ความทุกข์กับสิ่งที่ตนเองยังไม่มี สาเหตุของการขาดความสุขกับสิ่งที่ตนเองมีก็คือการขาดความพอใจในสิ่งที่ตนเองมีนั่นเอง

          คนที่มีความสุขกับชีวิตนั้นจะพอใจกับสิ่งที่ตนเอง “มี” เป็นขั้นเป็นตอนอยู่เสมอ ในตอนแรกที่เช่าห้องพักก็มีความสุขตามอัตภาพ ต่อมาเมื่อมีฐานะดีขึ้นก็ซื้อหาห้องในคอนโดเล็ก ๆ ก็มีความสุข และเมื่อมีเงินมากขึ้นก็ผ่อนซื้อที่อยู่อาศัยที่ใหญ่ขึ้น ทุกขั้นตอนมีความพอใจอยู่เสมอ

          กฎข้อนี้มิได้ห้ามความทะเยอทะยานในชีวิต หากแนะนำให้มีความสุขในสิ่งที่ตนเองมีในแต่ละชั่วขณะของชีวิต

          กฎข้อ 3 จงยินดีต่อการมีชีวิต การได้เกิดมาเป็นมนุษย์และสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในปัจจุบันได้นั้นถือได้ว่าเป็นโชคที่ยิ่งใหญ่ เพราะมนุษย์จำนวนมากเสียชีวิตตั้งแต่ก่อนเกิด หรือเสียชีวิตตอนเป็นทารก การได้อยู่ในโลกจนสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้จึงเป็นสิ่งน่ายินดี

          ทุกเช้าเมื่อตื่นขึ้นและยังมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องน่าดีใจเพราะไม่มีใครประกันยืนยันได้ว่าเมื่อเรานอนทุกคืนแล้วจะตื่นนอนเช้าโดยมีลมหายใจ

          โลกเป็นสิ่งน่าอภิรมย์ มนุษย์อาจหาความสุขได้จากรูปรสกลิ่นเสียงและความสุขทางด้านจิตใจซึ่งสูงกว่านั้น การได้อยู่ในโลกอีกหนึ่งวันจึงเป็นเรื่องน่ายินดี

          ความคิดเห็นเช่นนี้คือการมองโลกในแง่บวกซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในการทำงาน เพราะพลังด้านบวกจะผลักดันให้เกิดกำลังใจอีกทั้งสร้างบุคลิกภาพอันพึงปรารถนาในการทำงานร่วมกับผู้อื่นซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ

          การตระหนักในความโชคดีของตนเองที่เกิดมาและมีชีวิตที่ดี การเชื่อว่าทุกปัญหามีทางออก ทุกอุปสรรคสามารถก้าวข้ามได้ ทุกคนสามารถผิดพลาดและเริ่มต้นใหม่ได้ด้วยกันทั้งนั้น เราทำได้ถ้าเราคิดว่าเราทำได้ เราต้องไม่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า การช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์เป็นหน้าที่ของมนุษย์ การให้โอกาสคนคือการช่วยสร้างสรรค์โลก ฯลฯ ล้วนสะท้อนการมองโลกที่เป็นบวกทั้งสิ้น

          เราเห็นจากประวัติศาสตร์ของมนุษย์ว่าโลกเราก้าวหน้าเพราะความคิดที่เป็นบวกเหล่านี้ ถ้ามนุษย์เรามองโลกเป็นลบป่านนี้เรายังคงอยู่ในบ้านทำด้วยไม้ หลังคามุงจาก ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีรถยนต์ ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีสังคมที่มั่นคงพร้อมสู้ปัญหา ฯลฯ เป็นแน่

          หลักการดำเนินชีวิต 3 ข้อข้างต้น คือ (1) จงเคลื่อนไหวอยู่เสมอ (2) จงพอใจในสิ่งที่ตนเองมี และ (3) จงยินดีต่อการมีชีวิต จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ราบรื่นและมีความสุขไม่ว่าเราจะ “มี” มากน้อยเพียงใดในปัจจุบันก็ตาม